ชาญวิทย์ เกษตรศิริ Thailand : A Struggle for the Nation

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ประวัติศาสตร์ไทยเป็นหัวข้อที่ง่ายไม่ซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วเขียนยาก

หลายปีที่ทำการศึกษาด้วยตนเอง ทำให้ผมได้ข้อสรุปข้างบนว่าประวัติศาสตร์ไทยเรียนยากและเขียนก็ยากกว่าประวัติศาสตร์อเมริกา หรือยุโรป หรือจีน อินเดีย

อุปสรรคสำคัญอันหนึ่งคือการขาดหนังสือและตำราประวัติศาสตร์ไทยที่เขียนถึงกำเนิดและพัฒนาการของเนื้อหาในประวัติศาสตร์ไทยนับแต่แรกถึงปัจจุบัน เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เรียกว่าโดยผู้เขียนรุ่นหลังซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารชั้นต้นมาอย่างดีแล้วจึงนำมาเขียนให้ผู้อ่านทั่วไปได้เข้าใจ

เล่มที่ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ที่เห็นอยู่หลายปีคือ Thailand : A Short History (1982) โดย เดวิด วัยอาจ ซึ่งยาวถึง 350 หน้า กว่าจะอ่านจบแต่ละบทก็เหนื่อยจนหมดแรงเพราะเต็มด้วยรายละเอียดและเรื่องราวที่ร้อยรัดกับชนชั้นปกครองอย่างแน่นหนา

อีกหลายสิบปีถึงมีหนังสือเล่มใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้อ่านรุ่นใหม่ดีกว่าคือ A History of Thailand (2005) โดยคริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร

แต่ที่แปลกคือทั้งสองเล่มเขียนโดยนักประวัติศาสตร์ต่างชาติ (ยกเว้นเล่มหลังที่มีนักเศรษฐศาสตร์การเมืองไทยร่วมด้วย)

ทำไมนักประวัติศาสตร์ไทยถึงไม่ชอบเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ไทยแบบให้คนอ่านได้ทั่วไป

 

มีคนรับคำท้าของผม ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ไทยและอุษาคเนย์ผู้มีชื่อเสียง เสนอผลงานชิ้นสำคัญตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วในสิงคโปร์โดยสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา The ISEAS-Yusof Ishak Institute.

Thailand : A Struggle for the Nation (2022) เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อสร้างชาติที่เป็นสมัยใหม่จากรัฐราชสมบัติภายใต้รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ถึงรัฐชาติภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ที่ครอบคลุมหลายมิติและแง่มุม

แต่ทั้งหมดดำเนินไปอย่างเป็นประวัติศาสตร์เส้นตรงอันเป็นลักษณะเด่นของประวัติศาสตร์นิพนธ์ชาติสมัยใหม่

ถ้าจะหาแนวพินิจของหนังสือคงกล่าวได้ว่าคือการต่อสู้ระหว่างพลังสังคมที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน ด้วยเหตุแห่งความเชื่อศรัทธาในอุดมการณ์ของชาติที่ต่างกัน

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ต้องไปอ่านการนำเสนอที่ดำเนินไปอย่างละเอียดลึกซึ้งและซ่อนนัยของตัวละครจำนวนมากในเชิงอรรถที่ก็ละเอียดและยาวมากกว่าหนังสือวิชาการไทยทั่วไป

 

ชาญวิทย์ไม่เดินตามวิธีวิทยาและปรัชญาประวัติศาสตร์ที่พุ่งการศึกษาไปยังความขัดแย้งทางชนชั้น หรือทางอุดมการณ์ หรือเป็นประวัติศาสตร์แนวมหาบุรุษ แม้แต่อิทธิพลของลัทธิชาตินิยมซึ่งเป็นปัจจัยที่มีพลังผลักดันการเคลื่อนไหวและนำสู่ทิศทางที่แน่นอนในการก่อรูปของประวัติศาสตร์ชาติขึ้นมา

สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนไม่ได้ใช้ในการนำทางและศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ไทย

