วิบากกรรมของผู้นำญี่ปุ่น จาก ‘อาเบะ’ ถึง ‘คิชิดะ’

นับตั้งแต่ ฟูมิโอะ คิชิดะ ได้รับเลือกจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2021 รัฐบาลก็ตกที่นั่งลำบากมาโดยตลอด

แรกสุดคือความนิยมตกต่ำ ทั้งที่เป็นคะแนนนิยมต่อคณะรัฐมนตรีและต่อตัวนายกรัฐมนตรีเอง

สืบเนื่องจากความวิตกต่อปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาทางสังคมที่รุมเร้า

กับปมที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่พรรคแอลดีพีถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับ “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) หรือที่รู้จักกันดีกว่าในชื่อ “ลัทธิมูน” ลัทธิในศาสนาคริสต์ที่มีต้นกำเนิดอยู่ในเกาหลีใต้

ประเด็นเรื่องโบสถ์แห่งความสามัคคี ทำให้สถานการณ์ต่างๆ ของรัฐบาลและคิชิดะซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ถูกสังหารเสียชีวิตระหว่างรณรงค์หาเสียงช่วยเหลือผู้สมัครของแอลดีพีในปี 2022

มือสังหารซึ่งถูกจับกุมอ้างว่า มูลเหตุจูงใจให้ลงมือกระทำการอุกอาจดังกล่าวก็เพราะอาเบะให้การสนับสนุนโบสถ์แห่งความสามัคคี ซึ่งผู้ต้องหาระบุว่า เป็นตัวการกดดันให้มารดาของตนบริจาคเงินทำบุญจนหมดเนื้อหมดตัว ถึงขั้นทำให้ครอบครัวของตนล้มละลาย

ปัญหาที่ตามมาก็คือ เป็นที่รู้กันดีว่า ส.ส.หลายคนมาจากพรรคแอลดีพี เป็นผู้สนับสนุนลัทธินี้

ในขณะที่ทั้งพรรคแอลดีพีและตัวนายกรัฐมนตรีคิชิดะเอง ก็ไม่ได้แจกแจงทุกอย่างให้โปร่งใสแต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ตาม แม้คะแนนนิยมจะไม่สูง แต่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคิชิดะก็ยังได้รับแรงสนับสนุนอยู่ในระดับ 30 เปอร์เซ็นต์เศษมาโดยตลอดในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีนี้

บรรดานักวิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่นเชื่อว่า ถึงแม้คะแนนิยมจะต่ำ แต่คิชิดะก็อาจยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากยังไม่มีอะไรที่เป็นการคุกคามต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

แต่ใครจะคาดคิดว่าพอถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ทุกอย่างจะพลิกผัน คะแนนนิยมของคิชิดะและคณะรัฐมนตรีร่วงวูบลง เหลือเพียงแค่ 17 เปอร์เซ็นต์ ทำสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคะแนนนิยม ได้รับการยอมรับต่ำที่สุดนับตั้งแต่แอลดีพีกลับมาเป็นพรรคสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งในปี 2012 เรื่อยมา

สิ่งที่ทำให้คะแนนนิยมของแอลดีพีและคิชิดะตกวูบก็คือ การเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวของ ส.ส.และก๊วนการเมืองภายในพรรคว่า นำเงินที่ได้จากการระดมทุนเพื่อการกุศล จำนวนหลายล้านดอลลาร์ ไปใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือเพื่อตนเอง ซึ่งเข้าข่ายละเมิดกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเงินทุนสาธารณะ (the Public Funds Control Law)

สำนักงานอัยการญี่ปุ่นเปิดฉากสอบสวนกรณีอื้อฉาวนี้ เป้าหมายแรกก็คือ “ก๊วนเซอิวาไก” ก๊วนการเมืองใหญ่ที่สุดในพรรคแอลดีพี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “ก๊วนของอาเบะ”

ในเวลาเดียวกันก็มีรายงานข่าวบ่งชี้ออกมาด้วยว่า นอกจากก๊วนนี้แล้วยังมีก๊วนสำคัญๆ อีกอย่างน้อย 4 ก๊วน เข้าไปพัวพันด้วย หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ก๊วนของนายกรัฐมนตรีคิชิดะ

 

