33 ปี ชีวิตสีกากี (59) | ปฏิกิริยาเหนือชีวิต การยิงตัวตายในบางครั้ง ผู้ตายจะกำปืนแน่น

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

พ.ต.อ.นพ.ประเวศน์ คุ้มภัย บรรยายเรื่องนิติเวชวิทยา ดังนี้

1. การตาย แบ่งเป็น

1) ตายเพียงบางส่วน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคเบาหวาน เส้นเลือดปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า บางส่วนจะตีบตันทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยง ปลายนิ้วมือนิ้วเท้านั้นจะตาย คนที่ถูกงูพิษ เช่น งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ (มีประมาณ 20 spicies) กัดแล้วจะทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน ทำให้อุดทางเดินของเลือดที่จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ก็จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นตายได้

2) ตายทั้งร่างกาย หรือเสียชีวิตไปเลย เป็นการตายจริงๆ ตัดสินว่าตาย

(1.) การหายใจ หยุด Respiration

(2.) หัวใจหยุดเต้น Heart Circulation

(3.) Electro encephalogram คลื่นสมองไม่มี ต่างประเทศใช้ ซึ่งประเทศนั้นต้องมีความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ส่วนเมืองไทยใช้ 2 กรณีแรก

Vital sign สัญลักษณ์ของการมีชีวิต

– Respiration
– Circulation
– Temperature อุณหภูมิที่พอเหมาะ 37 องศา

คนที่เสียชีวิตไปแล้วใหม่ๆ ภายในระยะ 2-3 ช.ม. จะมี Supra vital sign (ปฏิกิริยาเหนือชีวิต) คือ เมื่อเราใช้สันมือสับลงตามบริเวณกล้ามเนื้อใหญ่ๆ เช่น บริเวณแขน ขาของคนตาย จะมีอาการบวมปูด นูนขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนหนึ่งว่ายังมีชีวิตอยู่ เป็นอาการของกล้ามเนื้อ แสดงว่ายังตายไม่นาน

 

2. การเปลี่ยนแปลงหลังตาย

– การทรงรูปร่างในขณะที่เสียชีวิต น้ำหนักถ่วงไปทางไหน ก็จะเกิดการทรงตัวทางด้านนั้น

– อุณหภูมิจากปกติ 37 องศา เมื่อตายแล้ว ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิที่สมองจะไม่ทำงาน จะทำให้อุณหภูมิลดลงมาเท่ากับอุณหภูมิอากาศขณะนั้น

กฎเกณฑ์ของการลดลงของอุณหภูมิ จะลดลงมา 1 องศาในเวลา 1 ช.ม. แต่ถ้าอุณหภูมิภายนอกร้อนกว่าภายในร่างกาย เช่น 39 องศา อุณหภูมิในร่างกายจะเปลี่ยนไปเท่ากับอากาศเมื่อตายไปแล้ว

– การเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง จะหมดความยืดหยุ่น ถ้าลองจับดูแล้วดึงขึ้นมายังย่นอยู่ แสดงว่าตายแล้ว

– ลูกตา ตาดำจะพร่า ไม่ใสแจ๋ว ลูกตาแห้ง เวลาเดียวกัน ลูกตาจะนิ่ม

– การเปลี่ยนแปลงของเลือด เมื่อการหมุนเวียนของโลหิตหยุดเพราะหัวใจไม่ทำงาน เลือดจะไหลลงไปส่วนล่างของร่างกาย จะเห็นชัดในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ทราบว่าผู้ตาย ตายในลักษณะใด อยู่ในท่าทางอะไร

– การเปลี่ยนแปลงทางกล้ามเนื้อ ปกติกล้ามเนื้อจะยืดหยุ่นตามที่เราต้องการ เมื่อเสียชีวิตแล้ว Enzyme ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ไปกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อจะหยุดทำงาน จะทำให้การยืด, หดของกล้ามเนื้อไม่มี และกล้ามเนื้อจะแข็งด้วย

ในกล้ามเนื้อจะมีสารชนิดหนึ่ง คือ Actin + Myocins — — ยืด, หด Adinocintriphosphate A.T.P. เมื่อกล้ามเนื้อมีการแข็งตัวหลังตาย ยังมีการอ่อนตัว ในช่วงเวลาที่ศพกำลังจะเน่าแล้ว และเนื่องจากระบบประสาท เช่น ถูกยิงที่สำคัญแล้วไปทำลายศูนย์ประสาท ในขณะนั้นกำลังทำงานอยู่ กล้ามเนื้อที่ใช้ก็จะแข็งจนเกร็ง เช่น เขียนหนังสืออยู่ก็จะจับปากกาแน่น เฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้งานเท่านั้นที่เกร็ง เรียกว่า Cadaveric Spasm หรือ Instanteneous rigor คือ การแข็งตัวของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นทันทีหลังตาย เพราะศูนย์ประสาทถูกทำลาย

ทฤษฎีของเรื่องนี้คือ การบังคับกล้ามเนื้อให้ทำงาน เพราะว่า

1. ศูนย์บังคับการเคลื่อนไหว

2. ศูนย์รองบังคับการเคลื่อนไหว

3. ศูนย์บังคับการผ่อนคลาย

เมื่อศูนย์ที่ 1, 3 อยู่ใกล้ๆ และติดๆ กัน ถ้าศูนย์ที่ 1 ถูกทำลายแล้ว ศูนย์ที่ 3 ก็จะถูกทำลายด้วย เพราะอยู่ติดกัน แต่ถ้าศูนย์ที่ 2 อยู่ห่างออกไป ยังไม่ถูกทำลาย ก็จะยังทำหน้าที่ต่อไปได้ในระยะหนึ่ง จึงทำให้เกิดการแข็งตัวของกล้ามเนื้อขึ้น

