กู้ชีพแรดสูญพันธุ์ ด้วยเทคโนโลยี ‘แรดหลอดแก้ว’

ดร. ป๋วย อุ่นใจ
ซูดาน แรดหนุ่มตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ ในปี 2010 (เครดิตภาพ Wikipedia)

ในช่วงปี 1975 ชายหนุ่มมาดเข้ม โจเซฟ แวกเนอร์ นักเขียน นักสัตววิทยาและผู้อำนวยการสวนสัตว์ดวูร์กราโลแว ( Dvúr Králové  Zoo) ในสาธารณรัฐเช็ก ได้ตัดสินใจจับมือเป็นพันธมิตรกับหนึ่งในคณะละครเร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป “คณะละครสัตว์แห่งชิปเปอร์ฟิลด์ (Chipperfield’s Circus)”

พวกเขาได้ว่าจ้างทีมพรานดักสัตว์ให้เข้าไปในอุทยานแห่งชาติแชมบี ในประเทศซูดานใต้ (Shambe National Park) เพื่อดักจับสัตว์ป่าหายากเอามาเติมในคอลเล็กชั่นสัตว์ป่าแอฟริกันของเขาในสวนสัตว์

ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว ในตอนนั้น ดวูร์กราโลแวก็ขึ้นชื่อลือชาอยู่แล้วในฐานะสวนสัตว์ที่มีคอลเล็กชั่นสัตว์ป่าจากแอฟริกาที่ใหญ่ที่สุดนอกทวีปแอฟริกา

ในทริปนั้น พวกเขาได้แรดขาวแดนเหนือ (Northern White Rhino) มาหกตัว แบ่งเป็นตัวเมียสี่ตัว (โนลา (Nola) นูริ (Nuri) นาดิ (Nadi) และเนซาริ (Nesari) และตัวผู้อีกสองตัว (ซูดาน (Sudan) กับซาอุต (Saut)

ซึ่งการล่าแรดครั้งนี้ สวนสัตว์และทีมถูกเพ่งเล็งอย่างหนัก เพราะในช่วงเวลานั้น การลักลอบล่าแรดเอางาทำให้ประชากรแรดขาวแดนเหนือลดลงอย่างฮวบฮวบ

จากการประมาณการในเวลานั้น อาจจะเหลือประชากรแรดขาวแดนเหนืออยู่ในธรรมชาติจริงๆ เพียงแค่ไม่ถึง 700 ตัว

ซึ่งทางสวนสัตว์และทีมนักอนุรักษ์บางกลุ่มก็ออกมาแย้งข้างๆ คูๆ ว่าในกรณีอย่างแรดขาวแดนเหนือที่เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์หายาก ที่ถูกแอบล่า แอบฆ่าอยู่ตลอด หากควบคุมการล่าไม่ได้

บางที การไปดักเอามาเก็บไว้อาจจะเป็นหนทางรอดของเผ่าพันธุ์ก็เป็นได้

 

ทว่า หากหมายจะช่วยให้เผ่าพันธุ์ของพวกมันรอดได้จริง พวกเขาจะต้องหาวิธีเพิ่มจำนวนขยายเผ่าพันธุ์แรดได้ในสวนสัตว์ แต่อนิจจา ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามช่วยจับคู่สองหนุ่มสี่สาวสลับไปสลับมายังไง สาวเจ้าทั้งสี่ก็ไม่มีตัวไหนตั้งท้องสักตัว

จนราวๆ ปี 1977 พวกเขาก็ได้แรดขาวแถบเหนือเพศเมียมาอีกตัวจากอุทยานโนว์สลีย์ (Knowsley Safari Park) ในยูกันดา มาร่วมในคอลเล็กชั่น เธอชื่อ นาซิมา (Nasima)

และนาซิมานี่เองที่ทำให้พวกเขาเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น ในการอนุรักษ์และพิทักษ์แรด (ในสวนสัตว์) เพราะนาซิมาท้อง…นาซิมาคือสาวแรดรุ่นแรกที่ให้กำเนิดลูกในสวนสัตว์

