ตัดงบ ‘เบี้ยคนชรา’ จ่ายเฉพาะคนจน วัดใจรัฐบาลใหม่หักประชานิยม ปล่อยคนแก่เดียวดาย!

“สังคมสูงวัย” เป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่หลายคนจับตามอง เนื่องจากมีผลกระทบทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ แม้ประชากรจะมีอายุยืนยาวมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะการันตีเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ คนอายุ 90-100 ปี คงไม่มีแรงเดินเหินได้สะดวก มีสายตาแย่ลง หรือมีโรคประจำตัว ทำให้มีข้อจำกัดในการทำงานมากขึ้น หารายได้ลดลง และการเสียภาษีลดลงตามไปด้วย

โดยปี 2565 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว คือ มีประชากรอายุ 60 ขึ้นไป ที่ 20% ของประชากรในประเทศ ลำดับต่อไปจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 28% ของประชากรในปี 2574

กลุ่มคนสูงวัยจึงเป็นภาระจำเป็นของรัฐบาล ที่ต้องหางบประมาณมาดูแล รัฐบาลจึงมีนโยบาย “เบี้ยยังชีพคนชรา” ดำเนินการตั้งแต่ปี 2552

“เบี้ยยังชีพคนชรา” ถูกบรรจุเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำที่รัฐบาลจะอุดหนุนเงินให้กับคนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในวันที่ 10 ของทุกเดือน จ่ายแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ ดังนี้ อายุ 60-69 ปี จะได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน อายุ 70-79 ปี จะได้รับเงิน 700 บาทต่อเดือน อายุ 80-89 ปี จะได้รับ 800 บาทต่อเดือน

และอายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน

 

ตลอดระยะเวลา 14 ปี รัฐบาลได้จ่ายเงินอุดหนุน “เบี้ยยังชีพคนชรา” มีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี จากอดีตรัฐบาลจัดสรรในแต่ละปีราว 5-6 พันล้านบาท ปัจจุบันใช้งบประมาณปีละ 6-7 หมื่นล้าน สอดคล้องกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น จากปี 2552 จำนวนผู้สูงอายุเพียง 1.82 ล้านคน เป็นในปี 2566 ที่ 11.21 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาวะสังคมผู้สูงอายุ

สถิติการจ่ายเงิน “เบี้ยยังชีพคนชรา” พบว่า ปีงบประมาณ 2564 มีผู้สูงอายุรวม 10.48 ล้านคน เบิกจ่ายงบประมาณไป 7.93 หมื่นล้านบาท ปีงบประมาณ 2565 มีจำนวนผู้สูงอายุ 10.91 ล้านคน เบิกจ่ายงบประมาณไป 8.23 หมื่นล้านบาท และ 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 (เดือนตุลาคม 2565-กรกฎาคม 2566) จำนวนผู้สูงอายุ 11.21 ล้านคน เบิกจ่ายงบประมาณไป 7.1 หมื่นล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2567 ได้ตั้งงบประมาณไว้สำหรับเบี้ยผู้สูงอายุวงเงิน 9 หมื่นล้านบาท มีแนวโน้มว่างบประมาณส่วนนี้จะทะลุถึง 1 แสนล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

รายจ่ายบานขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้รัฐมีอยู่อย่างจำกัด การจะเพิ่มรายได้ทำได้ยาก หรือหากเพิ่มได้ก็มีอัตราการขยายตัวไม่เท่ารายจ่ายที่เพิ่มอย่างก้าวกระโดด

ปัจจุบันรัฐบาลใช้งบประมาณแผ่นดินแบบขาดดุล ปีงบประมาณ 2565 ใช้ช่องว่างในการขาดดุลงบประมาณเพดานไปแล้ว และมีแผนจะลดการกู้เงินชดเชยการขาดดุลลง เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในอนาคต

ดังนั้น แนวนโยบายในอนาคตจึงต้องสอดคล้องไปกับการลดการขาดดุลงบประมาณด้วย ทั้งการหารายได้เพิ่ม อย่างที่กล่าวไปว่าไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องทำการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ซึ่งรายจ่ายรัฐบาลปัจจุบันใช้ไปกับสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่แรงงาน ข้าราชการ การรักษาโรค การศึกษา การดูแลคนพิการ และการดูแลผู้สูงอายุ

แต่การดูแลผู้สูงอายุนั้น ปัจจุบันยังเป็นนโยบายแบบถ้วนหน้า คือ การจ่าย “เบี้ยยังชีพคนชรา” ให้กับคนไทยทุกคนที่มีอายุเกณฑ์ 60 ปีขึ้นไป

