เรื่องสั้น : แมวตัวหนึ่ง

หลังพ่อเสียได้สามวันก็มีแมวตัวหนึ่งเข้ามาในบ้าน ปีนขึ้นไปอยู่บนหลองเข้าเก่าใกล้บ้าน หลังจากแม่เสียได้อาทิตย์หนึ่ง ก็มีแมวตัวหนึ่งมาที่บ้านแล้วปีนขึ้นไปอยู่ในที่ที่แมวตัวแรกอยู่

หลองเข้าเก่าไม่ได้เก็บข้าวมานานหลายปีแล้ว มันถูกสร้างไว้เพื่อเก็บข้าวเปลือก เป็นห้องเล็กๆ ตีกระดานไม้ปิดมิดชิด และมีบานประตูเลื่อนขึ้นลงเปิดเข้าไปเอาข้าวมาขัดสีได้ ไม่มีบันได ถ้าจะขึ้นไปเอาข้าว ค่อยไปเอาบันไดที่เก็บไว้หลังบ้าน ที่ไม่สร้างบันไดไว้ให้เสร็จเพราะกลัวคนมาลักขโมยข้าวเปลือก แต่หลังจากผืนนาหายและแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หลองเข้าก็ไม่ต่างอะไรกับอนุสาวรีย์ชาวนา ไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งในพิพิธภัณฑ์เกษตรกรรม หลายบ้านต่างรื้อทิ้ง ไม่ก็ขายให้ชาวต่างชาติ หรือคนชอบในเอกลักษณ์ ซื้อไปสร้างทำเป็นบ้านพักในรีสอร์ตหรือโฮมสเตย์

แต่พ่อก็ยังเก็บไว้ อาจเพราะว่าได้ราคาไม่ดี หรือเพราะพ่อยังชอบให้บ้านมีหลองเข้า เพื่อจะคิดถึงวันเก่าๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ ผืนนาหายไป ใจคนก็หายตาม แต่รู้ว่าในละแวกหมู่บ้านตำบลนี้ เหลือหลองเข้างามๆ ทำจากไม้สักแทบไม่มี มีคนมาขอซื้อพ่อตั้งนานแล้ว ราคาล่าสุดก็สูงถึงหลังละห้าหมื่น พ่อได้แต่ยืนกระต่ายขาเดียวแล้วยิ้ม หรือลูกหลานขอไม้ไปทำบ้าน พ่อก็ไม่ยอม

“ไม้หลองเข้าบ่ดีแป๋งบ้าน มันจะ “ตกขึด”” คำพ่อจะบอกเสมอถึงความเชื่อของบรรพบุรุษว่า ไม้ที่เอามาสร้างยุ้งข้าวแล้ว เอามาปลูกบ้านไม่ได้จะอยู่ไม่เป็นสุข แท้จริงแล้วคนสมัยก่อนแค่กลัวว่าเอาไม้หลองเข้ามาทำมันมีคายข้าวเปลือก อยู่แล้วจะคันนอนหลับไม่ได้

ด้วยเหตุผลนั้น เมื่อพ่อจากไป หลองเข้าก็คงอยู่ ก่อนจากคล้ายสั่งเสียให้พวกเราเก็บรักษาเอาไว้ สามวันที่พ่อจากมีแมวสีหม่นเข้ามาอยู่ ปกติแล้วบนหลองจะถูกปิดมิดชิด แต่ทุกคนก็แปลกใจที่มันเข้ามาอยู่ได้ คงมีช่องไม้ผุเก่าแตกเป็นรูที่ไหนสักที่ ทำให้เจ้าแมวผอมขะมุกขะมอมเข้าไปอยู่ได้ มันเป็นที่พักพิงและหลบภัยอย่างดี ยิ่งฤดูหนาวด้วยแล้ว ลมกลางคืนที่เย็นจัดไม่อาจเข้ามาทำลายความอบอุ่นในนั้นได้

ไม่มีใครรู้ว่าแมวมาอยู่จนกว่าจะได้ยินเสียงร้องของมัน ในครอบครัวของเราไม่มีใครรักสัตว์มากนัก แม่ซึ่งเกลียดสัตว์ทุกชนิด ผมเองก็กลัวแมว

เสียงร้องของมันในตอนกลางคืน เหมือนคว้านลึกเข้าไปถึงไขสันหลัง ทำให้นึกถึงความทรงจำน่าสยดสยองตอนเด็ก

ผมเติบโตมาด้วยเรื่องเล่าลี้ลับ แม้เป็นคนขี้กลัวแต่ก็ชอบฟัง “อาวทำ” น้องของแม่ทางเหนือจะเรียกว่าอาว อาวทำเป็นคนขยันและมีหัวเชิงศิลปะอย่างมาก เล่นซึง สะล้อหาตัวจับได้ยาก แต่งบทค่าวฮ่ำเป็นเลิศ ยามค่ำผมจะไปฟังอาวเล่นซึงกับเล่านิทาน บางวันผมหลับไปพร้อมเสียงเพลง แต่แม้จะหลับไปแล้วหัวก็ยังโยกไปตามจังหวะเพลงจนทุกคนหัวเราะ นอกจากการเชี่ยวชาญงานดนตรี อาวทำก็เป็นนักเล่าเรื่องที่ดี และเรื่องที่อาวชอบเล่าให้ฟังส่วนมากเป็นเรื่องลี้ลับ ยามอาวกระแอมไอขึ้นขณะจักตอกไม้ไผ่ หรือหลังวางบุหรี่ชี้โยลงตรงขอบหน้าต่าง กลางคืนที่เงียบสนิท ยินเสียงตุ๊กแกร้องดังก่อนจะหายไป พวกเราบรรดาหลานๆ ต่างล้อมวงขยับเข้ามาใกล้ อาวชอบเล่าเรื่องแมวผีตัวดำปลอด ร้องดังยามดึกเหมือนเสียงเด็กร้องไห้ ลมเย็นยามดึกพัดวูบมา เสียงร้องที่ดังทุกครั้งโหยหาอยากกินหัวใจเด็กที่ตื่นกลัว พวกมันรู้ว่าเด็กคนไหนที่หวาดกลัวมัน เสียงร้องของมันจะเข้าไปเกาะกุมจิตใจของเด็กน้อย และทุกค่ำคืนเดือนเต็มดวงพวกมันจะออกล่า เล่ามาถึงตอนนี้พวกเราก็จะร้องคราง จริงๆ ขณะเล่าพวกเราก็กลัวถึงขั้นน้ำตาเล็ด แม้รู้ว่าจะเป็นเรื่องแต่ง แต่ทุกครั้งยามค่ำคืนได้ยินเสียงแมวร้องก็กระตุ้นความหวาดกลัว

แต่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนไปตลอดชีวิตเพราะแมว หลังเลิกเรียนพวกเราต่างเล่นซ่อนแอบ รอพ่อแม่มารับ หลังจากที่เดินตามหาเพื่อนๆ จนเหนื่อยเดินไปหลังโรงเรียนที่เป็นป่าอยู่ติดกับวัด ด้วยความไม่รู้ว่าเพื่อนกลับบ้านไปแล้วเพราะแม่มารับ ผมกลับดั้นด้นเดินเข้าไปในป่าหลังโรงเรียน ยิ่งเดินก็กลัว ทันใดเสียงแมวก็ร้องดังอยู่ไม่ไกล และเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ความกลัวจากเรื่องเล่าของอาว ผุดขึ้นจนหายใจติดขัด ผมรีบวิ่งออกจากที่นั่น แต่เพราะรนและหวาดผวาทำให้สะดุดก้อนหิน หัวผมฟาดกับรากไม้อย่างแรง มันพร้อมๆ กับแมวสีดำตัวหนึ่งกระโดดลงมาจากต้นไม้ มาอยู่ตรงหน้า อ้าปากสีแดง แล้วเลือดก็ยังกรังตามปากและหนวดของมัน ราวกับว่ามันไปกินเด็กที่ไหนมา ผมกรีดร้องแต่ไร้เสียง หัวใจเหมือนหยุดเต้นแล้วภาพทั้งหมดก็หายไป ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับมาบ้านยังไง ผมป่วยไข้สูงเพ้อและไม่ยอมรับรู้อะไร นอนโรงพยาบาลเนิ่นนาน พ่อพยายามเป่าคาถาทุกบทที่เคยร่ำเรียนมา เพื่อขับไล่ผีโพงผีไพรให้หายสิ้น

