เสียงจากควายนอกนา | คำ ผกา

คำ ผกา

อภินิหารตุลาการภิวัฒน์สำแดงอำนาจของมันอีกครั้งหลังจากที่ทำให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่พร้อมๆ กับทำให้การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ซ้ำ เท่ากับการเสนอญัตติซ้ำ ทำให้ไม่สามารถเสนอชื่อพิธาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้อีก และทำให้ก้าวไกลต้องมอบหน้าที่การจัดตั้งรัฐบาลในขั้วเดิม 8 พรรคให้กับเพื่อไทย

โจทย์ทางเทคนิคคือ เพื่อไทยมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ฝั่ง 188 เสียง มี 5 คน ถ้าเสนอแคนดิเดตจากเพื่อไทยแล้วได้เสียงไม่ถึง 376 เสียงก็ถือว่าฝั่ง 8 พรรคร่วมหมดสิทธิ์เสนออีก เว้นแต่มีคำวินิจฉัยอะไรออกมาใหม่ หากเป็นเช่นนั้น พรรคลำดับสามจะมีความชอบธรรมที่จะตั้งรัฐบาลแม้จะมีเสียงไม่ถึง 188 แต่พวกเขารู้ว่า 250 เสียง ส.ว.จะโหวตให้ได้เป็นนายกฯ

สิ่งที่จะเป็นตามหลักสากลโลกคือ รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะบริหารประเทศไม่ได้ นำไปสู่การยุบสภา ลาออก เลือกตั้งใหม่ในที่สุด

แต่อย่าลืมว่ากลไกของฝ่ายเขาคือ “อภินิหารตุลาการ” ที่อาจสำแดงออกมาในรูปของการยุบพรรคก้าวไกล หรือแม้แต่ยุบพรรคเพื่อไทย หรือการซื้อตัว ส.ส.จากอีกขั้วมาเติมเสียงเป็น “งูเห่า”

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมด้วยว่าตราบเท่าที่ไม่มีรัฐบาล ไม่มีนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็รักษาการนายกฯ ไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับที่ฝ่าย 188 เสียงจะอ้างว่า โหวตเตอร์ของเขาต้องการให้เขาไปแก้ปัญหาให้ประชาชนแล้ว เขาจะมานั่งแขวนรอ 8 พรรคที่ล้มเหลวในการตั้งรัฐบาลและโหวตนายกฯ ไปเรื่อยๆ ไม่ได้

 

ส่วนพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้รับผิดชอบเสนอชื่อนายกฯ ก็ทำการเชิญทุกพรรคมาหารือ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ทุกพรรคสามารถร่วมงานและหรือโหวตให้นายกฯ จากพรรคเพื่อไทยได้ แต่มีเงื่อนไขคือ

หนึ่ง ไม่มีก้าวไกล

สอง ไม่มี 112

การขยับเพื่อหารือขอเสียงและชักชวนพรรคเช่นภูมิใจไทยมาร่วมรัฐบาลส่งผลให้เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยถูกกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้วว่าเหยียบย่ำประชาชน แย่งตำแหน่งของพรรคอันดับหนึ่ง ไปชนแก้วระริกระรี้กับลูกสมุนเผด็จการ

ยิ่งการมาของธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคพลังประชารัฐ และตัวแทนจากพรรครวมไทยสร้างชาติเข้ามา ก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ (อ้างอิงตามเสียงอันดับหนึ่งของพรรคก้าวไกล) เชื่อไปแล้วว่าเพื่อไทยจะ “ถีบก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน” แล้วเข้าร่วมรัฐบาลกับขั้วที่เคยเป็นนั่งร้านเผด็จการ

