การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ทิ้งให้ฉันจ้องมองหนังสือในมือ และลืมไปเสียแล้วว่า

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

กลับเข้ามาสู่ห้องสี่เหลี่ยมที่มีพี่โฟนอนตะแคงอยู่อีกมุมหนึ่ง ฉันรู้สึกถึงสิ่งที่แปลกออกไป…อย่างไม่รู้จะอธิบายมันอย่างไรดี

คือความรู้สึกอะไรกัน ที่ระรัวขึ้นในหัวใจตอนนี้ เหมือนมีใครสักคนกำลังผลักหน้าต่างออกไปกว้างๆ แล้วบอกให้ฉันเข้าไปยืนข้างกรอบช่อง มองออกไป

ฉันตาไม่ฝาดหรอกใช่มั้ย ฉันมองเห็นแสงแดดข้างหน้า และเมื่อเงยสูงขึ้นไปอีก ฉันยังเห็นถึงท้องฟ้า…ใช่ ท้องฟ้าที่กว้างขวางเหลือคณา

…คุณริ ผู้ชายเจ้าของร้านหนังสือ นายจ้างคนใหม่ของฉัน มีของวิเศษอะไรในตัวกัน ทำให้โลกของฉันเปลี่ยนแปลงได้แค่ชั่วไม่กี่วันคืน

 

พี่โฟคงจะหลับไปแล้ว หรือไม่ ฉันไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่คิดอยากจะส่งเสียงถาม ในหัวมีเพียงเสียงสะท้อนกลับไปกลับมา

…เขียนอะไรก็ได้ เกี่ยวกับ…รสชาติของอาหาร กลับบ้านไปเขียนก็ได้…เขียนดีจะมีรางวัลให้

ฉันจะเขียนว่าอย่างไรกันดีนะ…อาหาร…อาหารมื้อไหนดี

 

“เอ้า มาเอาข้าวผัด!”

อีพี่สร้อยสายส่งเสียงเรียก ทัพพีกระทบขอบกระทะโคร้งเคร้ง ดูจะเป็นคนมีฝีมือทางการทำอาหารไม่ใช่น้อย ด้วยเพียงครู่เดียวก็เนรมิตอาหารออกมาได้

ข้าวเก่าในตู้เย็น แปรมาเป็นข้าวผัดหอมฉุย ใส่ไข่เหลืองนวล ต้นหอมซอยโรยหน้า แต่มันคงจะดีกว่านั้น หากฉันไม่เจ็บแปล้บๆ บนหัวตลอดเวลา

“มาเอาสิ!” เสียงเรียกซ้ำ

ฉันลนลานเข้าไปรับจานอาหาร พลางพยายามไม่สบตา หากอีพี่สร้อยสายพูดอย่างธรรมดาว่า

“เจ็บหัวอยู่หรือเปล่า ไม่ต้องใจเสาะหรอก เดี๋ยวก็ดี”

ก่อนหน้านั้น พี่สร้อยสายเปิดกระเป๋าใบหนึ่ง หยิบใบเขียวส่งให้

“มาเอาเงินไป”

“เอาบะหมี่แห้งเนื้อเปื่อยมาสองถุง ส่วนเธอจะกินอะไรก็เลือกเอา”

“ถุงเท่าไหร่คะ” ฉันนับเลขในใจ

“ที่ให้ไป พอดีกับสามถุง…กลัวไม่อิ่ม ของเธอก็ซื้อเป็นเกาเหลา ก่อนออกไปหุงข้าวไว้เสีย”

“ไม่เป็นไรค่ะ…กินถุงเดียวก็ได้”

“ขอถั่วงอกสดมาให้ฉันด้วย”

“ค่ะ…แล้วให้ไปซื้อทางไหนคะ”

“เธอขี่รถตรงไปเรื่อยๆ ถึงปากซอย ร้านอยู่ติดถนนใหญ่ รีบไป ร้านนี้เขาขายดี”

“ค่ะ”

“หมดแล้ว” หญิงชราผมขาวร้องบอก

“วันนี้ปิดร้านเร็วหน่อย”