แต่เขาก็ไม่ได้ละทิ้งพวกนั้นไปอย่างไร้ความหมาย

ตรงกันข้ามเขานำพวกมันเข้ามาถักทอและเย็บเรื่องราวของการสร้างชาติแบบหนึ่งและความล้มเหลวในการสร้างชาติอีกแบบหนึ่งไว้ภายใต้โครงเรื่องของการต่อสู้เพื่อชาติ

ซึ่งในที่สุดตกผลึกออกมาเป็นของฝ่ายหนึ่งที่ได้รับชัยชนะและสถาปนาอำนาจนำเหนือรัฐและสังคมไทยได้ในสองทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์

ประวัติศาสตร์ไทยของชาญวิทย์เป็นการพรรณนาถึงหนทางและความสลับซับซ้อนของการเกิดและเสื่อมคลายแล้วกลับมาเติบโตอีกในช่วงหลังของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สามารถยึดกุมและควบคุมเหนือเครือข่ายกลุ่มพลังการเมืองและเศรษฐกิจรวมถึงการสร้างอุดมการณ์ที่เป็นอำนาจนำ (hegemony) เหนือกลุ่มและชนชั้นทั้งปวงของสังคมไทยได้

ในประเด็นนี้ผู้เขียนนำเอาทฤษฎีอำนาจนำที่เสนอโดยนักลัทธิมาร์กซ์และคอมมิวนิสต์ชื่อดัง อันโตนิโอ กรัมชี่ มาใช้อย่างเปิดเผยและอุทิศเนื้อที่สองหน้ากระดาษให้แก่ทฤษฎีนี้ด้วย ไม่ใช่แอบไว้ในเชิงอรรถ

เช่นเดียวกับอีกทฤษฎีที่ชาญวิทย์นำมาใช้ในมโนทัศน์เรื่องชาติ คือทฤษฎีจินตกรรมชุมชน (Imagined Communities) ของอาจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ที่เสนอความคิดว่าชาติและชาตินิยมนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามหลักฐานในประวัติศาสตร์

หากแต่แท้จริงแล้วเป็นจินตกรรมที่คนในชุมชนทั้งหลายในรัฐนั้นวาดภาพขึ้นมาให้เป็นจริงด้วยอานิสงส์ของระบบทุนนิยมการพิมพ์และตลาด

 

การเกิดขึ้นของรัฐชาติไทยเป็นผลจากอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกที่แผ่กระจายไปทั่วภูมิภาค

ชนชั้นนำจารีตจากสมัยรัชกาลที่ 4 ถึง 5 แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวรับกับแรงกดดันจากตะวันตกได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการศึกษาค้นคว้าแทนที่จะปฏิเสธพวก “ฝรั่ง” เหล่านั้นว่าไม่มีอะไร หากแต่ตระหนักถึงภัยและอันตรายที่จะมีต่อพระราชอำนาจและอาณาจักร

การเปลี่ยนผ่านจากรัฐราชสมบัติจึงเริ่มดำเนินการแต่สมัยปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ที่น่าประหลาดใจ ความคิดและการปฏิบัติที่เป็นแบบแผนสมัยนั้นทันสมัยอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลิกทาส การเลิกหมอบกราบและคลานต่อหน้าเจ้านาย

กระบวนการเปลี่ยนแปลงรัฐราชสมบัติที่เริ่มต้นอย่างเป็นระบบตามแบบเจ้าอาณานิคมฝรั่งที่กระทำในปัตตาเวีย สิงคโปร์และอินเดีย ที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรการทำงานของระบบเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง สามารถนำมาปฏิบัติได้ในระดับที่รักษาเอกราชของชนชั้นนำจารีตและรัฐไว้ได้ค่อนข้างดี

ต้องมาประสบความผันผวนในสองรัชสมัยต่อมาที่เปิดทางให้แก่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ปมเงื่อนของความต้านตึงที่ก่อตัวขึ้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เห็นได้ตั้งแต่การปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกของนักหนังสือพิมพ์เอกชน เช่น กสร.กุหลาบและเทียนวรรณ ด้วยข้อหาว่ากระทำการท้าทายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐที่กำลังต้องการจะเปลี่ยนไปเป็น คือรัฐของชาติที่มีคนอื่นจำนวนมากประกอบอยู่ ไม่ใช่รัฐราชสมบัติดังเดิมอีกต่อไป

