คณะทหารหนุ่ม (63) | ยังเติร์ก-บิ๊กจิ๋ว ความเป็นนายลูกน้อง ตัดไม่ขาด

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

1 เมษายน พ.ศ.2524 เวลา 06.00 น.
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เล่าต่อไปว่า

“พ.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้ามาขอพบผม เขาอยู่กับป๋า เป็นฝ่าย เสธ.ประจำตัวป๋า ผมกับสุรยุทธ์สนิทกัน ผมก็ถาม แอ้ดมาทำไม เขาบอกว่าในหลวงรับสั่งให้ พล.อ.สัณห์เข้าเฝ้าฯ ผมก็พาสุรยุทธ์เข้าไปพบ พล.อ.สัณห์ก็ไม่ยอมไป ตอนหลังผมยัวะ เลยถามท่านกลัวหรือ ทำไมไม่เข้าเฝ้าฯ งั้นผมไปด้วย ถ้าท่านกลัว ท่านบอกไม่มีอะไร มนูญก็บอกไม่มีอะไร เขาเลยตั้งข้อหาขัดพระบรมราชโองการและกบฏ”

เวลาใกล้เคียงกันนี้ มีประกาศแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติฉบับที่ 1

ตามที่คณะปฏิวัติซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศในนามของปวงชนชาวไทยตั้งแต่เวลา 02.00 น. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2524 เป็นต้นไปแล้วนั้น บัดนี้สถานการณ์ทั้งหลายตกอยู่ภายในการควบคุมของคณะปฏิวัติโดยทั่วไปแล้ว

คณะปฏิวัติจึงขอแถลงเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่เคารพรักได้ทราบสาเหตุการทำการปฏิวัติดังนี้

คณะปฏิวัติได้พิจารณาสถานการณ์ทุกด้านโดยถ่องแท้แล้วเห็นว่า ไม่มีวิถีทางใดที่จะรักษาบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยและนำความสงบเรียบร้อยมาสู่พี่น้องประชาชนชาวไทยได้ จึงได้ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจการปกครองอย่างเด็ดขาดเพื่อให้อำนาจของคณะปฏิวัติเข้าแก้ไขปัญหาของชาติซึ่งทวีทับถมขึ้นเป็นลำดับจนถึงขั้นวิกฤตและเสื่อมโทรมเท่าทุกวันนี้ หากปล่อยให้อำนาจการปกครองประเทศยังอยู่ในมือของรัฐบาลที่อ่อนแอและไร้ความเป็นปึกแผ่นและไร้ความเด็ดเดี่ยวในการแก้ไขปัญหาของชาติต่อไป ประเทศก็จะล่อแหลมต่อการเป็นเหยื่อของระบอบเผด็จการแบบถาวรของคณะบุคคลซึ่งไม่หวังดีในที่สุด

และนับวันที่พี่น้องประชาชนจะได้รับความทุกข์ในการดำรงชีวิตจนเหลือกำลังที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้

 

นับตั้งแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ 2475 เป็นต้นมาจนตราบเท่าทุกวันนี้เกือบ 50 ปีบริบูรณ์ คณะผู้บริหารประเทศยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติให้ลุล่วงตามเป้าหมายได้เลย เพราะเท่าที่ผ่านมาได้มีการใช้กระบวนการประชาธิปไตยแต่เพียงในนามเป็นเครื่องมือตักตวงผลประโยชน์ส่วนตนแทนที่จะกระทำเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนรวมตามเป้าหมายของการปกครองแบบนั้น ดังจะเห็นได้จากการที่คณะผู้บริหารมิได้อุทิศตนเป็นผู้แทนปวงชนรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างจริงจัง ไร้อุดมการณ์ก่อความแตกร้าวและสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลในอดีตมาโดยตลอด

พฤติการณ์ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องของผู้บริหารประเทศเช่นนี้ หากปล่อยทิ้งไว้คณะปฏิวัติเห็นว่าจะเป็นการนำประเทศไปสู่ความหายนะในที่สุด จึงได้ตัดสินใจเข้าแก้ไขสถานการณ์โดยรีบด่วนเพื่อขจัดภาวะไร้เสถียรภาพของผู้บริหาร ขจัดจุดอ่อนที่ประเทศจะถูกแทรกแซงจากลัทธิและผู้ไม่หวังดีต่อประเทศ และเพื่อขจัดภาวะไร้กฎหมายและไร้ความสงบเรียบร้อยในประเทศอันยังผลให้เกิดการชะงักงันทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทั้งหลาย

คณะปฏิวัติตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของท่าน ประชาชนส่วนใหญ่กำลังได้รับความเดือดร้อนและความหวาดหวั่นอย่างแสนสาหัสในการดำรงชีวิตในภาวะเศรษฐกิจและสังคมเช่นนี้ คณะปฏิวัติไม่สามารถจะทนทานต่อสภาวการณ์ที่กลุ่มผลประโยชน์ต่างช่วงชิงและยุยงและบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ กอบโกยผลประโยชน์ในลักษณะมือใครยาวสาวได้สาวเอาอีกต่อไป ในขณะที่ปล่อยให้ระบบราชการซึ่งเป็นกลไกของรัฐกำลังเสื่อมโทรมลงด้วยระบบการทุจริตฉ้อฉลโกงกินกันอย่างกว้างขวาง ภาวะคนล้นงานและความล่าช้าในระบบงานราชการเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความท้อแท้แก่ประชาชนที่เสียภาษีมาโดยตลอด

พี่น้องชาวไทยผู้รักชาติที่เคารพทั้งหลาย

คณะปฏิวัติขอยืนยันต่อท่านทั้งหลายว่า คณะปฏิวัติมีเป้าหมายที่ยึดมั่นในการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะแก้ปัญหาของชาติด้วยความเด็ดขาดโดยไม่เห็นแก่พวกพ้อง จะขจัดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความไม่เป็นธรรมในสังคม และจะกอบกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเสื่อมโทรมให้ฟื้นตัวโดยเร็ว

คณะปฏิวัติตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองและมุ่งพัฒนาชนบทช่วยเหลือประชาชนในท้องที่ห่างไกลซึ่งแร้นแค้นขาดที่พึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นพื้นฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตยต่อไป

คณะปฏิวัติจะอยู่ในอำนาจเพียงเพื่อจำเป็นต่อการแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เมื่อเป็นที่มั่นใจว่าสถานการณ์ของประเทศมีความมั่นคงแล้ว คณะปฏิวัติก็จะให้มีการเลือกตั้งโดยทั่วไป

จึงขอให้ท่านทั้งหลายจงให้การสนับสนุนและคอยฟังคำสั่งของคณะปฏิวัติต่อไป ทั้งนี้ เพื่อความสถาพรและความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเราต่อไป

ประกาศแถลงการณ์ ลงชื่อ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา หัวหน้าคณะปฏิวัติ

 

ชวลิตไปโคราช

พล.อ.อภิชัย วรุณประภา นายทหารฝ่ายเสนาธิการ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เล่าไว้ใน “โลกสีขาวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” โดย บุญกรม ดงบังสถาน และคณะ ดังนี้

วันที่ 31 มีนาคม ราวสองยาม นอนอยู่ที่บ้านแครายไม่รู้อะไรเลย พี่ชายซึ่งเป็นตำรวจเข้าเวรเป็นนายตำรวจราชสำนักโทร.มาบอกว่า เขาปฏิวัติแล้วนะ เอ็งอยู่ที่นั่นนะ เรียบร้อยหมดแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จโดยขบวนรถไปทางภาคอีสาน โทรศัพท์ไปบ้านนายจิ๋วก็ไม่อยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไร จน 05.00 น. นายโทร.มาบอกน้องอยู่เฉยๆ ก่อนนะ อยู่ที่นั่นแหละจนกว่าจะติดต่อกลับไป สแตนด์บายไว้ก่อน

‘ตอนนั้นพี่มีรถโฮลเด้นสเตทแมน จำได้สีเขียวคันใหญ่ แล้วพี่ก็โทร.ไปหานายอีก นายบอกว่า น้องค่อยๆ มาจอดรถข้างหน้าสวนรื่นฯ ไม่ต้องลงมาจากรถ อยู่เฉยๆ นะ’ ด้วยความที่ไม่รู้รายละเอียดของสถานการณ์จึงขออนุญาตนายจิ๋วไปถอนเงินจากธนาคารสักแสนสองแสนบาทเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน แต่บิ๊กจิ๋วสั่งไม่ต้อง ไม่จำเป็น