กาลเวลาเจือความทรงจำลงไปบ้าง อาจไม่กลัวเหมือนเก่าก่อน แต่เสียงแมวยามค่ำคืนทำให้ผมกระชับผ้าห่ม

แมวตัวนั้นของพ่อ แม่พูดแบบนั้น มันอาจเป็นพ่อที่มาเกิดเป็นแมว หรือวิญญาณของพ่อเข้าสิงสู่ร่างแมวสีหม่น ไม่มีใครกล้าไล่ ไม่มีใครกล้าทำอะไรมัน มันยังอยู่บนหลองเข้า หากินยามค่ำคืน จนเช้าวันหนึ่งลูกพี่ลูกน้องข้างบ้านบอกว่าปลาช่อนที่จับมาได้ขังไว้ในโอ่งน้ำอย่างดีหายไป มันไม่มีทางหนีไปไหนได้ เอาก้อนหินทับฝาไว้แท้ๆ แต่ตอนเช้าพบว่าหินกลิ้งตกฝากลิ้งอยู่ไม่ไกล แล้วปลาก็หาย แล้วเราก็ได้กลิ่นคาวปลามาจากบนหลองเข้า เจ้าของปลาทนความสงสัยไม่ได้ปีนขึ้นบนหลอง และพบซากปลาช่อนที่ถูกกินแล้วครึ่งหนึ่ง ที่น่าแปลกแกมขนลุกก็คือ มีเศษหนังสือพิมพ์ปกปิดเอาไว้อย่างดี ลูกพี่ลูกน้องไม่พบแมวบนนั้น แต่เขาเชื่อว่าเป็นแมวแน่นอน

เราจับกลุ่มคุยกันเรื่องแมว กับความฉลาดที่น่าขนลุก แม่บอกไม่เคยเห็นแมวที่ไหนทำอย่างนี้เลย

“เหมือนแมวผี” ใครคนหนึ่งว่า แล้วเหมือนอากาศจะเย็นลงกว่าเดิม และยิ่งตอกย้ำให้ใครบางคนเชื่อว่ามันเป็นพ่อ

แมวตัวนั้นอยู่ได้อย่างสบายใจ มันชอบโผล่หน้าจากหลองเข้าออกมายังครัวไฟที่สร้างอยู่ติดกัน ยามที่แม่ปิ้งปลาหอมๆ มันส่งเสียงอ่อนเสียงหวานออดอ้อนอยากกินปลา แม่ที่ไม่เคยรักสัตว์ ไม่แม้แต่จะเคยเห็นเอาอาหารหรือข้าวให้ “ไอ้โด้” หมาที่พ่อเลี้ยง แต่แม่กลับยื่นปลาหมอตัวงามปิ้งส่งกลิ่นหอมอย่างดีให้มันบนหลอง แม่เชื่อของแม่ว่ามันเป็นพ่อ ในกายผอมกะหร่องมีวิญญาณพ่อสิงสู่ ทุกคนไม่อาจขัดแย้งกับแม่ได้ เพราะเข้าใจว่าแม่ยังไม่อาจทำใจเรื่องพ่อ

แต่เจ้าแมวนั่นก็หาได้สำเหนียกไม่ มันยังขโมยปลามากิน ยังปกปิดเศษซากเอาไว้อย่างดี กลางดึกร้องเสียงเหมือนเด็กเล็กๆ ร้องไห้กรีดผ่านอากาศหนาว ทำผมตกใจตื่นทุกครั้ง และแทบทุกครั้งแม่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าปลาให้ญาติข้างบ้านเพื่อตัดปัญหา