 

ล่าสุด กระทรวงการคลังเตรียมแนวทางลดรายจ่ายเพื่อดูแลฐานะการคลังให้มีความยั่งยืนเสนอต่อรัฐบาลใหม่

หนึ่งในแนวทาง คือ ปรับลดรายจ่ายสวัสดิการ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความซ้ำซ้อนอย่าง “เบี้ยยังชีพคนชรา” เพราะนอกจากการจะจ่ายเบี้ยถ้วนหน้าแล้ว นโยบายดูแลผู้สูงอายุยังมีอีกหลายรูปแบบ อาทิ การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได การจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก เงินสงเคราะห์ในการจัดทำศพ กองทุนผู้สูงอายุ และการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นต้น ซึ่งมองว่าอาจจะเป็นการให้สวัสดิการที่ซ้ำซ้อน

กระทรวงการคลังจึงศึกษาแนวทางเลือกจัดสรรเบี้ยผู้สูงอายุไว้หลายแนวทาง อาทิ การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้ารายละ 3,000 บาท ตามนโยบายพรรคการเมืองที่หาเสียงในปัจจุบัน รัฐจะมีภาระรายจ่ายต่อปีเกือบ 2 แสนล้านบาท แต่หากใช้แนวทางการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า อัตราเดิมแบบขั้นบันไดที่ 600, 700, 800, 1,000 บาท รัฐมีภาระรายจ่ายอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาทต่อปี

แต่หากปรับปรุงสวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุใหม่ โดยใช้เกณฑ์คัดเลือกช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือมีรายได้น้อย จะช่วยให้รัฐบาลลดการใช้จ่ายงบประมาณได้มากขึ้น ปัจจุบันผู้สูงอายุที่อยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 5 ล้านคน

ดังนั้น ถ้าจ่ายในอัตราเดิมแบบขั้นบันได รัฐจะมีภาระรายจ่ายต่อปีที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท หรือลดลงราว 50% จากรายจ่ายดังกล่าวในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ดี คงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกนาน เมื่อสิ่งที่คลังเสนอ ไม่ได้สนองนโยบายของพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง 2566 ที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในแนวทางประชาชนนิยม อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ ปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาท เท่ากันทุกช่วงอายุ จากปัจจุบันให้เป็นขั้นบันได 600-1,000 บาท

ด้านพรรคพลังประชารัฐอัดฉีดมากที่สุด ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในบัตรสวัสดิการผู้สูงอายุแบบขั้นบันได ด้วย “นโยบาย 3 4 5 และ 6 7 8” โดยผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน อายุ 70 ปีขึ้นไปจะได้รับ 4,000 บาท/เดือน และอายุ 80 ปีขึ้นไปจะได้รับ 5,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่ขั้วตรงข้ามอย่างพรรคก้าวไกล มีนโยบายเพื่อผู้สูงอายุจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาท ภายในปี 2570 เพื่อยกระดับรายได้ของผู้สูงอายุให้พ้นเส้นความยากจน และพรรคไทยสร้างไทยประกาศนโยบายว่าจะเพิ่มเบี้ยชราภาพให้แก่ผู้สูงอายุทุกคนเป็นเดือนละ 3,000 บาท

ส่วนแกนนำตั้งรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยไม่ได้ให้ในรูปแบบเงิน แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพของ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ผู้สูงอายุสามารถใช้บริการโรงพยาบาลใกล้บ้าน แต่ยังไม่รู้ว่าพรรคที่จะร่วมนโยบายเป็นใคร และใครจะมาดูกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ทำหน้าที่อัดฉีดมาตรการให้ประชาชน

เทียบนโยบายพรรคการเมือง ล้วนแต่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม สวนทางแนวคิดของกระทรวงการคลัง ที่มีไอเดียลดรายจ่ายสวัสดิการลง

สุดท้ายคงต้องหาจุดลงตรงกลางระหว่างคลังที่เป็นห่วงการใช้งบประมาณ และกับนโยบายประชานิยม

เพราะนอกจากเบี้ยคนชราแล้ว พรรคการเมืองยังประกาศอัดฉีดเม็ดเงิน ทั้งจ่ายคนจน คนทำงาน โดยไม่ขึ้นภาษี

วัดใจกระทรวงการคลัง-รัฐบาลชุดใหม่ ว่าข้อเสนอ “เบี้ยคนชรา” จะจบลงที่ไหน จะกล้าปล่อยให้คนสูงวัยในไทยพึ่งพาตนเองตอนบั้นปลายชีวิตหรือไม่