นั่นเป็นรอยร้าวแรกๆ ของความไม่ลงตัวระหว่างสถาบันกับชาติแบบใหม่

 

ชาญวิทย์เสนอว่าเครื่องมือแห่งอำนาจที่มีพลานุภาพต่อการดำรงอยู่ของรัฐชาติใหม่ไม่มีอะไรมากกว่าความคิดเรื่องรัฐชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประวัติศาสตร์ที่รองรับมัน

ภารกิจนี้ตกเป็นของชนชั้นนำจารีตในยุคแห่งการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงจากรัฐราชสมบัติมาเป็นรัฐชาติสมัยใหม่

และกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเป็นภารกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

กระทั่งกลายเป็นปัจจัยเสริมและสนับสนุนโครงการปฏิรูปและรวมศูนย์พระราชอาณาจักรให้เข้ามาเป็นชาติที่มีภูมิกายาแบบใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์ อย่างที่ไม่มีใครสามารถวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเปลี่ยนโครงเรื่องและอุดมการณ์ชาตินิยมไทยที่รองรับมันลงไปได้

ผู้เขียนรวบรวมและแยกแยะให้เห็นกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เป็นทางการออกมาอย่างแจ่มแจ้ง

ตั้งแต่การกำหนดวันเกิดของอาณาจักรไทย มาถึงสถานที่อันได้แก่กรุงสุโขทัย และใช้เวลาเพื่อหาแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยที่ไม่ใช่จากอาณาจักรลาวและขอม จนไปได้ตอนใต้ของจีน จนเราต้องท่องชื่อที่จำยาก เช่น พระเจ้าโก๊ะล่อฝง โอรสของพระเจ้าพีล่อโก๊ะแห่งอาณาจักรน่านเจ้า ฯลฯ เพื่อทำให้ชาติไทยมีประวัติไม่อ่อนด้อยทางเชื้อชาติ บทนี้อ่านสนุกมากในหนังสือเล่มนี้

ประวัติศาสตร์ไทยฉบับทางการจะไม่อาจดำรงอยู่อย่างถาวรและเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น หากไม่ได้รับการจินตกรรมโดยรัฐที่อำนาจสูงสุดเป็นของพระมหากษัตริย์

สภาวะใหม่นี้ผู้เขียนเรียกว่า “New Monarchy” ผมขอแปลเป็นไทยว่า “นวมินทราธิราช” หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ใหม่ ที่ไม่เหมือนกับสถาบันกษัตริย์ในอดีตและจะไม่เหมือนในอนาคต

เพราะ “พระองค์ทรงแบกรักภารกิจอันหนักมากมาย ทรงเป็นทั้งนักพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่ (modernizer) เทคโนแครต (technocrat) ผู้ริเริมสิ่งใหม่ (initiator) ผู้ประสานงาน ( coordinator) ผู้เร่งปฏิกิริยา (catalyst) และกษัตริย์ผู้ห่วงใย ( caring monarch) เหนือสิ่งเหล่านี้ ทันทีที่พสกนิกรในหมู่บ้านก้มและหมอบกราบต่อหน้า พระองค์ก็เปลี่ยนเป็นเทวราชาในคติพราหมณ์ที่อวตารเป็นธรรมราชา”

สภาวการณ์ที่หล่อหลอมรัชกาลที่ 9 ในการสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ใหม่ ได้แก่ความยุ่งเหยิงภายในประเทศและต่างประเทศ โลกาภิวัตน์และการเกิดของโซเชียลมีเดีย พระองค์ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ 17 ฉบับอันเป็นพลจากการรัฐประหารโดยคณะทหาร ที่ทำให้ทรงมีอำนาจมากกว่าที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ในที่สุดความรุนแรงที่รัฐบาลทหารกระทำต่อประชาชนที่ประท้วงเสริมสร้าง “บารมี” ให้แก่พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นผู้ยุติความขัดแย้งรุนแรงเช่นกรณี 14 ตุลา และพฤษภาเลือด

