‘ความไร้เดียงสาต่ออนาคตที่กำลังก้าวย่างเข้ามา’ : สี่แผ่นดินในทรรศนะใหม่

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

 

‘ความไร้เดียงสาต่ออนาคตที่กำลังก้าวย่างเข้ามา’

: สี่แผ่นดินในทรรศนะใหม่

 

เมื่อได้รับการทาบทามจากนักศึกษาโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ว่ายินดีมาร่วมรายการสัมมนาวิชาการ “ความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นหนึ่งเดียวกับชาติในวรรณกรรมสี่แผ่นดิน” หรือไม่

ผมตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเลใจ

ด้านหนึ่งเพราะเคยอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์เล่มโด่งดังของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาก่อนแล้ว แม้จะเนิ่นนานหลายสิบปีก่อนโน้นก็ตาม ยังคิดว่าน่าจะพูดอะไรถึงนวนิยายคลาสสิคของอนุรักษนิยมไทยได้ไม่มากก็น้อย

นอกจากนั้น ท่านผู้ประพันธ์ก็ยังมีประวัติชีวิตทางการเมืองและวรรณกรรมที่โดดเด่นโลดแล่นในยุทธจักรการเมืองไทยมาอีกหลายยุคสมัย จนถึงยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่เดือนตุลาคม ที่ท่านและคณะยังได้ตั้งพรรคการเมืองที่ฝากฝีมือในวงการไว้ไม่น้อย

จึงคิดว่าการเสวนาเรื่องสถาบันกษัตริย์กับชาติในสี่แผ่นดิน น่ายังเป็นหัวข้อถกเถียงที่ไม่ล้าสมัย

คำถาม 1.

เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องในวรรณกรรมสี่แผ่นดิน จึงอยากรู้ว่าสิ่งใดที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์ในช่วงแผ่นดินที่ 1 หรือแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 ที่ส่งผลให้ตัวละครในวรรณกรรมแสดงถึงความรักต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ตอบ : ความรุ่งโรจน์ในสมัยรัชกาลที่ 5 คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ตามแบบตะวันตก ทั้งในทางรูปแบบการปกครอง ระบบกระทรวงที่บริหารงานตามหน้าที่การงานเฉพาะ อันต่างจากระบบจตุสดมภ์โบราณที่แสดงอำนาจแต่ละคนเพื่อรับใช้คติพระมหากษัตริย์ที่เป็นเทวสิทธิ์ มาสู่การสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์ในการปกครอง

เกิดการเปลี่ยนเป็นแบบสมัยใหม่ ในทางเศรษฐกิจ ขยายระบบการค้าต่างประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกด้วยการสะสมทุนบุพกาลแบบเฉพาะสยามที่ไม่แยกที่ดินออกจากชาวนาชาวไร่ นำไปสู่การขยายการปลูกข้าวเพื่อส่งออก ร่วมกับสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ไม้สัก แร่ ยาง

มีการนำเข้าสินค้าต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในการผลิตและการบริโภค เกิดชุมชนชาวต่างชาติตะวันตก ตัดถนนแบบใหม่ สร้างทางรถไฟ สร้างตึก เป็นแถวตามถนนเพื่อการค้า สร้างตึกและวังตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป จ้างช่างอิตาลีมาประจำ

กล่าวโดยรวมกรุงเทพฯ เปลี่ยนไปเป็นเมืองแบบตะวันตกมากขึ้น ในขณะที่หัวเมืองยังเป็นแบบเก่าอยู่ กล่าวโดยรวมความรุ่งโรจน์ในแผ่นดินนี้จึงได้แก่ความทันสมัยหรือ “ศิวิไลซ์” และความมั่งคั่งในเงินตราและที่ดินของชนชั้นสูง ดังจะได้เห็นในคำพรรณนาของผู้ประพันธ์ถึงชีวิตในวังผ่านสายตาของพลอย

ใน สี่แผ่นดิน ไม่มีการบรรยายถึงความรุ่งโรจน์เหล่านี้ตรงๆ

หากแต่พูดถึงความร่ำรวยและมั่งคั่งของพระเจ้าอยู่หัว เจ้านายและขุนนางข้าราชการผ่านการใช้ชีวิตและพิธีกรรม

เช่น พิธีโสกันต์ ลอยกระทง โกนจุก งานรับเสด็จกลับจากประพาสยุโรป ที่ยิ่งใหญ่ก็เปรียบเปรยกับงานพิธี “ราวรับซาเรวิช” มกุฎราชกุมารประเทศรัสเซีย ต่อมาเป็นพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2

การแสดงฐานะของข้าราชการผู้ใหญ่ บ้านของเจ้าคุณพิพิธ “ฟากข้างโน้น” ตำหนักของเสด็จและการเลี้ยงดูบ่าวไพร่จำนวนมากมายด้วยข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ตึกและบ้านใหญ่ของพระยาโชฎึกตระกูลของคุณเปรมที่เป็นมหาเศรษฐี

สภาพชีวิตของคนในวังจึงเป็นชีวิตของคนที่บริโภค แต่ไม่ต้องทำการผลิต ไม่มีชุมชนช่างฝีมือที่สัมพันธ์กับวัง ที่พอมีก็เป็นบ่าวเจียนหมากพลู ประดิษฐ์ดอกไม้ลวดลาย

เครื่องใช้ทันสมัยที่พลอยได้เห็นคือ “ไบซิเคิล” หรือจักรยานอันเป็นของนอก รวมถึงการถ่ายรูป

ต่อคำถามว่าคนเหล่านั้นแสดงความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร

อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6-12 ธันวาคม 2562) เคยเขียนถึงประเด็นนี้ว่าจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังไม่เห็นอุดมคติของสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใดในเรื่องความสัมพันธ์กับราษฎร นอกจากความเกรงกลัวต่อพระราชอำนาจของราษฎรเท่านั้น

นอกจากนั้นแล้วไม่มีการแสดงถึงแนวความคิดด้านต่างๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ยึดโยงกับอาณาประชาราษฎร์อย่างไร

แม้ใน “สี่แผ่นดิน” เองก็ไม่มีการพูดถึงพระราชอำนาจด้านอื่นๆ เลยนอกจากเป็นศูนย์กลางของความเมตตาบารมี

สี่แผ่นดิน จึงเป็นการเสนอความรู้สึกของพลอยที่เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ทั่วไปที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก

แต่เรื่องนี้ก็เขียนขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ใน พ.ศ.2494-2495 ก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จนิวัตพระนครและเริ่มสร้างสัมพันธภาพใหม่ระหว่างสถาบันกับประชาชน

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับสังคมในระบอบที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตยยังหาความชัดเจนแน่นอนใดๆ ไม่ได้

คำถาม 2.

ในช่วงของแผ่นที่ 3 หรือช่วงของรัชกาลที่ 7 นั้นถือเป็นช่วงหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองมีความเข้มข้นมากกว่าทุกๆ ครั้ง ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยเป็นครั้งแรก และในวรรณกรรมได้ยกประเด็นนี้มาเล่าโดยให้ตัวละคร คือ ลูกชายของแม่พลอยมีแนวคิดทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน โดยอ้นลูกชายติดสามีของแม่พลอยมีแนวคิดอนุรักษนิยม และอั้นลูกชายของแม่พลอยที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้า ถือว่าเป็นช่วงที่แสดงให้เห็นถึงความรักสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก จึงอยากจะทราบว่าสถาบันพระมหากษัตริย์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นมีบทบาทความสำคัญอย่างไรบ้างในยุคนี้

 

ตอบ : ในนิยายนี้มีการพูดถึง “ความเปลี่ยนแปลง” มาก ทั้งในลักษณะชีวิตส่วนตัวของตัวละครทั้งหลาย

