ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (1)

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

 

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (1)

 

“ข้าพเจ้าทราบเพียงว่า ทองคำนั้นมีวันใช้หมดสิ้น สักวันหนึ่งคนต้องตาย แต่คุณธรรมและน้ำมิตรจะคงความเป็นอมตะตลอดกาลนาน เนื่องเพราะในใต้หล้ายังมีคุณธรรมและน้ำมิตรดำรงคงอยู่ คนจึงผิดแผกจากเดียรัจฉาน”

วีรบุรุษสำราญ – น. นพรัตน์

 

มิตรภาพสามมุม

มุมหนึ่ง ปรีดี-แปลก

ปรีดี พนมยงค์ เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือกำเนิดเมื่อ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2443 ส่วน แปลก ขีตตะสังคะ เป็นชาวจังหวัดนนทบุรี ถือกำเนิดก่อน 3 ปีเมื่อ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2440 ปรีดีเดินทางไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2463 4 ปีก่อนที่แปลกจะมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกฝรั่งเศส ใน พ.ศ.2467

ปรีดีได้รู้จักและคุ้นเคยกับ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ซึ่งย้ายมาอยู่ปารีสเมื่อ พ.ศ.2468 ทั้งสองมีความคิดตรงกันที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย จึงตกลงร่วมกันที่จะหาผู้ร่วมอุดมการณ์เพื่อดำเนินการเมื่อกลับไปยังสยาม

ประยูรได้แนะนำให้รู้จักกับนายทหารที่มีความคิดไปในทางเดียวกันนี้คือ ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ ซึ่งกำลังศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่กับ ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี ซึ่งกำลังศึกษาวิชาทหารม้าอยู่ที่ฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน ทั้งสองเดินทางมาถึงฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ.2467

และในปีต่อมา แปลกและทัศนัย ได้ย้ายที่พักมาอยู่ในย่านเดียวกับที่พักของปรีดี ทำให้มีโอกาสได้พบปะสนทนากันอย่างใกล้ชิดแทบทุกวัน มิตรภาพจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2468 จากนั้นจึงร่วมกันเผยแพร่ความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองไปยังหมู่นักเรียนไทยอื่นๆ จนในที่สุดก็นำไปสู่การประชุมอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อก่อตั้งคณะราษฎรเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2469 ที่บ้านเลขที่ 5 ถนนซอเมอรราห์ กรุงปารีส

ผู้ร่วมประชุมมี 7 คนคือ นายปรีดี พนมยงค์ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี นายตั้ว ลพานุกรม หลวงสิริราชไมตรี นายแนบ พหลโยธิน

หลังจากนั้น ก็ปรากฏความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเพื่อปลุกจิตสำนึกนักศึกษาสยามให้เห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2469 ซึ่งจะมีการประชุมประจำปีของ “สามัคยานุเคราะห์สมาคม-ส.ย.ว.ม.” ซึ่งปรีดีเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเลขาธิการสมาคม สมาชิกประกอบด้วยนักเรียนไทยทั้งในฝรั่งเศส สวิส และประเทศอื่นที่ขึ้นต่อสถานทูตสยามกรุงปารีส

 

ปรีดีบันทึกไว้ว่า

“ครั้นแล้วข้าพเจ้ากับเพื่อนที่ริเริ่มซึ่งออกนามมาแล้ว (คือ ร.ท.ประยูร ร.ท.แปลก และ ร.ต.ทัศนัย) จึงได้ปรึกษาตกลงกันว่าในการประชุมประจำปีต่อไป คือในเดือนกรกฎาคม 1926 (พ.ศ.2469) สมควรที่จะพัฒนาจิตสำนึกของเพื่อนนักศึกษาให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่งถึงขั้นต่อสู้กับอัครราชทูตซึ่งเป็นตัวแทนของระบอบสมบูรณาฯ ในต่างประเทศ แต่จะต่อสู้โดยวิธีที่ธรรมเนียมประเพณีอนุญาตไว้คือการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ซึ่งเพิ่งทรงขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อจากรัชกาลที่ 6 ในการนั้นก็จะต้องถือเอาความไม่พอใจที่นักศึกษาส่วนมากมีอยู่เป็นพื้นฐาน เนื่องจากอัครราชทูตจ่ายเงินเข้ากระเป๋าให้น้อยเกินไป ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีงบประมาณที่ทางรัฐบาลหรือทางบ้านได้มอบไว้ที่อัครราชทูตอย่างเพียงพอ

เราถือเอาเศรษฐกิจเป็นรากฐานที่จะพัฒนาจิตสำนึกให้เป็นทางการเมืองตามกฎวิทยาศาสตร์สังคมแห่งการพัฒนาจิตสำนึก”

การประชุมซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 นี้ ใช้เวลาถึง 15 วัน มีกิจกรรมกีฬาแทบทุกชนิด รวมทั้งการยิงเป้า “เพื่อเป็นพื้นฐานแห่งการฝึกทางอาวุธ” มีการแสดงปาฐกถาในเหตุการณ์ระหว่างประเทศ การโต้วาที การแสดงละครจากบทละครของ ร.6 ที่สะท้อนความเหลวแหลกของศาลและอัยการ การแสดงดนตรีและขับร้อง

ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี สร้างความรักและความผูกพันระหว่างเพื่อนนักศึกษาไทยอย่างได้ผล รวมทั้งความเห็นในเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

หลังเสร็จการประชุม อัครราชทูต พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร ได้โทรเลขด่วนถึงกระทรวงการต่างประเทศขอให้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ขอส่งตัวนายปรีดี พนมยงค์ กลับสยามโดยด่วนเนื่องจากทำการประดุจเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงาน ยุยงให้นักเรียนเรียกร้องเงินเดือนเพิ่ม อีกทั้งยังได้ปฏิบัติการโดยขัดคำสั่งอัครราชทูต ขณะที่นายปรีดี พนมยงค์ กับสมาชิกแห่งสมาคมได้ถวายฎีกาโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าว

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยสอดคล้องกับข้อกล่าวหาของอัครราชทูต จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้เรียกตัวปรีดีกลับทันที

แต่ต่อมานายเสียง พนมยงค์ บิดานายปรีดีได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนเวลาที่จะเรียกตัวกลับเป็นเดือนกุมภาพันธ์ หลังเสร็จสิ้นการสอบไล่ชั้นปริญญาเอกแล้ว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุเคราะห์ตามนั้น นายปรีดี พนมยงค์ จึงได้เดินทางกลับสยามเมื่อ 5 มีนาคม พ.ศ.2469 (นับปี พ.ศ.แบบเก่า)

ส่วน ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ นั้นไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด จึงศึกษาจนจบหลักสูตรและได้เดินทางกลับสยามเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2470

ปรีดีกับแปลกมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันที่ฝรั่งเศสประมาณ 2 ปี แต่ก็ผ่านห้วงเวลาสำคัญของชีวิตมาด้วยกันตั้งแต่ร่วมก่อตั้ง “คณะราษฎร” ซึ่งคือการกบฏต่อแผ่นดินมีโทษถึงประหารชีวิต รวมทั้งยังได้ร่วมต่อสู้กับตัวแทนของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์คืออัครราชทูตสยามประจำกรุงฝรั่งเศสอีกด้วย

ความสนิทสนมระหว่างบุคคลทั้งสองอาจสะท้อนผ่านสรรพนามที่เรียกแต่ละฝ่าย ปรีดีจะเรียกแปลกว่า “กัปตัน” ขณะที่แปลกเรียกปรีดีว่า “อาจารย์” และเป็นเช่นนี้ตลอดชีวิต

 

มุมหนึ่ง : แปลก-อดุล

ความสัมพันธ์ แปลก-อดุล แตกต่างจาก ปรีดี-แปลก เพราะมีความลึกซึ้งยาวนานมาตั้งแต่สมัยกิน-นอนด้วยกันที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก

พ.ศ.2452 : จุดเริ่มมิตรภาพ

หากนับเรียงตามปีเกิด บัตร์ พึ่งพระคุณ ที่เปลี่ยนชื่อในภายหลังเป็น “อดุล” และต่อมาคือ “พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส” เกิดก่อน แปลก ขีตะสังคะ “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” 3 ปี

บัตร์เกิดเมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ.2437 เป็นชาวพระนคร บุตรข้าราชการชั้นผู้น้อย เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยทหารบกเมื่อพฤษภาคม พ.ศ.2452 เลขประจำตัว 2148 ออกเป็นนักเรียนทำการนายร้อยเมื่อพฤษภาคม 2458 อายุ 21 ปี

แปลกเกิดเมื่อ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2440 เป็นชาวนนทบุรี บุตรชาวสวน เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนเขมาภิรตาราม เป็นนักเรียนนายร้อยทหารบกเมื่อพฤษภาคม 2452 เลขประจำตัว 2175 รุ่นเดียวกับบัตร์ ขณะมีอายุ 12 ปี ออกเป็นนักเรียนทำการนายร้อยพร้อมกันเมื่อพฤษภาคม 2458 อายุ 18 ปี

เพื่อนนักเรียนนายร้อยทหารบกร่วมรุ่นของทั้งสองมีทั้งหมด 60 นาย ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันดีในเวลาต่อมา อาทิ จอมพลผิน ชุณหะวัณ พล.อ.จิร วิชิตสงคราม พล.อ.มังกร พรหมโยธี พล.อ.หลวงหาญสงคราม พล.ท.หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต และ พ.ท.หลวงอํานวยสงคราม เป็นต้น

 

มิตรภาพยาวนาน

ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ย้อนความเป็นมาของมิตรภาพตั้งแต่วัยเด็กของเพื่อนรัก “แปลก-บัตร์” ไว้ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ.2512 หลัง จอมพล ป.พิบูลสงคราม 5 ปี ดังนี้

“พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส (บัตร์ พึ่งพระคุณ) เป็นเพื่อนรักสนิทกับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อย ท่านทั้งสองนี้เป็นเพื่อนนักเรียนนายร้อยห้องเดียวกัน คุณบัตร์เป็นมหาดเล็กอยู่ในวังสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ทูลกระหม่อมจักรพงษ์ฯ ตามที่นายทหารทั่วไปเรียกพระนาม) ดังนั้น เมื่อถึงวันหยุดที่นักเรียนได้กลับบ้าน ถ้าคุณบัตร์ไม่เข้าวังทูลกระหม่อม ก็จะต้องไปพักกับคุณแปลก กินนอนอยู่ที่แพปากคลองบางเขนอันเป็นที่พักของคุณแปลก มีเงินก็แบ่งกันใช้ ไปไหนทำอะไรก็ต้องทำด้วยกัน บิดามารดาคุณแปลกรักใคร่เอ็นดูคุณบัตร์ดังบุตรชายของท่านเอง”

มิตรภาพอันแนบแน่นของแปลกและบัตร์จึงเริ่มตั้งแต่วัยเด็กในโรงเรียนนายร้อย

 

มุมหนึ่ง : ปรีดี – อดุล

มิตรภาพระหว่างปรีดี-อดุล แตกต่างกับปรีดี-แปลก เพราะจะมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์เฉพาะใน “ภารกิจการงาน” เท่านั้น ไม่มีเรื่องส่วนตัว โดยมีงานเสรีไทยเป็นตัวเชื่อม

ทวี บุณยเกต อดีตนายกรัฐมนตรี บันทึกคำไว้อาลัยในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายถึงบุคลิกของอดุลและมิตรภาพระหว่างปรีดี-อดุล ไว้ดังนี้

“ท่านถือว่า การเป็นตำรวจนั้นจะต้องเคร่งครัดในหน้าที่โดยไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งหมด จะต้องรักษาระเบียบวินัย ต้องแยกหน้าที่ราชการกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน ต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงตรง จะเห็นแก่หน้าใครไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง”