‘ฮวงจุ้ย-โยกย้าย’ ปรับโฉม ตร. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์สอบผ่าน 1 เดือน ล้างแต่งตั้งไม่เป็นธรรม-กู้ศรัทธา

บทความโล่เงิน

 

‘ฮวงจุ้ย-โยกย้าย’ ปรับโฉม ตร.

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์สอบผ่าน 1 เดือน

ล้างแต่งตั้งไม่เป็นธรรม-กู้ศรัทธา

 

นอกจากเลือกปรับเปลี่ยนฮวงจุ้ยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จนเป็นที่ฮือฮา นำรูปปั้นนกอินทรีกางปีก ความยาวปีกแต่ละข้างประมาณ 1 เมตร ลำตัวสูงไม่ต่ำกว่า 80 เซนติเมตร มีขนสีเทาสลับสีขาว ไปวางไว้บนเทอร์เรซชั้น 2 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ ใน ตร. หันหน้าไปทางวัดปทุมวนาราม

สัญลักษณ์นกเจ้าแห่งเวหานี้คืออำนาจ ความมั่นคง ความยิ่งใหญ่ สง่างาม มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นสัตว์มงคลที่นิยมนำมาใช้ในฮวงจุ้ยอันดับต้นๆ ของทุกชนชาติ

ผู้ที่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ หัวหน้างานต้องปกครองคนหมู่มาก นิยมเสริมฮวงจุ้ยด้วยรูปนกอินทรี เพื่อเสริมบารมีตนเอง

อีกทั้งยังปรับภูมิทัศน์พื้นที่ประตูทางเข้าฝั่งถนนพระราม 1 ให้เล็กลงจากเดิมประมาณ 6 เมตร มาเหลือแค่ 5.8 เมตร และย้ายศาลพระภูมิที่เดิมเคยอยู่ด้านหน้าตรงประตูทางเข้าถนนพระราม 1 ไปไว้ที่ด้านข้างของอาคารสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ใน ตร.

นอกจากนี้ ได้กำจัดกองขยะที่ตั้งอยู่ข้างต้นไทรหน้าตึกสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตร. (สทส.) ดูแล้วไม่สง่างาม ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ออกไป ตามดำริ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ก่อนจะเป็น ผบ.ตร.คนที่ 14

เสมือนเป็นการกวาดเช็ดถูบ้านให้สะอาด ทั้งจากเรื่องราวฉาวโฉ่ ทะเลาะเบาะแว้ง จนเป็นที่เสื่อมศรัทธาประชาชน

 

ขณะเดียวกันการทำหน้าที่แม่ทัพสีกากีของ “บิ๊กต่อ” ยังถือโอกาสล้างภาพลักษณ์ ลบภาพโยกย้ายไม่เป็นธรรม เสมือนเป็นกองขยะที่ทับถมหมักหมมมานานออกไปเช่นกัน

แม้ใครจะบอกว่าเป็นการแผลงฤทธิ์ พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ แต่กฎหมายมีช่องว่าง ถ้าผู้นำหน่วยมุ่งมั่นยึดธรรมาภิบาล เห็นแก่พวกพ้อง ตั๋วนักการเมือง ยากทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นไปตามกติกา

จับอากัปกิริยาของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินออกจากห้องประชุมศรียานนท์ หลังทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

ทั้งการประชุมพิจารณาบัญชีรอง ผบ.ตร.-ผบช. หรือเรียกกันว่า “นายพลใหญ่” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายกฯ เดินยิ้มร่าออกมา พร้อมยื่นแขนไปข้างหลังชูนิ้วโป้งแทนคำตอบสื่อมวลชนที่ถามว่าการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่

และการประชุม ก.ตร.เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม มีวาระแต่งตั้งโยกย้ายระดับรอง ผบช.-ผบก. หรือ “นายพลเล็ก” นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี มีการชื่นชมว่า การแต่งตั้ง ผบช.ที่ผ่านมาแต่งตั้งโปร่งใส ได้รับการชื่นชมอย่างดีจากทุกภาคส่วน ผู้มีอาวุโสได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคใหม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย

ว่ากันทั้งบัญชี “นายพลใหญ่-เล็ก” ทั้งสองครั้งที่ผ่านการเคาะของ ก.ตร. ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญอาวุโส และความรู้ความสามารถ เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่

ดีกว่า 9 ปีที่ผ่านมาในยุครัฐประหารแล้วต่อเนื่องด้วย “รัฐบาลประยุทธ์”

 

ถ้าย้อนไปยุคนั้น ที่ประชุม ก.ตร.ทำหน้าที่เสมือนตรายาง ประชุมพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายพลสีกากีแต่ละที เอารายชื่อขึ้นจอมอนิเตอร์ แล้วคนนั่งหัวโต๊ะถามว่า “ใครมีปัญหาอะไรไหม?” แค่นั้น จากนั้นสไลด์จอไปเรื่อยๆ จบพิธีกรรม ไม่ปล่อยให้ถกแถลงแต่ละตำแหน่งจนหมดถ้อยกระทงความเหมือนยุคนี้

ตั้งแต่ตำแหน่งรอง ผบ.ตร.-ผช.ผบ.ตร. เรียงตามลำดับอาวุโสทุกตำแหน่ง เรียงอันดับอาวุโส 100%