เงื่อนไขที่จะเกิด Cadaveric Spasm

1. จะต้องมีการทำลายศูนย์ 1 และ 3 ทันที

2. ต้องตายทันที

3. มีการใช้งานของกล้ามเนื้อ

ตัวอย่างที่จะเกิด เช่น การยิงตัวตายในบางครั้ง ผู้ตายจะกำปืนแน่น แต่โอกาสที่จะเกิดยากมาก คนตกน้ำตายแล้วมือยังกำหญ้าหรือผ้าเช็ดหน้าอยู่

การแข็งตัวหลังตาย

กล้ามเนื้อขากรรไกรจะแข็งตัวก่อน ใน ชม.แรก จะง้างขากรรไกรไม่ออก และการแข็งตัวของกล้ามเนื้อ จะเริ่มที่หน้า-ตัว-แขน-ขา และในทำนองเดียวกัน เมื่อกล้ามเนื้ออ่อนตัว ก็จะเริ่มทวนกลับมาจากขาถึงหน้า

Spasm = การเกร็งของกล้ามเนื้อ

Rigor = การแข็งตัว

การเปลี่ยนแปลงของเลือด Livor mortis

การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อ Rigor mortis

หลังจากเกิด Cadaveric Spasm แล้ว 6 ช.ม. ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ซึ่งจะไม่สามารถบอกได้ว่า การแข็งตัวนั้น เกิดจาก Cadaveric Spasm หรือ Rigor Mortis

ข้อยกเว้น ศพที่ถูกไฟไหม้ตาย การแข็งตัวของศพแบบนี้ ไม่เรียกว่า Rigor Mortis เพราะว่าการแข็งตัวนั้น เกิดจากน้ำในร่างกายแห้งไปหรือระเหยไป

 

เหตุตายทางนิติเวชวิทยา

การตายเนื่องจากบาดแผลต่างๆ ซึ่งมีชนิดของบาดแผล ได้แก่

1. ประเภทหนังไม่ขาด ได้แก่ แผลฟกช้ำ บวม หัวโน รอยขีดข่วน ครูด ถูไถ ถลอก รอยทับ เช่น รถทับ อาจมีดอกยางรถติดอยู่ รอยครูด เกิดจากกระทบกับของแข็งหรือจากการถูครูดกับของแข็ง

2. ประเภทผิวหนังขาด ได้แก่

ก) บาดแผลถูกของแข็งไม่มีคม

ข) บาดแผลถูกของแข็งมีคม เช่น ขวาน มีด

ค) บาดแผลถูกแทง เช่น มีด สิ่ว ไม้แหลม ขอบแผลจะมีมุมแหลม 2 มุม หรือมีข้างเดียว หรือเป็นรูป 3 แฉก หรือโค้งตามลักษณะอาวุธ

ง) บาดแผลอาวุธปืน

จ) บาดแผลถูกระเบิด อาจพบแต่รอยช้ำ หนังไม่ขาดหรือขาดก็ได้

แผลที่ทำขึ้นเพื่ออำพราง เช่น แผลรอยบุหรี่จี้ แล้วมาแกล้งบอกว่า ถูกยิงบาดเจ็บ บาดแผลถูกยิงที่หน้าท้อง บาดแผลกรีดที่หน้าท้อง เพื่ออำพรางว่า เป็นการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว

บาดแผลจากการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว เราอาศัยตำแหน่งของแผลเป็นเครื่องพิจารณา เช่น บาดแผลที่มือ หรือ แขน ส่วนที่ต่ำกว่าข้อศอกลงไป โดยเฉพาะทางด้านนอกของแขน ดูโดยให้แบมือแผ่ไปข้างหน้า

– บาดแผลถูกสัตว์กัดแทะ

ก่อนตาย และหลังตาย (ไม่มีปัญหา)

– รอยมดกัด รอยถลอกจางๆ เป็นกลุ่ม มีตัวมดไต่อยู่ แสดงว่ามดขึ้นหลังตายแล้ว

– รอยแผลสุนัขกัด อาจมองเห็นหนังขาด เป็นรอยโบ๋ลงไป มีไขมันจุกอยู่ในแผลนั้นมีรอยช้ำผสมอยู่ด้วย รวมทั้งมีรอยครูด

– รอยงูกัด เขี้ยวพิษของงูอยู่ที่ฟันด้านบน เวลากัดมักจะเห็นเป็นรอยคู่ ฟันงุ้มเข้า มีรอยเขี้ยวพิษให้เห็น แต่อาจไม่เห็นรอยเขี้ยวก็ได้ เวลากัดจะแว้งกัดซ้ายขวา จะไม่กัดตรงๆ

– บาดแผลถูกความร้อน

1) ความร้อนชนิดแห้ง เช่น ไฟไหม้

2) ความร้อนชนิดเปียก เช่น ถูกน้ำร้อนลวก น้ำมันเดือดๆ ถ้าร้อนมากๆ หนังกำพร้าลอก ถ้าร้อนจัดจะไหม้ถึงกล้ามเนื้อถึงกระดูก

– บาดแผลถูกไฟฟ้าช็อต ลักษณะของบาดแผล ผิวหนังพองไหม้ แห้งและร่อนออก บางรายไหม้เกรียม เป็นรอยที่ผิวหนังเนื่องจากถูกไฟฟ้าแรงสูง บางรายไม่มีแผล เช่น พวกลงไปช็อตปลาในน้ำ การวินิจฉัยโดยอาศัยประวัติและการตรวจภายใน