กาละแมร์ พัชรศรี : ผู้ชายที่ไม่อยากให้เรียกเขาว่า “ฮีโร่”

กาละแมร์ พัชรศรีtwitter @kalamare

ในตอนที่ ตูน บอดี้สแลม ประกาศว่าเขาจะวิ่งจากเบตงสู่แม่สาย ภายในเวลาเกือบสองเดือน และมีเป้าหมายเป็นเงินบริจาค 700 ล้านบาท เรารู้เลยว่า “เขาทำได้”

เพราะเมื่อปีที่แล้ว เราเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาแล้ว เรารู้เลยว่าเขาไปได้อีก และเชื่อว่ามีคนจะมาร่วมสนับสนุนเขาอีกมากมาย ตลอดการวิ่งเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา เราคนไทยติดตามข่าวสารการวิ่งของเขาแทบทุกวัน มีเรื่องให้เราได้ยิ้มแย้ม น้ำตาคลอ ปลื้มใจและเอาใจช่วยเขาเสมอ

ในวันที่เขาเจ็บ เราทุกคนสัมผัสได้ถึงความเจ็บนั้น ทุกคนเริ่มช่วยเหลือพี่ตูนในทุกๆ ด้าน จึงมี #เซฟตูน ขึ้นมา เช่น ไม่เซลฟี่ ไม่วิ่งดัก ไม่ตัดหน้า อยากถ่ายรูปคู่ให้เปิดเป็นกล้องวิดีโอไว้

ในวันที่ได้คุยกับตูนวันที่เขาเข้ามากรุงเทพฯ ฉันได้รู้เรื่องราวหลายต่อหลายเรื่องผ่านปากเขา และยิ่งรู้ว่าหัวใจของผู้ชายคนนี้น่ารักเพียงใด

พี่ตูนพัก 2 วันคือ 4-5 ธันวาคม เราเลยไปวิ่งวันที่ 6 ธันวาคม ในเซ็ตสุดท้ายแทน

และขอบคุณพี่ตูนที่สละเวลาในวันพักนั่งคุยกันใน #3แซบ

 

เขาไม่ได้อยากให้ใครบอกเขาเป็นฮีโร่หรือดีกว่าใคร เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่สนุกกับการวิ่งและมีเป้าหมายที่จะวิ่งจากใต้ขึ้นเหนือในเวลา 55 วันให้ได้ แต่ขอให้การวิ่งของเขาครั้งนี้ มีความหมายกับหมอ พยาบาลและโรงพยาบาลหลายๆ ที่ ให้ได้เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการทำงานและให้กำลังใจบุคลากรที่ทำงานหนัก

และหวังว่าการวิ่งของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพื่อจะไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บเป็นภาระของหมอพยาบาล ให้พวกเขาได้ช่วยเหลือคนที่จำเป็นจริงๆ

สิ่งที่พี่ตูนทำวันนี้ ขอเพียงแค่เงินเล็กๆ 10-20 บาทของแต่ละคน เพื่อให้ทุกคนได้จดจำวันนี้ไว้ว่า แม้เราตัวเล็ก เงินน้อย เราก็ได้ช่วย เมื่อรวมกันมันก็เป็นจำนวนที่มากขึ้นได้ วันนี้เราทำได้ สามัคคีกันได้ วันหน้าถ้าเราต้องร่วมใจกัน เราก็ต้องทำได้อีกเช่นกัน

คนที่เขาคิดและลงมือทำเพื่อคนอื่นขนาดนี้ เขาต้องใช้พลังใจมากขนาดไหน แต่ละวันเขาต้องเจอเรื่องราวมากมาย บางครั้งทำให้เขาเสียสมาธิไป บั่นทอนหัวใจ แต่เขาต้องกลับมาคิดถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพื่อให้ยังวิ่งต่อไปได้

เราทำไม่ได้เหมือนเขา แต่สิ่งที่เราทำได้คือสนับสนุนเขา เชียร์เขา ให้กำลังใจเขา และร่วมกับสิ่งที่เขาทำ เพื่อให้เขาได้มีแรงวิ่งต่อไป

 

วันนี้ฉันได้มอบเงิน 300,000 จากการขายหนังสือ “แคร์เช่นมิตร” ให้กับมือพี่ตูนแล้ว พร้อมทั้งมอบหนังสือที่มีเรื่องราวของเขาอยู่ในเล่มด้วย พี่ตูนบอกว่า รออ่านอยู่เลย ซึ่งฉันต้องขอบคุณน้ำใจจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะที่ร่วมทำบุญด้วยกัน

พี่ตูนบอกด้วยว่า ระหว่างทางวิ่งนั่นสำคัญกับเขามาก ไม่ใช่แค่จุดหมายที่อยากไปถึง แต่เรื่องราวดีๆ มีให้จดจำมากมาย ปู่ย่าตายายที่มานั่งรอเป็นชั่วโมงๆ เขาพยายามไปรับเองให้ได้ทุกคน แถมมียายๆ หลายคนบอกว่า “ตูนเอ้ย ถ้าวิ่งมันเหนื่อย ก็ขึ้นรถไปเลยก็ได้” ไม่ใช่พูดเล่นๆ แต่พูดจริงจังด้วยความห่วงใย

วันไหนที่เจ็บและต้องหยุดพักเกินกำหนดการ บางที่มีคนรออยู่ข้างหน้า แต่เขาไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ เขาจะรู้สึกผิดมากที่ทำให้คนมารอเก้อ วันรุ่งขึ้นเขาจึงวิ่งไปเอ่ยขอโทษคนที่มารอไปตลอดทาง

พี่ตูนบอกว่า วิ่งครั้งนี้เขาได้ร้องเพลงมากกว่าขึ้นคอนเสิร์ตซะอีก เพราะมีเวทีเล็กเวทีน้อย รอให้เขาไปร้องเพลงด้วยตลอดทาง ไหนจะเต้นให้เด็กดูอีก วิ่งแล้วยังสร้างความสุขให้คนอีกมากมาย

จบการสัมภาษณ์แล้ว เรายังคุยกันต่อนิดหน่อย พี่ตูนผู้ชายผู้ซึ่งขี้อายและขี้เกรงใจกังวลเสมอว่า คนจะบอกเขาเป็นฮีโร่บ้าง อยากกราบเขาบ้าง เขาบอกว่า เขาไม่ได้เป็นคนดีอะไรขนาดนั้น อย่าเรียกเขาอย่างนั้นเลย เขาเป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์เท่านั้น…

ดีใจที่วันนี้ได้เห็นแววตาที่สดใส รอยยิ้มพิมพ์ใจ และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของพี่ตูนนะคะ

บทความก่อนหน้านี้ฉัตรสุมาลย์ : ตามรอยเท้าของพระถังซำจั๋งในซีอาน
บทความถัดไปอะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : MUSEUM OF KIRATI การตีความ ‘ข้างหลังภาพ’ ในมิติร่วมสมัย