“นี่แสดงว่าแม่จะเลี้ยงมันใช่ไหม” ผมถาม แต่ไร้คำตอบจากมารดานัยน์ตาโศก

พ่อยังคงอยู่กับเรา และแม่ยังคงเชื่ออย่างนั้น จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งเราได้ยินเสียงลูกแมวบนหลองเข้า หลานปีนขึ้นไปดูแล้วร้องว่ามีแต่ลูกแมว ผมไม่รู้ว่าแม่ผิดหวังที่มันเป็นตัวเมียหรือผิดหวังที่หาจุดเชื่อมต่อกับพ่อไม่ได้ แต่รู้ว่าแม่ไม่ไยดีมันอีก ทุกคนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ต่อหน้าแม่ แต่ลับหลังต่างหัวร่อจนงอหาย แม่ขอร้องให้เอาแมวไปปล่อย แต่ทุกคนรีรอเหมือนคล้ายอยากจะแกล้งแม่ บ่ายวันหนึ่งลูกแมวตัวน้อยร่วงหล่นมาจากหลองเข้า มันยังเป็นลูกแมวตัวเล็กๆ แทบไม่มีแรงจะยืน โชคดีว่ามันหลุดร่วงจากช่องแยกของแผ่นไม้แล้วตกลงมากองผ้าขี้ริ้ว มันพยายามตะกุยลุกขึ้นจากกองผ้าแต่กลิ้งไหลตกมายังพื้น ส่งเสียงร้องอย่างน่ารำคาญ ไม่นานแม่ของมันก็ลงมา พวกเราเพิ่งเห็นตัวเต็มๆ ของมันก็ครั้งนี้ ยิ่งมีลูกตัวมันยิ่งผอมบาง ขนร่วงและยุ่งเป็นกระจุกๆ มันระแวดระวังค่อยๆ ย่างตรงมายังลูกน้อย

ถึงแม่จะชังมันแต่แม่ก็ไม่ได้เข้าไปทำร้าย เพียงแค่ยืนดูด้วยสายตาที่ไม่อาจบอกได้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน ขณะที่แม่แมวคาบคอลูกแมวน้อยเพื่อจะปีนขึ้นไปบนหลองเข้านั่นเอง แม่ก็เอ่ยอะไรบางอย่าง

“อ๊ออ๋อย” มันเป็นคำอุทานที่บอกว่าน่าเอ็นดู เสียงนั้นชัดมากแต่เยียบเย็นอย่างแปลกประหลาด ปรากฏขึ้นท่ามกลางความเงียบของทุกสิ่ง อย่างไม่ทันเตรียมใจ แมวตัวนั้นก็กัดลูกน้อยเข้าไปเต็มคำ เสียงลูกของมันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด “อ๊ออ๋อย” แม่ยังพูดต่อไปราวกับมันคือคำสั่งสังหาร แม่แมวก็กัดกินลูกน้อยของมันอย่างตะกรุมตะกราม ทุกคนลอบมองด้วยความสะอิดสะเอียน ผมวิ่งไปที่หลังบ้านแล้วอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง

จากวันนั้นมาไม่กี่วัน เราก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าบนหลองเข้า มันนอนตายปากยังมีฟองฟอด และร่องรอยของการดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมาน ข้างๆ ตัวก็มีศพลูกน้อยของมันถูกกัดกิน ผมจับสายตาความสาใจของแม่ได้ จู่ๆ ก็รู้สึกหนาวเยือกขึ้น

ไม่มีใครกล้าถามแม่ แต่ก็พูดกันว่า แมวคือสัตว์ที่เย่อยิ่ง พอมีลูกแล้วยิ่งเย่อยิ่ง มันเกลียดคำที่พูดแกมสงสาร มันทรมานด้วยคำพูดนั้น และมันจะไม่ยินยอมให้ลูกของมันทุกตัวอ่อนแอ ป้าข้างบ้านว่า นี่เป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจของแมว มันกินลูกของมันด้วยความทรมาน

