ออมสิน ปักธงภารกิจ Dual Missions มุ่งธุรกิจใหญ่ ทำกำไรมาหนุนธุรกิจเล็ก ช่วยสังคม ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ธนาคารออมสิน จัดงานสัมมนา GSB Forum 2023 ESG : Social Pillar Driven “คนยั่งยืน เพื่อโลกที่ยั่งยืน” เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2566

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในการสัมมนาว่า ที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ จะเน้นช่วยเหลือสังคมในรูปแบบของ Corporate Social Responsibility หรือ CSR การช่วยสังคมลักษณะนี้ ผมมองว่าเป็นการใช้เงิน เพื่อจัดทำโครงการใดโครงการหนึ่ง และเมื่อทำเสร็จก็จบไป ไม่มีความต่อเนื่อง

หรือบางโครงการอาจต่อเนื่องบ้าง แต่หลักการของ CSR มองว่าไม่ได้ทำให้เกิดความยั่งยืนเท่าไหร่นัก

จึงอยากให้มีการเปลี่ยนมุมมองจาก CSR ขยับไปสู่ Creating Shared Value หรือ CSV เป็นการสร้างคุณค่าที่มุ่งเน้นไปยังความต้องการที่แท้จริงของสังคม ผนวกกับการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น

ซึ่งควรทำควบคู่ไปพร้อมกับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net zero

“ธนาคารออมสิน เราวางคอนเซ็ปต์เป็นธนาคารเพื่อสังคมมาโดยตลอด ด้วยแนวคิดทำอย่างไรที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ มีกำไร และยังช่วยสังคม ช่วยโลก”

“จนถึงปัจจุบัน มีการปรับตัว โดยออมสินสร้าง 2 ธุรกิจแยกออกจากกัน คือ ในด้านหนึ่ง เราเป็นธุรกิจแบงก์ ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีกำไรพอสมควร เพื่อที่จะสามารถนำกำไรที่ได้จากส่วนนี้ไปทำอีกธุรกิจที่เป็นเชิงสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์การทำธุรกิจที่เรียกว่า Dual Missions โดยที่ธุรกิจฝั่งสังคมที่เริ่มต้นจากการขาดทุนเลย ไม่มีจุดคุ้มทุน แต่เอากำไรจากธุรกิจใหญ่มาสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นการช่วยคน”

 

จากข้อมูลเกี่ยวกับประชากรไทยพบว่า 80% ของครัวเรือนไทยเป็นประชาชนฐานราก มีรายได้ไม่พอรายจ่าย นำไปสู่การเป็นหนี้ ในการเป็นหนี้

เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วยอดครัวเรือนที่เป็นหนี้มีแค่ 44% ผ่านมาไม่กี่ปีเพิ่มเป็น 51% ในจำนวนนั้น 7-8% กู้หนี้นอกระบบ และเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20% หมายความว่าโดยเฉลี่ยเคยกู้หนี้นอกระบบประมาณ 110,000 บาท ตอนนี้กลายเป็น 130,000 กว่าบาทต่อครัวเรือน

และแน่นอนสิ่งที่โดนคือ โดนโอเวอร์ชาร์จดอกเบี้ย จากที่ควรโดนชาร์จดอกเบี้ยแค่ 3-4% กลายเป็น 10-15-20% หรือมากกว่านั้น

ดอกเบี้ยที่เกินความเป็นจริงไม่ได้เกิดความเป็นธรรม นำไปสู่ความยากจน หมุนกลับไปทำให้เกิดวงจรความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ธนาคารออมสิน จึงปักธง 2 ตัว คือ แก้ปัญหาความยากจน และบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งแก้ไม่หมด แต่ก็ช่วยบรรเทาได้ เป็นสิ่งที่เราดำเนินการตลอดมา”

 

นายวิทัยกล่าวว่า ช่วงโควิดที่ผ่านมาในเชิงเพื่อสังคม ออมสินทำโครงการมากกว่า 63 โครงการ ดึงคนเข้าสู่ระบบได้มากกว่า 3 ล้านคน

วันนี้ลูกค้าที่เป็นฐานรากจากเดิม เคยมีแค่ 1.95 ล้านคน (ปี 2562) ตอนนี้เพิ่มเป็น 3.59 ล้านคน (ปี 2566) เรามั่นใจว่าดอกเบี้ยเราต่ำสุด แบบไม่เหลือกำไรเลย เพราะนโยบายคือ ภารกิจส่วนนี้ ไม่ได้ต้องการกำไร เพราะเรามีกำไรมาจากธุรกิจใหญ่มาหล่อเลี้ยง เรามีคุณภาพหนี้ที่ดีของธุรกิจใหญ่มาหล่อเลี้ยง NPL ธุรกิจเล็ก ทำให้บริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีมาก

อย่างไรก็ตาม Dual Missions นี้เป็นการปรับธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาสังคม โดยเราให้คนในองค์กรที่ดูแลทุกกระบวนการธุรกิจ ให้เอาปัจจัยทางสังคมใส่เข้าไปในทุกกระบวนการทำธุรกิจทั้งหมด

นั่นหมายความว่าในการทำธุรกิจ ทุกอย่างต้องมีมิติทางสังคมอยู่ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น กระปุกออมสินจากเดิมที่สั่งจากจีน ก็เปลี่ยนมาจ้างมูลนิธิออทิสติกให้ออกแบบ จัดทำ เพื่อสร้างรายได้ให้กับมูลนิธิ

เงินฝากก็มีการทำบุญ สินเชื่อก็จะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยคน

รวมถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เมื่อ 2 วันก่อนมีงานกฐิน เราก็นำคอมพิวเตอร์ที่หมดอายุ หมดสภาพการใช้งานในปีนี้ที่มีอยู่หลายพันเครื่อง หากขายทิ้งก็จะได้ในราคาเครื่องละ 500 บาท แต่เราใช้วิธีร่วมมือกับเอกชน ทำการซ่อม แล้วนำไปบริจาคให้โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร หรือโรงเรียนตามวัด ใช้เงินน้อยมาก

หรือแม้กระทั่งการจัดทำตู้เอทีเอ็มเพื่อผู้พิการทางสายตา การสร้างงานสร้างอาชีพ การซื้อสินค้าเพื่อทำเป็นของแจกลูกค้า ทุกอย่างจะต้องเชื่อมโยงถึงชุมชนให้ได้

ทั้งหมดนี้คือ การทำงานเพื่อสังคม ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ ตรงกับคอนเซ็ปต์ CSV (Creating Share Value) เป็นการเปลี่ยนโครงการเพื่อสังคม CSR ที่มีการใช้จ่ายเป็นครั้งคราว ได้ผลไม่ต่อเนื่อง มาเป็นโครงการ CSV ที่ช่วยสังคมผสมอยู่ในธุรกิจที่ทำ

สร้างความยั่งยืน สร้างรายได้มากขึ้น สร้างกำไรมากขึ้น และทำให้สังคมดีขึ้นด้วย ซึ่งตรงกับแนวคิดของฟิลลิป คอดเลอร์ ที่เสนอไว้เมื่อปี ค.ศ.2011

“นี่คือ โอกาสการขยายธุรกิจโดยเอาปัญหาทางสังคมเข้ามาร่วมอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถช่วยสังคมได้ด้วย แต่ทั้งหมดนี้จะทำไม่ได้เลย ถ้าหากธนาคารไม่แข็งแรง”