นี่เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะนี่ทำให้ดวูร์กราโลแวขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสัตว์แห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถผสมพันธุ์แรดขาวได้สำเร็จในสถานที่เพาะเลี้ยง

และตัวแรกที่เกิดขึ้นมา ก็คือแรดหนุ่ม ซูนิ (Suni)

…และหลังจากที่ตัวแรกออกมา ประชากรแรดที่เกิดจากสวนสัตว์ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในปี 1983 คู่ของซูดานกับนาซิมา ก็ให้กำเนิดสาวแรด “โนบิเร (Nobire)” และในอีก 6 ปีต่อมา คู่รักสายแรดคู่เดิมก็ให้กำเนิดสาวแรดตัวที่สองออกมาอีกตัว น้องถูกตั้งชื่อว่า “นาจิน (Najin)”

และเนื่องจากมีอยู่ไม่กี่ตัว คู่รักแรดขาวก็เลยผสมกันอยู่แค่เท่าที่มี ไม่นาน นาจินถูกจับคลุมถุงชนกับซาอุต และให้ลูกสาวแรดออกมาอีก 1 ตัวก็คือ ฟาตู (Fatu) ในปี 2000

สถานการณ์ในตอนนั้น แม้ในธรรมชาติ จำนวนประชากรแรดขาวแดนเหนือนั้นไม่มีเหลืออยู่แล้ว แต่ตราบใดที่ยังสามารถให้น้องผสมพันธุ์กันเองได้ในสวนสัตว์ โอกาสในการสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์แรดขาวก็จะลดลง

แต่แล้วทุกอย่างก็กลับตาลปัตร เพราะหลังจาก “ฟาตู” ลืมตาออกมาดูโลกแล้ว ที่ดวูร์กราโลแว ก็ไม่มีสาวแรดตัวไหนตั้งท้องเพิ่มออกมาเลยสักตัว

 

จนถึงปลายปี 2009 โครงการเพิ่มจำนวนแรดเริ่มมาถึงทางตัน ทีมเริ่มสิ้นหวัง ไม่รู้จะทำยังไง

ทางดวูร์กราโลแวก็เลยตัดสินใจลองทางเลือกสุดท้าย ยอมเอ็กซ์พอร์ต แรดหนุ่มสาวสี่ตัว ได้แก่ สองหนุ่ม ซูดานกับซูนิ และสองสาว นาจินกับฟาตู กลับไปในเขตอนุรักษ์ออลเพเจตา (Ol Pegeta) ในเคนยา บ้านเกิดของพวกมันที่ทวีปแอฟริกา ในโครงการ “โอกาสสุดท้ายที่จะอยู่รอด” (Last Chance To Survive Breeding Program)

ด้วยความหวังที่ว่าบรรยากาศที่บ้านเกิดจะกระตุ้นให้หนุ่มสาวแรดกระชุ่มกระชวยอยากโล้สำเภาสร้างลูกกันขึ้นมาอีกครั้ง

ไอเดียแนวนี้ไม่ได้ขี้เหร่ ที่จริงออกจะน่าสนใจเสียด้วยซ้ำ เพราะก็มีรายงานอยู่เหมือนกันที่ว่าสัตว์ป่าบางพวกอาจจะเริ่มกลับมาสนใจหาคู่ตุนาหงันแล้วสืบพันธุ์ขยายเผ่าพงศ์กันอีกครั้ง ถ้าบรรยากาศเอื้ออำนวย

แต่ที่แอบสงสัยคือ ไม่รู้ว่าทำไมทางทีมดวูร์กราโลแวและเหล่าพันธมิตรอนุรักษ์แรดถึงได้ตั้งชื่อโครงการไว้เป็นลางได้ขนาดนั้น

และก็น่าเสียดายที่ความหวังครั้งสุดท้ายนั้นมันไม่เกิด ในปี 2014 แรดหนุ่ม “ซูนิ” ก็อำลาโลกไปก่อนวัยอันควร ทำให้ประชากรแรดขาวแดนเหนือ เหลืออยู่แค่ไม่ถึงสิบ