มีแต่แมวป่าในพงไพรเท่านั้นที่จะมิทิฐิต่อคำนี้

แล้วแม่ก็ตามพ่อไปในอีกเก้าเดือนต่อมา จู่ๆ แม่ก็นอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นอีกเลย ผมร้องไห้อย่างไม่อาจจะกลั้น บ้านเราเงียบลง ทุกคนเป็นกังวล บ้านเหลือเพียงคนไม่กี่คนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงกับภาระมากมาย พี่สาวผมจึงเป็นแม่งาน หลังจากพี่เขยทิ้งไปพี่ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้าน เลี้ยงลูกสองคนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ภาระหนักอึ้ง ซ้ำความเจ็บปวดยังกดทับ งานศพจัดได้เรียบง่ายทุกอย่างเรียบร้อยตามแบบเบ้าล้านนาปฏิบัติ แล้วอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา แมวตัวหนึ่งก็เข้ามาอยู่ในบ้าน…

ไม่มีใครสนใจมัน ไม่มีใครเผลอคิดว่ามันคือแมวที่มีวิญญาณของแม่อาศัยอยู่ อันที่จริงไม่มีใครแยแสมันเลย คงมีแต่ผมที่แอบดูมัน มันเป็นแมวป่า เพราะหลังบ้านของเรายังเป็นไร่รกร้าง ที่นาเก่าของเรา ต้นไม้ขึ้นสูงใหญ่ เจ้าของซื้อไว้แต่ทิ้งไปอยู่ในเมือง แมวตัวใหม่นี้มีสีดำปลอด รูปร่างผอมแห้ง สภาพเดียวกับแมวตัวแรกไม่ผิดเพี้ยน นิสัยทุกอย่างราวลอกแบบเดียวกันมา ปลาที่ตากเอาไว้หาย ค่ำคืนเริงรักกันส่งเสียงร้องเกี้ยวพาราสีชวนหวาดสยอง และผมก็รู้สึกว่ามันหาญกล้ากว่าตัวแรก เพราะมันย่องเข้ามาในบ้าน จากทางหน้าต่างห้องที่เปิดทิ้งไว้ ลมดึกในฤดูร้อนผ่อนคลายอากาศในห้องให้สบาย แต่จมูกผมได้กลิ่นสาบสาง เมื่อรู้ว่าแมวตัวนั้นแอบลักลอบเข้ามาในห้อง มันค่อยย่างมาช้าๆ เหยียบย่ำลงมาที่บนเตียง เสียงลำคอของมันครางครืดๆ ตัวผมแข็งทื่อ ความกลัวในวัยเด็กพุ่งจู่จับหัวใจ ดวงตาสีเหลืองเข้มราวดวงจันทร์ในวันพระใหญ่ วันที่ภูตผีพรายถูกปลดปล่อย ความกลัวหวีดร้องในหัวใจ แต่ไร้เสียงใดๆ ออกมาได้ แมวส่งเสียงครืดๆ ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ แล้วลงลิ้นกับใบหน้าของผม ลิ้นอุ่นๆ สากๆ ลากลงผืนหน้า หัวใจผมแทบหยุดเต้น ความกลัวพันธนาการเอาไว้แน่นเหมือนถูกจับยัดใส่กระสอบแล้วมัดเอาไว้ ผมพยายามดิ้นทุรนทุรายแต่ไม่อาจขยับตัวได้เลย คล้ายถูกผีอำ