ขับรถมาถึงสวนรื่นฯ แม้จะรู้ว่ายังเติร์กคุมนาย แต่ พล.อ.อภิชัย ก็ยังเชื่อว่านายจิ๋วก็คือนายจิ๋ว ยังเติร์กไม่ได้คุมนายจิ๋วแบบประกบตัวแจแน่นอน ต้องปล่อยให้เดินไปเดินมาเพราะลูกน้องทั้งนั้น อย่างพี่หมึก (พล.ท.พิรัช สวามีวัสดุ์) ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย พล.อ.อภิชัย เข้าใจถูกต้องเพราะบิ๊กจิ๋วไม่ได้ถูกควบคุมแบบนักโทษ ปล่อยให้เดินไปเดินมาได้โดยอิสระ เพียงแต่ไม่ให้คลาดสายตาเท่านั้น

พล.ท.พิรัช สวามิวัสดุ์ เป็น จปร.7 เป็นลูกน้องและร่วมเป็นร่วมตายกับบิ๊กจิ๋วมาอย่างโชกโชนตั้งแต่อยู่ในสนามรบสงครามเวียดนาม จากนั้นยังมาเป็นนายกับลูกน้องทำงานอยู่ใน บก.506 ปฏิบัติภารกิจลับในพื้นที่กัมพูชามาด้วยกัน

 

พล.ท.พิรัช หรือ “เสธ.หมึก” เล่าทบทวนความหลังว่า ได้รับการติดต่อจาก พ.อ.พัลลภ ปิ่นมณี จะนำกำลังทหารจากตาพระยาเข้ามากรุงเทพฯ ให้ไปรอหน้าสวนรื่นฯ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้านำกำลัง 1 กองร้อยเข้าไปควบคุม ศปก.ทบ. พอไปถึงก็นำกำลังเข้าเคลียร์พื้นที่คุมตัว พล.ท.หาญ ลีนานนท์ รวมทั้งบิ๊กจิ๋วด้วย แต่ไม่ได้คุมเข้มงวด ยังปล่อยอิสระเดินไปเดินมาได้

ต่อมาก็มี พล.ต.วิชาติ ลายถมยา พ.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ พ.ท.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้าไปหาบิ๊กจิ๋ว สักครู่หนึ่งบิ๊กจิ๋วก็มาบอกกับ เสธ.หมึกว่า เฮ้ยหมึก พี่ไปก่อนนะ เพราะความที่เป็นนายกับลูกน้อง มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้ง เสธ.หมึกจึงปล่อยให้บิ๊กจิ๋วเดินออกไปสวนรื่นฯ ได้อย่างสะดวกแม้จะมารู้ในภายหลังว่าทันทีที่เท้าพ้นออกจากสวนรื่นฯ บิ๊กจิ๋วกับ เสธ.อ่อง ก็บึ่งรถไปโคราชทันที เป็นการปล่อยเสือออกจากถ้ำ เสธ.หมึกก็ไม่ได้เสียใจ

‘พี่บอกพี่จิ๋วว่า พี่ไปก็ไปสิ ก็พี่จิ๋วเป็นนาย พี่จะคุมได้ยังไงใช่ไหม’ เพราะความที่เป็นนายกับลูกน้องไม่ได้อาฆาตถือโกรธหรือคิดเป็นศัตรูกัน ในจิตใจบิ๊กจิ๋วมีแต่ให้อภัย โดยเฉพาะถ้าเป็นการกระทำที่ไม่เสียหายต่อชาติบ้านเมืองมากนัก แล้วพวกนี้ก็ไม่ใช่อาชญากร แต่อาจจะหลงผิดชั่วครั้งชั่วคราว ดังนั้น หลังเหตุการณ์เมษาฮาวายในยามที่ยังเติร์กได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกให้ออกจากราชการ ก็ได้บิ๊กจิ๋วนี่เองคอยให้ความช่วยเหลือ และหลายๆ คนสมัครกลับเข้ารับราชการหลังจากพี่จิ๋วเป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยเฉพาะ เสธ.หมึก รอดพ้นจากอันตรายก็เพราะบิ๊กจิ๋ว และยังช่วยงานเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

พล.อ.อภิชัย เล่าเพิ่มเติมว่า ขับรถมาจอดหน้าสวนรื่นฯ สแตนด์บายรอนายอยู่สักพักหนึ่ง บิ๊กจิ๋วก็ออกมาขึ้นรถ ถอดเครื่องแบบออกหมดเลย ‘พี่ถามว่าไปไหน…ไปโคราช’

การเดินทางไปโคราชต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง กลัวจะเกิดอุบัติเหตุ มาถึงหลักสี่เจอด่านตรวจ ทั้งนายกับลูกน้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปลอมตัวเป็นพลเรือนเหมือนรถชาวบ้านทั่วไปจนกระทั่งถึงโคราช

นายถอดรองเท้าเข้าไปถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว