ทวีปที่สาบสูญ : งามผ่องใสดังเทพธิดา โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

 

ระริน…ฉันยินคำหล่น

ดุจดั่งสายฝนที่พร่างชุ่มใส

“เอาละๆ พอแล้ว”

เสียงห้ามมาจากคนตัวใหญ่ ทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งหัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง ข้างนางปันนั้นเล่า ขบขันจนต้องเช็ดตาอยู่ป้อยๆ ดูเหมือนฉันจะเป็นตัวตลกไปแล้วสำหรับทุกคน

แต่ก็ช่างน่าแปลกที่ฉันไม่โกรธ เพียงแค่ตีสีหน้าไม่ถูก…หรืออาจจะเป็นความโล่งใจ อย่างน้อย ก็ดูมีความหวังว่า ฉันจะไปได้ดีในที่แห่งนี้

“มาพูดกันเป็นงานเป็นการเสียที” พลางกระแอมกระไอ “ทำอะไรได้มั่งล่ะ”

“ทำได้หมดทุกอย่าง…ค่ะ” ฉันรีบตอบ “งานหนักยังไงก็ได้”

เจ้าบ้านสองคนแลดูตากัน หญิงผิวขาวพยักหน้า

“ถ้าสู้งานไหวก็ลองดู…กลัวผีกลัวสางหรือเปล่า”

“…ไม่ค่ะ” ตอบไปแล้วให้นึกแปลกใจ

“งั้นก็ดีแล้ว จะได้ส่งไปอยู่ร้าน”

“…ร้านอะไรคะ”

“ร้านขายกาแฟ” นางปันตอบ “งานไม่หนักหรอก แต่คนอยู่ไม่ค่อยทน นี่ก็ลาออกกันอีกพอดี มาได้จังหวะแท้”

ฉันเริ่มใจฟูมากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็มาไม่เสียเที่ยว

“แล้วนี่ไม่มีข้าวของอะไรติดตัวมาเลยรึ” นางปันกวาดตาดูทั่วตัวฉัน

“เอ้อ…ไม่ทันได้เอามาค่ะ”

“ผ้าเสื้อผ้าซิ่นล่ะ?”

“…เดี๋ยวหาซื้อเอา…เจ้า”

ฉันเริ่มสังเกตได้ว่า นางปันนั้นพูดคำถิ่นกับฉัน แต่ผู้หญิงผมสั้นกับเด็กสาวคนสวยพูดคำไทตลอดเวลา หากถ้านางปันพูดกับ “หนูริน” ก็จะใช้คำไท

“พอมีสตางค์อยู่ค่ะ” ฉันรีบพูด กลัวว่าอีกฝ่ายจะรำคาญในความขัดข้อง แล้วจะเปลี่ยนใจ “เดี๋ยวไปหาซื้อเอาได้”

คนทั้งสามมองหน้ากันอีกครั้ง เด็กสาวพูดขึ้นว่า

“เราพาไปซื้อไหมล่ะ พรุ่งนี้ค่อยพามาส่งอีกที”

“หนูว่างหรือ” ผู้หญิงผมสั้นถาม “ตะลอนๆ มานี่ เดี๋ยวก็มีปัญหาอีก”

“อามินก็อย่าบอกเขาสิ”

“โอ้ย อานี่นะ จะไปบอกเขาได้ยังไง พูดกันยังนับครั้งได้…เธอว่าไงล่ะ” เหลียวไปถามอีกคน

“จะให้ว่าไงเล้า ถ้าปาส่งมา ก็แสดงว่าต้องรับไว้นั่นแหละ เอาเถอะ เรื่องเสื้อผ้งเสื้อผ้าก็ไม่มีปัญหาหรอก เดี๋ยวเซาะให้ก่อนก็ได้”

ดูเหมือนทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี แต่ฉันยังมีอีกอย่างที่ค้างใจ คิดอยู่ว่าจะพูดดีหรือไม่

ในที่สุด ตัดสินใจเอ่ยปาก

“…แล้วเรื่อง…เอ้อ ค่าจ้าง” ฉันเลี่ยงคำว่าเงินเดือน เพราะยังไม่รู้ว่าเขาจะจ่ายอย่างไร

“เคยได้เท่าไหร่บ้างล่ะ” เจ้าบ้านถาม

ฉันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

“…ก็…ประมาณเดือนละเจ็ดร้อย” ฉันเพิ่มตัวเลขเข้าไปอีกใบแดงหนึ่ง

“ให้ได้ไม่ถึงหรอก” นางปันตอบมาทันควัน “กินอยู่ในนี้ เอาห้าร้อยไปก่อนได้มั้ย ถ้าอยู่กันไปแล้วจะขึ้นให้อีก”

เด็กสาวอ้าปากคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ฉันรีบตอบรับโดยเร็ว

“ได้เจ้า…เท่าไหร่ก็ได้เจ้า”