“มีอย่างอื่นขายมั้ย” ร้องถามออกไป

เหลียวมองซ้ายขวา ขนาบข้างเป็นร้านตัดผมกับอู่ซ่อมรถเครื่อง ไม่มีร้านใดขายของกินอีก

“ไม่มี” คนในร้านส่ายหน้า

ใบเขียวของอีพี่สร้อยสายอยู่ในกระเป๋ากางเกง มัดม้วนใบแดงของตัวเองก็ยังอยู่ด้วย แต่กลับไม่มีอะไรให้ซื้อได้สักอย่าง

คงต้องหันหลังกลับ

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ เมื่ออีพี่สร้อยสายรู้ว่าฉันไม่ได้อะไรติดมือมาเลย

“ร้านเขาปิดแล้วพี่”

“อ้าว!” เจ้าของบ้านขึ้นเสียงสูง “แล้วเธอซื้ออะไรมา”

“ไม่ได้ซื้ออะไร”

“เอ๊า แล้วจะให้ฉันกินอะไร”

“…ไม่รู้สิคะ ก็แล้วแต่พี่”

อีพี่สร้อยสายมองฉันด้วยสายตาที่บ่งบอกความอิดหนาระอาใจชัดแจ้ง ถัดจากนั้นเอง เสี้ยวนาทีที่อีพี่สร้อยสายหันหลังกลับมา

อย่างรวดเร็วที่มีแรงกระทบกะโหลกของฉัน ยินเสียงเปรี๊ยะลั่นในแก้วหูเบาๆ เพื่อนเก่าของพี่สาว กระแทกแก้วเปล่าใบหนึ่งเข้ากับหัวของฉัน

“ไหนดูซิ” ชะโงกคลี่ดูเส้นผมของฉัน

“ไม่ได้แตกอะไรมาก ไกลหัวใจ เลือดซึมๆ หน่อย เดี๋ยวเอายาแดงใส่ให้…วันหลังก็อย่ากวนประสาทอีก”

คนที่ถูกก้นแก้วกระแทกคือฉัน คนที่ทำมันคือนางที่พูดอยู่เบื้องหน้า แต่นั่นเอง ยังไกลหัวใจนัก อย่างที่นางสั่งสอนไว้

“เอาสตางค์ไป แล้วอย่าพูดมากล่ะ ใครถามให้บอกว่าซุ่มซ่ามหกล้มเอง เข้าใจมั้ย!”

น้ำตาฉันเคยหล่นบนจานข้าวผัด

และ…และฉันก็เขียนบทกวีไว้ในอากาศเอาไว้บทหนึ่ง

 

“อีพี่”

เสียงของพี่โฟแทรกขึ้นมา

“อะไรพี่” เบือนหน้าไปหา

“พรุ่งนี้กูจะไปบ้านอีพ่อ มึงจะไปด้วยกันมั้ย”

เหนือความคาดหมายว่าจะได้ยินคำพูดนั้น และฉันก็ส่ายหน้าทันที

“พี่จะไปทำไม…ฉันไปไม่ได้หรอก ต้องทำงาน”

“งานมึงจะได้สักกี่บาทกี่สตางค์กันเชียว”

พี่โฟพลิกตัวมา แต่ยังอยู่ในท่านอนตะแคง แลเห็นขอบตาลึกช้ำ

“มึงนั่งรถไปกับกู”

“ไม่พี่” ฉันปฏิเสธอีกทันที “ตอนนี้ฉันได้งานดีแล้ว”

“เขาให้มึงเท่าไหร่”

ฉันเคยบอกพี่โฟไปแล้ว และไม่มีทางที่พี่โฟจะจำมันไม่ได้

“เท่าไหร่ก็เป็นเงิน…พี่ ถ้าอยากไปก็ไปเอง แต่ไปไหวแล้วหรือ”

“จะไปได้ยังไง ลุกเองยังแทบไม่ได้ มึงแหละต้องไปส่งกู”

“พี่จะไปทำไม”

“จะไปขออีพ่อ ให้ช่วยกู้เงินเขามาสักน้อย”

“กู้ใคร”

“ไม่รู้ละ อีพ่อมันรู้จักคนหลาย ขอหยิบยืมใครได้ก็เอาคนนั้นแหละ”