เช่น แม่แช่มแม่ของพลอย ออกจากบ้านเจ้าคุณเพราะไม่ถูกกับเมียหลวง พาพลอยมาฝากกับเสด็จในวังแล้วออกไปค้าขายที่ฉะเชิงเทราจนได้เสียกับคนค้าขายหัวเมืองกระทั่งเสียชีวิตจากการคลอด

ทำให้เห็นว่า “พื้นที่” นอกวังนั้นเป็นที่อันตรายต่อชาววัง ไม่มีความเจริญ ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ตกเป็นเหยื่อของธรรมชาติที่ต่ำทราม

อย่างไรก็ตาม พลอยและช้อยเติบโตมาในวังก็จริง แต่เริ่มรู้จักความเปลี่ยนแปลงที่กลายเป็นความคิดใหม่ที่ปรากฏในคนรุ่นพลอย แต่ยังไม่เข้าใจ จับใจความไม่ได้ เพราะพลอยเหมือนคนไทยส่วนใหญ่ที่ “เชย” และไม่ประสีประสา คิดและเชื่อตามผู้ใหญ่และเจ้านายสั่งสอน จึงไม่ตระหนักในความเปลี่ยนแปลง นอกจากเป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนน้ำที่ไหลไปในคลองและกระแทกซัดหัวเรือ ก่อนกระจายหายไปในกระแสน้ำ

คนที่จับแก่นมันได้คือช้อย ที่ไม่ชอบทำอะไรตามแบบแผนและกรอบธรรมเนียม จึงดูเหมือนคนหัวแข็ง หัวรั้น บ้าๆ บอๆ

ช้อยบอกกับพลอยวันหนึ่งว่า “พลอยดูสิ ตั้งแต่เรารู้ความมาเราก็อยู่แต่ในวัง แวดล้อมไปด้วยสิ่งเหล่านี้ ฉันเคยได้ยินใครเขาพูดว่าชาววังเหมือนคางคกในกะลา ฉันก็เห็นจริง แต่คางคกนั้นพอเปิดกะลามันก็โดดของมันไปได้ ว่าแต่เราเถิด ถ้าสิ่งเหล่านี้หมดไป ถ้าของที่เราเคยคุ้นต่างๆ นั้นหายไป เราจะอยู่ได้หรือ?”

คืนนั้นพลอยเอาคำพูดของช้อยเรื่องความเปลี่ยนแปลง ซึ่งพลอยเชื่อว่าปู่ย่าตาทวดของเราท่านสร้างสมกันมาแต่ไหนๆ จะไปหมดไปสิ้นลงได้อย่างไรง่ายๆ นึกไม่ออกว่าจะเกิดได้อย่างไร แต่พลอยก็อดไม่สบายใจไปไม่ได้

“อนาคตเป็นสิ่งที่มืดมนจริงอย่างช้อยพูด การเปลี่ยนแปลงต่างๆ อาจมีมาจริงๆ ก็ได้ จะมากหรือน้อยพลอยเองก็เดาไม่ถูก พลอยยังมองไม่เห็นเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป”

พลอยนึกไปไม่ถึงว่าตนเองและช้อยกำลังยืนอยู่ ณ จุดของความสิ้นสุดแห่งยุค สมัยหนึ่งกำลังจะหมดไปโดยรวดเร็ว กาลสมัยที่พลอยรู้จักมักคุ้นเคยและได้รับความคุ้มครองมาตลอด ขณะนั้นเป็นบั้นท้ายแห่งแผ่นดินที่ 1 ในชีวิตของพลอย เป็นเวลา 3 หรือ 4 ปีก่อนที่จะผลัดแผ่นดิน ยุคใหม่ชีวิตใหม่และกาลสมัยที่จะมาใหม่กำลังก้าวใกล้เข้ามาทุกลมหายใจ

“พลอยคาดไม่ถึงว่าตนเองจะได้แลเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในชั่วชีวิตของตนและถึงแม้ว่าพลอยจะมีตาทิพย์มองเห็นการณ์ข้างหน้าได้ พลอยก็คงไม่สามารถเข้าไปหยุดยั้งสิ่งต่างๆ ที่กำลังหมุนใกล้ตัวเข้ามาทุกทีนั้นได้