ต่อให้ได้เดือนละสองสามร้อย ตอนนี้ฉันก็มีแต่จะต้องรีบรับเอาไว้ เพราะการจะไปหวังน้ำบ่อหน้า ใช่จะรู้อนาคตได้

ชั่วดีถี่ห่างยังไง ค่อยหาทางไปอีกครั้ง

“ดีละ” นางปันว่า “งั้นพรุ่งนี้ขึ้นดอยไปทำงานเลย จะเข้าหน้าไฮพอดี”

ฉันฟังประโยคนั้นไม่ค่อยเข้าใจ “หน้าไฮ” คือสิ่งใดก็สุดรู้ แต่เมื่อมาถึงยังสิ่งที่หวัง อยู่ตีนบันไดขั้นแรกแล้ว ยังไงฉันก็ต้องก้าวไปต่อ

“…งั้นพรุ่งนี้หนูมาส่งเขาอีกทีนะ” เด็กสาวบอกกับเจ้าบ้านทั้งสอง

“จะอยู่เลยก็ได้นี่ เรื่องเสื้อผ้าเดี๋ยวดูให้” คนร่างใหญ่บอก

“ไม่เป็นไรค่ะ อามิน” เด็กสาวยิ้มอย่างแจ่มใสให้กับนายจ้างใหม่ของฉัน “เดี๋ยวหนูจัดการให้เอง ดีออก ได้มีอะไรสนุกๆ ทำ”

ไม่มีใครขัดอะไรอีก แล้วฉันจึงกลับมาขึ้นซ้อนรถเครื่องของเด็กสาว

“ไปกันเถอะ” เด็กสาวคนสวยบอกกับฉัน

รถแล่นออกจากสวน สายลมยังคงพัดอีกโบกโบย หัวใจของฉันวูบๆ หวำๆ อย่างไรบอกไม่ถูก ราวกับฝันไป ฉันได้งานทำที่ใหม่แล้ว จะมีรายได้ใหม่ มีที่อยู่ที่ซุกหัวนอน มิหนำซ้ำ ยังได้รู้จักคนที่ดีกับฉัน…มากๆ อย่างเด็กสาวคนนี้

“นี่ถ้าไม่กลัวค่ำ จะพาไปซื้อวันนี้เลย” เด็กสาวพูดแข่งกับสายลม

ฉันค่อยๆ แตะมือบนเอวคอดนั้น

“เดี๋ยวไปซื้อเองก็ได้…ค่ะ” จนแล้วจนรอด ฉันยังไม่ถนัดการพูดมีหางเสียง

“กลัวตกเหรอ!” เด็กสาวร้องถาม และดึงมือฉันเข้าไปให้กอดเอวจนกระชับ “เกาะแน่นๆ ได้เลย”

เหนือความคาดหมายไปเสียทุกอย่าง ฉันอยากจะเรียกมันว่า ช่วงเวลาแห่งความฝัน ตลอดเวลาที่อยู่บนเบาะรถเครื่องคันนั้น ยิ่งยามได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยมา

จนนึกอยากจะเขียนบทกวีใหม่ๆ

…ฉันอาจยังแตกสลาย

พรากพลัดกระจัดกระจาย

ตกหล่น

หากวันหนึ่งบนถนน

ฉันได้ค้นพบดวงแก้วมณี

ที่มีราคา

ฉันอยากจะเก็บไว้

เทิดทูนในส่วนลึกคนไร้ค่า

ใครกันหนอส่งเธอมา

แสนสง่างามเหลือเกิน

สำหรับฉัน

เหมือนหยาดน้ำค้างยามหมองไหม้

หยดเดียวก็ดับกระหายแห่งวัน

สวยเพริศเฉิดฉัน

นางฟ้าของฉันในวันหนึ่งวันนั้น…

วันนี้…

“ค่ำพอดี”

เด็กสาวดับเครื่องรถมอเตอร์ไซค์ ที่บ้านหลังใหญ่ในสวน แลเห็นแสงไฟวอมแวม

“ถ้าใครถามไม่ต้องพูดอะไรนะ เดี๋ยวเราจะตอบเอง”

ใจฉันเต้นตึกๆ ขึ้นมา แต่บอกตัวเองในใจว่า แค่คืนเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ ฉันก็ไปจากที่นี่ได้แล้ว

“แล้วแต่คุณ…ค่ะ” ตอบออกไป

พ่อของเด็กสาวใกล้เคียงกับที่คิดเอาไว้ ผู้ชายไว้หนวดเฟิ้ม นุ่งเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขาก๊วย นั่งจิบน้ำเบียร์อยู่นอกชาน โดยมี “อาเยาว์” ปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ

“มาแล้วรึ” น้ำเสียงฟังดุไม่น้อย

แต่เด็กสาวก็ไม่มีทีท่ากลัวเกรง ยิ้มกว้างแล้วตรงเข้าไปหา ยกมือกราบที่อก แล้วสวมกอดอีกฝ่ายเอาไว้

ฉันจ้องดูกริยาเหล่านั้น…เหมือนเคยอ่านในหนังสือนิยาย รีบยกมือไหว้บ้าง แต่ชายเจ้าบ้านไม่ทันเห็น เพราะมองแต่หน้าบุตรสาวอยู่

“คิดถึงพ่อจัง”

“ไม่ต้องมาพูดดี” คำพูดฟังน่าเกรงขาม แต่น้ำเสียงฟังออกว่าอ่อนลง “แล้วนี่ไปไหนมา มีอะไรถึงด่วนกลับมาเองอย่างนี้”

“อาเยาว์บอกพ่อแล้วมั้ง”

“ไม่ได้บอก”

เด็กสาวเหลียวไปหาหญิงวัยกลางคน

“อาบอกพ่อว่าไงล่ะคะ”

“บอกแค่ว่ามาแล้วก็ไป…ไปส่งเพื่อนทำธุระ” หญิงกลางคนตอบ

หนนี้ผู้เป็นพ่อหันมามองฉัน

“…นั่นนะหรือ เพื่อนที่ไหน ไปไหนกันมา?”

เห็นได้ชัดว่า พ่อของเด็กสาวยังไม่รู้เรื่องราวใด ฉันรีบยกมือไหว้อีกครั้ง พ่อของเด็กสาวรับไหว้ ตาจ้องเขม็ง

เด็กสาวยิ้มอย่างถูกใจ

“อาเยาว์นี่น่ารักจริงๆ…เดี๋ยวรินเล่าให้พ่อฟังเอง หิวกันจะแย่ละ มีอะไรกินบ้าง”

“อาเขาเตรียมไว้ให้หมดแล้ว” ผู้เป็นพ่อพูด พลางออกคำสั่งโดยเร็ว “เอ้า! มีอะไรก็รีบยกมา!”

เด็กสาวหัวเราะเสียงระรื่น ก่อนจะพูดไปยังเรื่องอื่นๆ ที่ไม่มี “สวนยายปัน” เลยสักคำเดียว

เท่าที่เห็น เป็นครอบครัวที่ดูอบอุ่นไม่น้อย คงเป็นบ้านที่ร่ำรวยด้วย จากการมีลูกจ้างเข้ามายกข้าวยกน้ำตั้งโต๊ะ และทุกๆ คน เอาใจ “คุณหนูริน” กันถ้วนหน้า อีกทุกคนในบ้านแต่งตัวกันสะอาดสะอ้านดี

มีแต่ฉันที่รู้ตัวว่ากระมอมกระแมมอยู่ จนกลัวเขาจะเหม็นสาบเหงื่อไคล พยายามยืนอยู่ห่างๆ จนกระทั่งเด็กสาวเรียกขึ้นว่า

“มากินข้าวกันเถอะ”

ห้องที่ย่างเข้าไปนั้น มีแสงไฟโคมพอสว่างเรื่อเรือง ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่ลอยอยู่ในถ้วยน้ำสีขาว เตียงตั้งชิดฝา ปูด้วยผ้าสีขาวสะอาดสะอ้าน ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อย งามตากว่าห้องใดๆ ที่เคยได้พบเห็นมา

“เข้ามาซี”

เด็กสาวเรียก สลัดหัวเบาๆ มีหวีซี่ห่างในมือ นั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

“ช่วยเขาล้างจานมาหรือ”

“ค่ะ” ฉันตอบ ยืนเก้กังอยู่ ไม่รู้จะนั่งลงตรงไหน

“กินข้าวอิ่มหรือเปล่า”

“…อิ่มค่ะ”

“เป็นไงบ้าง เจอพ่อเรา”

“…ก็…ไม่เป็นไงค่ะ”

เด็กสาวหันมายิ้ม

“เขาถามอะไรอีกมั้ย”

“ไม่ค่ะ”

“ดีแล้ว พรุ่งนี้จะไปส่งซื้อของเอง”

“…เขาว่าจะจัดที่นอนให้อีกที่”

“ใคร อาเยาว์นะเหรอ”

“ค่ะ”

“ไม่ต้องหรอก นอนห้องนี้แหละ เธอคงไม่ลุกมาฆ่าชิงทรัพย์เราหรอกนี่…ใช่มั้ย”

ฉันมองหน้าเด็กสาว

“…ใครจะทำคุณลง”

เด็กสาวเปิดยิ้มกว้างอีก “งั้นเธอรีบไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะดึกเกินไป เสื้อผ้าเตรียมไว้ให้แล้ว ถ้าอาเยาว์มาเรียก เดี๋ยวเราพูดเอง”

มีผ้าพับหนึ่งอยู่วางบนฟูกนอน

“ห้องน้ำอยู่ทางซ้าย เดินออกประตูไปก็เจอ”

“ค่ะ”

เด็กสาวลุกจากเก้าอี้ สวมชุดนอนสีขาวยาว ดูงามผ่องใสดังเทพธิดา

“สระผมด้วยล่ะ ใช้ของในห้องน้ำได้หมดเลยนะ…รีบๆ ไปเลย”

“ค่ะ”