การแต่งตั้ง ผบช. ที่ว่าง 18 ตำแหน่ง และโยกย้ายสลับกัน รวม 29 ตำแหน่งนั้น ตามกติกาต้องแต่งตั้งรอง ผบช. เรียงลำดับอาวุโส 50% มี 8 คน

ส่วนที่เหลือ พิจารณาจากรอง ผบช. ครองตำแหน่ง 2-7 ปี ทั้งหมด 76 คน ปรากฏว่า ก.ตร.มีมติแต่งตั้งรอง ผบช. 4-7 ปี เป็น ผบช. 15 คน รอง ผบช. ครองตำแหน่ง 2-3 ปี ได้เลื่อนเป็น ผบช. 3 คน

เมื่อสแกนตามรุ่น นรต.ได้อัพเก้าอี้นายพลใหญ่ครั้งนี้ เกาะกลุ่มระหว่างรุ่น 40-41

เมื่อผลการแต่งตั้งออกมา ได้รับคำชม แน่นอนได้สร้างความปลาบปลื้มใจให้แม่ทัพสีกากีคนที่ 14 เป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น การทำบัญชี “นายพลเล็ก” บิ๊กต่อจึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจให้ออกมาดีไม่แตกต่างกัน

ปรากฏว่า ประชุม ก.ตร. ใช้เวลา 5 ชั่วโมง การพิจารณาบัญชีรอง ผบช.-ผบก. จำนวน 275 รายชื่อ ส่วนใหญ่เป็น นรต.รุ่น 45 รุ่น 46 และรุ่น 50

 

จากการเปิดเผย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจากการเลือกตั้ง ระบุว่า การพิจารณาแต่งตั้ง ผบก. เป็นรอง ผบช. จำนวน 54 ตำแหน่งนั้น เป็น ผบก.ที่ดำรงตำแหน่ง 3 ปีขึ้นไปได้เลื่อนขึ้นหมดทุกคน

การพิจารณาแต่งตั้ง ที่ประชุมได้พิจารณาเรียงรายบุคคล โดยคำนึงถึงอาวุโส และความรู้ความสามารถ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งในหน่วยที่สังกัด หรือเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ

ส่วนตำแหน่ง ผบก. ว่าง 80 ตำแหน่ง มีผู้มีคุณสมบัติจะเลื่อนขึ้นโดยเป็นรอง ผบก. 4 ปีขึ้นไป ถึง 10 ปี จำนวน 473 คน ผู้อยู่ในกลุ่มอาวุโส 7-10 ปี ได้เลื่อน 49 ราย กลุ่มความรู้ความสามารถ 4-6 ปี ได้เลื่อน 31 ราย

“ผบ.ตร.บอกกับผมว่า นอนโซฟามา 3 วันแล้ว กังวลและห่วงใย ตั้งใจจะให้การแต่งตั้งเป็นธรรมกับพี่น้องข้าราชการตำรวจให้มากที่สุดเหมือนกันกับการแต่งตั้งนายพลใหญ่ กำชับให้แต่ละกองบัญชาการทบทวนจัดทำบัญชีเสนอขึ้นมาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด” ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเล่า

ถ้าจำกันได้ พล.ต.อ.เอก เป็นเสียงเดียวที่ไม่ลงคะแนนให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ นั่ง ผบ.ตร. เพราะเห็นว่าไม่เป็นหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

เจ้าตัวระบุต่อว่า “ผมให้คะแนนเต็มสิบ สำหรับความเป็นดรีมทีม ผู้บังคับบัญชาตำรวจที่เข้มแข็ง รักใคร่สามัคคีกลมเกลียว ช่วยกันพิจารณาบัญชี ช่วยกันชี้แจงต่อที่ประชุม ก.ตร.รับข้อเสนอ รับข้อสังเกตให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน”

 

บัญชีแต่งตั้งต่อไป คือ ระดับ “นายพัน” ตำแหน่ง รอง ผบก.-สว. (สารวัตร) ใช้เกณฑ์แต่งตั้งให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโส ไม่น้อยกว่าร้อยละ 33 ของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งของหน่วยนั้น ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน และระดับรองสารวัตรลงมา ให้แล้วเสร็จภายใน 31 มกราคม 2567

ล่าสุด พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.สกพ. ได้ทำหนังสือถึง ผบช. ให้ปรับปรุงฐานข้อมูลลำดับอาวุโส ระดับรอง สว.-ผกก. ในสังกัดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไว้ให้พร้อมสำหรับการแต่งตั้งในวาระประจำปี 2566 แล้วให้แจ้งภายใน 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หากใครเห็นว่าลำดับอาวุโสไม่ถูกต้องให้ยื่นข้อมูลต่อต้นสังกัดทบทวนภายใน 15 วัน

สดับรับฟังทั้งเสียงภายในและภายนอกกรมปทุมวัน 1 เดือนที่ผ่านมา ผบ.ตร.คนที่ 14 ผู้ไม่มีรุ่นถือว่าสอบผ่าน

ถ้ายืนระยะนี้ได้ตลอด ประกอบกับมีสตาฟฟ์ที่เข้มแข็ง ถือว่าเป็นความหวังสู่จุดเปลี่ยนกอบกู้วิกฤตศรัทธาสีกากีได้