นายกรัฐมนตรีคิชิดะ แก้ปัญหาด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีรวดเดียว 4 ตำแหน่ง จาก 4 ก๊วนการเมือง แต่ไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะการปรับ ครม.ไม่ได้แก้ที่แก่นของปัญหา ที่เกาะกินระบบการเมืองญี่ปุ่นมาช้านานอย่างการใช้เงินเพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมืองหรือ “มันนี่ โพลิติกส์” (money politics)

อยากได้อำนาจก็ต้องใช้เงิน ยิ่งมีเงินมากอำนาจยิ่งมาก แล้วก็กลายเป็นการใช้อำนาจเพื่อให้ได้เงินจนเน่าเฟะบิดเบือนการเมืองไปทั้งระบบ

พรรคแอลดีพี วนเวียนอยู่ในวัฏจักรชั่วร้ายนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 นายกรัฐมนตรีจากพรรคแอลดีพีวนเวียนกันเข้ารับตำแหน่งเป็นว่าเล่นแล้วก็ลาออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะเพราะพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวสารพัด โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชั่น

เริ่มตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีคนดังอย่าง คาเคอิ ทานากะ ที่ต้องลาออกเพราะติดสินบน

หรือ โนโบรุ ทาเคชิตะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เผชิญเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ตอนปลายทศวรรษ 1980 ถึงขนาดเลขานุการรายหนึ่งฆ่าตัวตายเป็นการสังเวย และนักการเมืองดังๆ อีกเป็นจำนวนมากต้องวางมือทางการเมือง

ปิดท้ายด้วยกรณีอื้อฉาวทางการเงินครั้งใหญ่อีกครั้งที่เรียกกันว่า กรณีซากาวะ เคียวบิน ที่ทำให้ “ขาใหญ่” ของแอลดีพีในเวลานั้นอย่าง ชิน คาเนมารุ ถูกจับและถูกตัดสินจำคุกเพราะเลี่ยงภาษี

นี่ยังไม่นับเรื่องอื้อฉาวอื่น อย่างเช่นกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี โซสุเกะ อูโนะ ที่ต้องลาออกเพราะประพฤติผิดทางเพศ เป็นต้น

 

กรณีซากาวะ เคียวบิน เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ส่งผลให้แอลดีพีพ่ายแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งในปี 1993 หลุดวงโคจรแห่งอำนาจในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หลังสงครามโลกเรื่อยมา

แม้แต่ในยุคของนายกฯ คนดังอย่าง ชินโสะ อาเบะ ที่นำแอลดีพีกลับสู่อำนาจอีกครั้งในปี 2012 แอลดีพีก็ยังไม่สรุปบทเรียน ยังคงสร้างปัญหาอื้อฉาวทางการเงินขึ้นซ้ำอีก ดีที่ว่า อาเบะได้รับความนิยมสูงลิ่ว สามารถเอาตัวรอดมาได้

กรณีอื้อฉาวในการระดมทุนครั้งนี้ ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ทั้งขอบเขตและขนาดของเรื่องยังรอคอยการเปิดเผยต่อสาธารณะ กระนั้น ผู้สันทัดกรณีการเมืองญี่ปุ่นให้ความเห็นตรงกันว่ายากนักที่ ฟุมิโอะ คิชิดะ จะรอดพ้นจากชะตากรรมในทำนองเดียวกันกับนักการเมืองรุนพี่ก่อนหน้านี้

บางคนถึงกับยืนยันว่า ถ้าคิชิดะอยู่รอดจนถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคแอลดีพีในเดือนกันยายน 2024 ได้ ก็ต้องถือว่าเป็น “ปาฏิหาริย์ทางการเมือง” แล้ว

คำถามสำคัญก็คือว่า แล้วแอลดีพีจะเอาอย่างไร จะเลือก “มิสเตอร์คลีน” ขึ้นมาขัดตาทัพแล้ววนหลูปกลับไปเหมือนเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

หรือจะปล่อยให้นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่เป็นคนหนุ่มสาวภายในพรรคกรุยเส้นทางใหม่ เลือกใช้วิธีการที่โปร่งใส เน้นนโยบาย ไม่ยึดติดกับก๊วนและลำดับอำนาจ-อาวุโส เพื่อสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ให้กับญี่ปุ่นกันแน่

น่าจับตามองอย่างยิ่งจริงๆ