และในนั้น มีแค่สองตัวที่เป็นตัวผู้ ซึ่งก็คือซูดาน และแอนกาลิฟู (Angalifu) แรดหนุ่มอีกตัวจากสวนสัตว์ในซานดิเอโก

ทว่า แค่สองเดือนหลังข่าวการตายของซูนิ แอนกาลิฟูก็ลาโลกตามไปอีกตัว ทำให้ซูดานกลายเป็นแรดหนุ่มตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ และนั่นทำให้ซูดานได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด

และได้ชื่อว่าเป็น “ชายโสดที่เป็นที่พึงปรารถนาที่สุดในโลก”

 

และไม่นานหลังจากนั้น ประชากรสาวแรดก็เริ่มทยอยตายหายไปอีกหลายตัว ทั้งโนลา นาบิเร่ จนถึงปลายปี 2015 สถานการณ์ของแรดขาวแดนเหนือเริ่มคับขัน เพราะทั้งหมดบนโลกที่มีอยู่เหลืออยู่แค่สามตัวถ้วน นั่นคือ ซูดาน นาจิน และฟาตู

ในปี 2015 เพื่อหาทางอนุรักษ์แรดขาวแดนเหนือไม่ให้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไป นักวิจัยสถาบันวิจัยสัตว์ป่าและสวนสัตว์ไลบ์นิช (Leibniz Institute for Zoo and Wildlife) ก็เลยจับมือกับนักวิจัยอีกหลายประเทศ ทั้งจีน ออสเตรีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอิตาลี ตั้งเป็นทีมพันธมิตรวิจัยนานาชาติไบโอเรสคิว (BioRescue Consortium) เพื่อหาทุกหนทางในการที่จะรื้อฟื้นประชากรแรดขาวแดนเหนือขึ้นมา

แต่ความยากก็คือ เวลาผ่านไป แรดที่เหลืออยู่ก็ใช่จะยังปึ๋งปั๊งเตะปี๊บดังได้ตลอด อย่างซูดาน ในความเป็นจริง ก็เป็นรุ่นคุณตาแล้ว ถ้าเทียบกับฟาตู

ทว่า พวกเขาก็ยังไม่สิ้นหวัง เพราะด้วยเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproduction Technologies , ART) และเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ (Stem Cell Associated Techniques, SCAT) ที่ก้าวล้ำนำยุค ใช้กับคนมาก็มาก ใช้กับสัตว์เศรษฐกิจมาก็เยอะ ถ้าเอามาใช้กับแรดที่เหลือก็อาจจะพอรอดก็ได้

พวกเขาเริ่มเก็บเซลล์ไข่จากสองสาวแรด ทั้งนาจิน และฟาตูให้มากที่สุด เผื่อว่าจะได้มีเก็บเอาไว้ทำแรดหลอดแก้วขึ้นมาได้เยอะๆ

ในโครงการนี้พวกเขาเก็บไข่แรดไว้ได้มากกว่า 80 ฟอง

 

และในปี 2018 ข่าวร้ายก็มาอีกครั้ง เพราะซูดาน ตัวผู้ตัวสุดท้าย ชายโสดที่เป็นที่พึงปรารถนา ก็มาสิ้นชีพไปอีกตัวด้วยวัยชรา ซึ่งถ้าว่ากันตามหลักการแล้ว นี่ควรจะเป็นอวสานของเผ่าพันธุ์แรดขาวแดนเหนือ…

แต่เรื่องอาจจะไม่แย่อย่างที่คิด เพราะเหมือนจะรู้ว่าซูดานน่าจะอยู่ได้ไม่นาน ทางทีมไบโอเรสคิว ได้รีดอสุจิแรดขาวแดนเหนือเก็บเอาไว้กันเหนียวเรียบร้อยแล้ว ก็ยังมั่นใจว่าพวกเขาจะสร้างแรดขาวแดนเหนือขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง

และด้วยเทคโนโลยีการผสมเทียมในหลอดทดลอง พวกเขาก็สร้างตัวอ่อนแรดขึ้นมาได้สำเร็จจริงๆ

“แรดหลอดแก้ว” อาจจะเป็นความหวังที่จะดึงเอาแรดขาวแดนเหนือที่ในทางทฤษฎี สูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะทั้งเผ่าพันธุ์ไม่เหลือตัวผู้ไว้ทำพันธุ์แล้ว อีกทั้งตัวเมียทั้งสองที่เหลืออยู่ก็เฒ่าชแรแก่ชราเกินกว่าจะตั้งครรภ์ไปแล้วอีกด้วย ให้กลับฟื้นคืนมาใหม่อีกครั้ง

แต่ปัญหาก็คือ ไม่เคยมีใครทำแรดหลอดแก้ว จึงทำให้การฝากตัวอ่อนลงครรภ์แม่อุ้มบุญ เป็นเรื่องที่ต้องหาวิธีกันเอาเอง ในขณะที่ตัวอ่อนแรดขาวแดนเหนือก็ไม่ได้มีให้ใช้อย่างล้นเหลือ

 

ทางทีมก็เลยลงพื้นที่และเริ่มทดลองกับแรดขาวแดนใต้ (Southern White Rhino) ที่พวกเขาสนใจจะเอามาใช้เป็นแม่อุ้มบุญ เพราะมีพันธุกรรมใกล้เคียงกับแรดขาวแดนเหนือ และถ้าเทียบกันแล้ว ยังมีประชากรเหลืออยู่เยอะพอที่จะทำทดลองได้แบบไม่น่ากังวลมาก

เพื่อลองหาวิธีปลูกถ่ายตัวอ่อน พวกเขาสร้างตัวอ่อนแรดขาวแดนใต้ขึ้นมาในหลอดทดลองและเริ่มปลูกถ่ายลงในแรดสาวอุ้มบุญ และรอลุ้นว่าจะได้ลูกแรดสมใจหรือไม่

อนิจจา เรื่องราวที่ไม่น่าจะเกิดก็เกิดขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน พวกเขาก็พบว่าแม่แรดอุ้มบุญนั้นไม่รอด ทีมไบโอเรสคิวเริ่มกุมขมับ และเริ่มชันสูตรศพแม่แรดอุ้มบุญอย่างละเอียด

กลายเป็นว่าพวกเขาได้ข่าวดี…แม่แรดตายจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับการทำแรดหลอดแก้ว และการอุ้มบุญ และพวกเขาพบตัวอ่อนแรดตัวจิ๋วที่มีพัฒนาการอย่างสมบูรณ์อยู่ในครรภ์ของมันด้วย

และด้วยผลจากการเปรียบเทียบสารพันธุกรรม พวกเขามั่นใจว่าลูกแรดที่พบในศพแรดอุ้มบุญนั้น มาจากตัวอ่อนแรดหลอดแก้วที่เขาใส่เข้าไปจริงๆ…

และนั่นหมายความว่า…เทคโนโลยีแรดหลอดแก้วนั้นทำได้จริง

 

แม้ว่าแม่แรดอุ้มบุญจะมาชิงตายไปเสียก่อนจะให้ลูก แต่อย่างน้อย ในเวลานี้ วิธีการฝังตัวอ่อนแรดหลอดแก้วลงไปในครรภ์ของแม่แรดอุ้มบุญนั้นก็กระจ่างชัดแล้ว…

นี่เป็นความหวังครั้งใหญ่สำหรับนักอนุรักษ์ ทางทีมไบโอเรสคิวเผยว่าในอีกนาน พวกเขาจะลงไปลุยสร้างแรดหลอดแก้วของแรดขาวแดนเหนืออีกครั้ง และคราวนี้จะฝังลงแม่อุ้มบุญให้เพอร์เฟ็กต์

และถ้าทุกอย่างเป็นไปดังคาด ไม่น่าเกินสามปี เราอาจจะมีแรดซูดานเวอร์ชั่นหลอดแก้วออกมาดูโลกอีกรอบ…