เจ้าแมวขดตัวนอนกับผมจนถึงรุ่งเช้าแล้วมันก็จากไป มันเป็นความทรมานที่เนิ่นนาน

สีหน้าพี่สาวอมทุกข์ เสาหลักของบ้านจากไปติดๆ กันในเวลาไม่ถึงปี และคนรักจากลาอย่างไม่แยแส ทิ้งหนี้สิน ภาระลูกๆ หลังหอบครอบครัวผุพังมาอยู่บ้าน รายได้จากงานก็ไม่เหลือหลอ ดีที่ว่างานศพยังมีเงินจากการเป็นสมาชิกฌาปนกิจของ ธ.ก.ส. มาจัดการ แต่เจ้าหนี้มากมายโทรศัพท์หรือขับรถมาหา บางคืนผมเห็นพี่มองรูปภาพของพ่อกับแม่ด้วยแววตาโศก ใช่…คนตายไม่รู้เห็น คนเป็นถูกรุมทึ้ง ฉะนั้น พี่ไม่เคยสนใจว่าแมวตัวนั้นมันจะอยู่หรือจะไป พี่สนใจแต่ว่าจะจัดการสิ่งที่เป็นภาระอย่างไรดี จะทำอย่างไรให้ชีวิตไปต่อได้ แมวตัวนั้นก็เหิมเกริม มันย่องมาหาผมทุกคืน บางคืนมันพาคู่รักมาเริงรื่นถึงขอบหน้าต่าง เสียงครวญครางอย่างสุขสม ดวงตาเจิดจ้าในความมืดของมันรู้ว่าผมหวาดผวาแค่ไหน มันได้ใจและสนุกสนานเมื่อเห็นผมจะเป็นจะตาย

ไม่มีใครรู้ว่าแมวมันทรมานผม มีแต่ผมที่รู้ มีแต่ผมที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปทั้งหมด มีแต่ผมที่ติดอยู่กับอดีต มีแต่ผมที่เห็นตัวเองนอนง่อยเปลี้ย มีแต่ผมที่มองเห็นลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคน ยินเสียงร้องไห้ของพี่สาวในยามค่ำคืน ได้ยินแม้แต่ความคิดขบถของหลานชายสองคน เหมือนแมวเผลอมอบพลังให้ผมทุกครั้งที่มันเลียหน้า น้ำตาผมไหลรินมันดื่มกิน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็สยดสยอง ทุกค่ำคืนผมฝันได้ยินเสียงของแม่ร้องเร่งเร้าให้แมวตัวนั้นกินผม

“อ๊ออ๋อย” มันเป็นคำที่ดังซ้ำๆ ในโสตประสาท บางคืนผมเห็นแม่ยิ้ม บางคืนผมเห็นพ่อเสียน้ำตา

ผมได้ยินเพื่อนบ้านพูดกับพี่สาว “จะเก็บมันไว้หยะหยังหื้อเป๋นภาระ ไหนจะหนี้ ไหนจะเรื่องลูก อะหยังที่หนักหนาก็โยนทิ้งไปเสีย” เหมือนพวกเขาพูดถึงแมว ผมอดดีใจไม่ได้ ใจผมลิงโลด ในที่สุดศัตรูก็จะถูกกำจัด

พี่สาวเดินเข้ามาในห้องผม ตาแดงก่ำ กลั้นเสียงสะอื้นไห้เต็มกำลัง ผมเดินหลีก หลบให้พี่เข้ามา พี่นั่งลงข้างเตียงมองร่างผอมบอบบางแนบที่นอน มือลูบใบหน้าของผมด้วยความทะนุถนอม ส่งเสียงครางคล้ายสงสาร แล้วถอดปลั๊กเครื่องที่ส่งเสียงระโยงระยางทั้งหมดทั้งมวลนั้นสงบลง พี่ลุกขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วเดินออกจากห้องไป

พันธนาการหลุดพ้น ผมมองตัวเอง ร่างนั้นเหมือนแมวตัวหนึ่ง

บทความก่อนหน้านี้“กอ.รมน.” กับการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
บทความถัดไปมองไทยใหม่ : ภาษาไทยมามีรูปวรรณยุกต์ไม่พอที่จะผันเสียงในภาษาไทยถิ่นได้ ?