พลอยนอนนึกโน่นนึกนี่ จนในที่สุดก็หลับไปอย่างไร้เดียงสาต่ออนาคตที่กำลังก้าวย่างเข้ามา” (การเน้นเป็นของผู้เขียนบทความ)

 

กลับมาอ่าน “สี่แผ่นดิน” อีกครั้ง ในคราวนี้ผมสะดุดใจกับวรรคที่ผู้ประพันธ์อธิบายถึงสภาวะทางจิตของพลอยอย่างยิ่งต่อความคิดความเปลี่ยนแปลงในกรุงสยาม ว่าเป็นเสมือน “ความไร้เดียงสาต่ออนาคตใหม่”

พลอยหรือคนไทยทั่วไปที่เป็นคนส่วนใหญ่ของแผ่นดินก็คือคนที่ “ไร้เดียงสาต่ออนาคตใหม่” สิ่งที่ผมสงสัยคือทรรศนะเช่นนี้อาจยังคงเกาะติดอยู่ในสายตาของชาวอนุรักษนิยมไทยมาอีกยาวนานหรือกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ได้ ที่มองว่าคนรุ่นใหม่นั้นโดยแท้แล้วก็คือคนไร้เดียงสาหรือไม่รู้สาต่ออนาคตที่กำลังก้าวย่างเข้ามา

เนื่องจากการปฏิรูปสยามสมัย ร.5 มีผลทำให้สถาบันกษัตริย์มีบทบาทและอำนาจทางการเมืองสูงมาก เรียกว่าเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolutism) อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ที่สำคัญคือการคุมและกำกับระบบการเงิน การคลังของประเทศแต่ผู้เดียว อำนาจการเมืองกับอำนาจทางเศรษฐกิจรวมอยู่ในสถาบันกษัตริย์แต่ฝ่ายเดียว

ในขณะที่สถาบันขุนนางและกระฎุมพีพ่อค้าไม่สามารถมีอำนาจเหนือทรัพย์สินทั้งหลายได้ โดยอาศัยผ่านพ่อค้าจีนในสยามเป็นนายหน้าในการค้าต่างประเทศ ทั้งหมดทำให้คติเรื่องชาติจึงเป็นอันหนึ่งเดียวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หาใช่ชาติของราษฎรไม่

ฐานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์เริ่มเปลี่ยนไปในยุคสมัยที่สองและยุคแผ่นดินที่สาม ที่ผลสะเทือนจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำกระเทือนสภาวะในกรุงสยาม

ประจวบกับนักเรียนนอกที่กลับมาพร้อมกับนำเอา “คนสติตูชั่น” เข้ามาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนระบบอำนาจกรรมสิทธิ์เหนือปัจจัยการผลิตและการค้าได้ นี่เองที่เค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ไม่อาจออกมาได้ และนำไปสู่การขัดแย้งถึงวิกฤตรัฐธรรมนูญและปิดรัฐสภาครั้งแรกของรัฐบาลพระยามโนฯ จนคณะทหารต้องออกมายึดอำนาจกลับไปอีก

และลามไปถึงการกบฏบวรเดช ที่อ้นลูกชายคุณเปรมนอกสมรสตัดสินใจเข้าร่วมเพราะความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว

ส่วนอั้นลูกชายคนโตของพลอยกลับเป็นฝ่ายคณะผู้ก่อการแต่แรก ทำให้ครอบครัวแตกกระจาย

อ๊อดลูกชายคนเล็กบอกแม่พลอยว่า “จะมีสิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยรู้จักเข้ามาแทรกแซง ทำให้เกิดปัญหาเกิดความผิดพ้องหมองใจ เกิดความไม่แน่นอนใจ ถ้าคนใจไม่แข็งแล้วจะอยู่ไม่ได้”

สิ่งนั้นคืออะไร พลอยถามลูก

“การเมือง” คำตอบสั้นๆ แต่นัยยาวไกลของอ๊อด