จนได้รับการสดุดียกย่องจากปัญญาชนอนุรักษนิยม มีชื่อ เช่น อานันท์ ปันยารชุน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และสืบทอดประเพณีของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยผู้ทรงเป็นธรรมราชาพระองค์แรก ทรงกล่าวในพระปฐมบรมราชโองการในการเข้ารับตำแหน่งเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

 

กระบวนการทางการเมืองและสังคมที่นำไปสู่การสถาปนาอำนาจพระมหากษัตริย์เหนือพลังการเมืองอื่น ๆ ดำเนินมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งผู้เขียนให้ข้อมูลรายละเอียดอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ว่ารัฐบาลไม่ได้กีดกันหรือขัดขวางพระราชกรณียกิจของในหลวงอย่างที่เชื่อกันมา

หากแต่ให้โอกาสในการเสด็จไปต่างจังหวัดโดยรถไฟ รวมถึงการสร้างสถานีวิทยุ อ.ส.ในวังสวนอัมพรสำหรับการถ่ายทอดรายการของพระมหากษัตริย์ไปยังผู้ฟังทั้งหลาย รายการที่มีชื่อคือการทรงดนตรี

ในทางความคิด ปัญญาชนนักหนังสือพิมพ์ผู้มีชื่อเสียงทั่วประเทศคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีบทบาทสำคัญในการเชิดชูยกย่องในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นผู้สร้างคติมโนทัศน์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ยุคใหม่กับราษฎร

งานเขียนชิ้นสำคัญที่ถ่ายทอดและสร้างมโนทัศน์ดังกล่าวนี้อย่างทรงพลังยิ่งได้แก่ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ “สี่แผ่นดิน” ซึ่งเดินเรื่องนับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มายังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ต่อไปยังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

แล้วจบลงด้วยการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทำให้คนอ่านทั้งชาติต้องสะอื้น

 

ประเด็นสุดท้ายที่หนังสือประวัติศาสตร์ไทยของชาญวิทย์จะไม่เหมือนกับของใครทั้งสิ้นได้แก่ การบรรยายและแทรกเชิงอรรถอย่างละเอียดในบทบาทและคุณูปการของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มีต่อการสถาปนาระบบนวมินทราธิราชโดยผ่านพระราชกรณียกิจทางการแพทย์ การศึกษา การสาธารณสุข และอื่นๆ แก่พสกนิกรที่ยากไร้ขัดสนในพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงได้ยาก

โครงการอาสาสมัครที่ประสบความสำเร็จยิ่งคือ “หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์” หรือที่พระราชทานชื่อย่อ “พอ.สว.”

ด้านการศึกษาได้รับความร่วมมืออย่างดีจากตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นหน่วยสู้รบที่ได้รับการจัดตั้งช่วยเหลือจากสหรัฐ ทำให้คิดว่าสมเด็จย่าคงจะมีอิทธิพลต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่มากก็น้อยในการบุกเบิกโครงการหลวงเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาชีวิตของคนที่ระบบราชการเข้าไปไม่ถึง

มิติใหม่และการสถาปนาพระราชอำนาจนำของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยผ่านการประกอบพระราชกรณียกิจอย่างไม่ย่อท้อและอดทน ไม่ได้เกิดในสภาพสุญญากาศ หากแต่ทั้งหมดดำเนินและคลี่คลายไปท่ามกลางการต่อสู้และต้านตึงในความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศที่พุ่งถึงขีดสุดเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประกาศตั้งกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย การต่อสู้ด้วยอาวุธเริ่มกระจายไปจากพื้นที่ภูเขาลงมาพื้นราบ

ปัจจัยสำคัญสุดท้ายคือบทบาทของสหรัฐในการพัฒนาประเทศไทยให้เข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรม ในขณะที่ให้ความชอบธรรมแก่กองทัพในการจัดการปกครอง ภายหลังจากการสลายลงของอิทธิพลสหรัฐฯในภูมิภาคและในสถาบันกองทัพในไทย

สถาบันที่รอดแล้วเติบใหญ่และได้รับความศรัทธาเชื่อมั่นสูงยิ่งกว่าใครได้แก่พระมหากษัตริย์