“พี่จะเอามาทำอะไร” ฉันเริ่มสังหรณ์ใจขึ้นมา

“เอามาต่อทุนสิ” พี่โฟตอบ แววตาดูมีความมาดหมายวับวาวขึ้น “ถ้ากูมีทุนพอค้าขาย ชีวิตตัวมึงก็จะดีกว่านี้ ยังไงมึงก็ต้องไปเป็นเพื่อนกูอีพี่”

 

ถ้าแดดที่แวดล้อมภูเขา

กระเซ็นถึงซอกเงาเหงาหม่น

ระยิบสู่นัยน์ตาล้าทุรน

ขับทุกหยาดเม็ดฝนระเหยไป

บางทีชีวิต…อาจสวยขึ้น

เหมือนป่าชื้นตื่นกลางฤดูใหม่

เขียวเขียวเปลี่ยวดายสักเท่าใด

หัวใจยังสามารถเริงระบำ

 

“เขียนเองหรือ”

นางจ้างคนใหม่เงยมองฉัน หลังกวาดสายตากับตัวหนังสือในสมุด

ฉันพยักหน้า

“ฮะ”

“เขียนเองจริงๆ นะหรือ” คำพูดเหมือนยังไม่อยากเชื่อ

ให้นึกรู้สึกขึ้นมาทันทีกับสิ่งที่อีกฝ่ายแสดงออก

“ทำไม” กระชากเสียงอย่างอดไม่ได้ อยากจะต่ออีกว่า…คิดว่าฉันโง่ง่าวมากใช่มั้ย

“ก็ไม่ทำไม แค่แปลกใจ” กลับมีน้ำเสียงนุ่มนวลตอบกลับมา “เขียนดีนี่”

“มีใครอยากจมในความเศร้า

โง่เขลาอ่อนแอตกต่ำ

มองฟ้าเห็นดาวคราวค่ำ

เพื่อดื่มด่ำอารมณ์ขมคาว

คิดถึง คิดถึงแสงแดด

สวยแสดหางนกยูง เมฆขาว

ลมแล้งเหลืองระย้าพร่าพราว

ผลิดอกราวอยู่ในฝันอันพร่าเลือน”

สิ่งที่ไม่คิดฝัน ก็คือผู้ชายถักเปียอ่านบทกลอนของฉัน ด้วยน้ำเสียงมีจังหวะจะโคน

“คิดถึง คิดถึงแสงแดด

อยากให้แวดล้อมไล่ธุลีเปื้อน

ว่าพลางกอบประกายจ้าที่มาเยือน

ดื่มกินเหมือนนั้นเป็นอาหารทิพย์”

 

มีหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งหย่อนมาให้ต่อหน้า ตัวหนังสือเขียนด้านหน้าว่า นาฏกรรมบนลานกว้าง คมทวน คันธนู

“ให้เล่มนี้เป็นรางวัลก็แล้วกัน”

รูปหน้าปกเป็นเด็กคนหนึ่ง นอนหลับอยู่บนพื้น คล้ายๆ ว่า ขาจะถูกล่ามไว้กับเสาเตี้ยๆ สีแดง

“ลองเอาไปอ่านดู เขามีการใช้ฉันทลักษณ์หลายอย่าง”

แถบคาดสีแดงด้านบน ยังมีคำว่า บทกวีนิพนธ์ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน…

“แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมทำการบ้านมาอีก”

“เอ้อ…ยังจะให้ทำอีกหรือ”

“อยากทำหรือเปล่าล่ะ” ตาสีน้ำตาลมองฉันกลับมา “ถ้า…ไม่อยากก็ไม่เป็นไร ไม่ได้บังคับ”

“อยากทำ” ฉันรีบตอบไปทันควัน “แล้วจะให้เขียนหัวข้ออะไร”

“ตามใจคุณสิ”

พูดแล้วร่างสูงโปร่งบางก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งให้ฉันจ้องมองหนังสือในมือ และลืมไปเสียแล้วว่า จะบอกว่า…พี่โฟให้มาลางานด่วนสักสองวัน

บทความก่อนหน้านี้อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : MUSEUM OF KIRATI การตีความ ‘ข้างหลังภาพ’ ในมิติร่วมสมัย
บทความถัดไปล้านนาคำเมือง : น้ำพิกบ่าขาม