ม็อบวันอาทิตย์สี่แยกอโศกจึงเป็นม็อบประณามเพื่อไทยไปโดยปริยาย

และยังมีกลุ่มทะลุวังที่ไปบุกพรรคเพื่อไทยอย่างเกรี้ยวกราด ที่ตัวฉันเองเห็นว่า พวกเขาควรเกรี้ยวกราดกับศาลรัฐธรรมนูญ หรือไปใช้ความเกรี้ยวกราดที่พรรคภูมิใจไทยบ้าง เพื่อไม่ให้ดูเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะพรรคเพื่อไทยเพิ่งเริ่มเจรจา ยังไม่ได้ตกปากรับคำหรือข้ามขั้วไปไหนเลยแท้ๆ ทำไมจึงมาเกรี้ยวกราดกับเพื่อไทยถึงขนาดนั้น

แต่คิดๆ ไปก็เข้าใจได้ เพราะมาบุกพรรคเพื่อไทยปลอดภัยที่สุด สะดวกที่สุด ความเสี่ยงน้อยที่สุด และน่าจะได้รับการสรรเสริญเยินยอจากผู้คนที่โกรธล่วงหน้าแล้วว่าเพื่อไทยทรยศต่อคำมั่นสัญญา

ตบท้ายด้วยบทสรุปแสนคลาสสิคคือพาทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน

 

ถามว่า ถ้าเพื่อไทยพลิกขั้วไปจับมือกับฝ่าย “นั่งร้านเผด็จการ” จริง ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ราคาแพงมาก นั่นคือ แม้จะผ่านการรัฐประหารมาสองครั้ง เป็นพรรคที่ถูกกระทำทางการเมืองอย่างอยุติธรรมมาโดยตลอด ก็ไม่อาจชดเชยกับข้อหา “ละทิ้งมวลชน”

และยิ่งก้าวไกลเดินหน้ายืนหยัดในอุดมการณ์ ไม่ตระบัดสัตย์ ไม่จับมือกับขั้ว “เผด็จการ” (แม้เขาจะผ่านการเลือกตั้งมา) เดิมพันนี้เพื่อไทยต้องแลกระหว่างเป็นรัฐบาลและอาจไม่ได้เป็นอะไรอีกเลยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ถามว่า ถ้าเพื่อไทยเลือกอยู่กับก้าวไกล จับมือกันเป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็ถูกโจมตีอยู่ดีจากนักวิชาการ ปัญญาชน สื่อมวลชน เอ็นจีโอ แอ็กติวิสต์ ศิลปิน โหวตเตอร์ก้าวไกลผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานว่า เป็นพรรคคนแก่ พรรคเลอะเทอะ สู้ไปกราบไป ถ้าไม่ด่าดักทางไว้ป่านนี้ไปสมสู่กับเผด็จการแล้ว นี่ฝืนใจมาเป็นฝ่ายค้าน กระไรคงจะหาทางไปเป็นรัฐบาลให้ได้

พูดอย่างหยาบๆ ฉันคิดว่า ณ จุดนี้ เพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลก็โดนประณาม

ยอมทอดกายเป็นนางทาสข้างก้าวไกลก็โดนหยิกสลับกับลูบหลัง

ถูกสื่อ “ช่วล” เมกฟันว่าอีบ้านนอก และใช้วิธีหยิบ ส.ส.บางคนในพรรคมาอวย เพื่อให้ ส.ส.ที่เหลือในพรรคดูเป็นขี้เหลวแป๋ว

ขณะเดียวกันก็ยำตัวเองให้ดูเหมือนสื่อที่เป็นกลางและมีใจเป็นธรรม

 

นี่คือชะตากรรมที่พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญ และฉันก็ไม่รู้ว่าพรรคจะเลือกทางไหน ซึ่งฉันคงเคารพทั้งสองทาง แต่ที่น่าสนใจมากกว่าอนาคตของพรรคเพื่อไทยคือลักษณะของสังคมไทย

ฉันควรจะดีใจใช่ไหม ที่ตอนนี้สังคมไทยตาสว่างแล้ว

ใช่ ฉันดีใจมากที่นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 การเลือกตั้งปี 2566 สังคมไทยมีฉันทามติชัดเจนผ่าน 14 ล้านเสียงและผ่าน 10.9 ล้านเสียง ที่เลือกพรรคเพื่อไทยว่า นี่คือการแสดงเจตจำนง “ต่อต้านรัฐประหาร”

ยิ่งไปว่านั้น เฉพาะ 14 ล้านเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกลได้ประกาศเจตจำนงเรื่งการปฏิรูปสถาบัน กองทัพ และการเมืองเชิงโครงสร้าง เป็นสามประเด็นที่ไม่มีใครคิดว่าจะครองเสียงอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งได้

แต่ฉันดีใจได้ไม่ทั้งหมดและมีความสะเทือนใจมากกว่าตรงที่ ฉันทามตินี้ไม่ได้มาพร้อมความเข้าใจการเมืองระบบรัฐสภา มิหนำซ้ำยังสถาปนา 14 ล้านเสียงของตนเองเป็น “ประชาธิปไตยที่ถูกต้องสูงส่ง” กว่าของคนอื่น เช่น เมื่อรัฐบาลประยุทธ์หมดเทอม มีการเลือกตั้ง พวกเขาที่เคยเป็นนั่งร้านเผด็จการลงเลือกตั้ง ใช่ เราผู้รักประชาธิปไตยหวังว่าพวกเขาจะสอบตก หรือได้เสียงน้อยมาก แต่พวกเขายังคงได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมาถึง 188 ที่นั่ง ส.ส.

ถามว่า เราจะเพิกเฉยต่อ 188 เสียงได้ไหม?

คำตอบของฉันคือ ไม่ได้ เพราะ 188 เสียงนี้มากพอที่จะมีอำนาจต่อรองทั้งในการตั้งรัฐบาล ทั้งในการเลือกนายกฯ ในกติกาที่บิดเบี้ยวนี้ เราด่ากติกาที่บิดเบี้ยวอย่างไรก็ได้ แต่เราไม่อาจดูถูกหรือไม่เห็นหัวของคนที่เลือก ส.ส. 188 คนที่มาได้เลยว่าไร้ค่า ต่ำตม โง่ งมงาย รับเงิน เห็นแก่ผลประโยชน์

บลา บลา บลา

 

มันน่าเสียใจสำหรับฉันที่เราสู้เรื่อง “คนเท่ากัน” สุดท้ายเรากลับมาติดกับดัก “เสียงคุณภาพ” เพียงแต่เปลี่ยนจาก” สามแสนเสียงคุณภาพ” มาสู่ “สิบสี่ล้านเสียงคุณภาพ” ไม่นับ และสุดท้ายก็ไม่เข้าใจว่า 151 เสียงนั้นเป็นเสียงอันดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ “เสียงข้างมากในสภา”

มีแม้กระทั่งคนไปยกตัวอย่าง นักเรียนเอ สอบได้คะแนนสูงสุดแต่ครูบอกว่าคนที่ได้ที่สองกับที่สิบเอาคะแนนมารวมกันแล้วได้มากกว่าที่หนึ่ง

อ่านแล้วกุมขมับ เพราะการนับเสียงในสภา ไม่ใช่คะแนนสอบ การนับเสียงในสภา นับแค่ใครรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง คนนั้นได้บริหารประเทศ

ถ้า 151 เสียงรวมเสียงไม่สำเร็จ ก็จะกลายเป็นเสียงส่วนน้อย

ถามว่า แล้วทำไม 151 เสียงจะกลายเป็นเสียงส่วนน้อย ก็เพราะ 141 เสียงที่เป็นที่สอง เขาอาจจะแค่ “ไม่แฮปปี้ในการทำงานร่วมกับคุณ” คำว่าไม่แฮปปี้ก็คือไม่แฮปปี้ ไม่แฮปปี้เพราะพูดไม่รู้เรื่อง ดีลยาก เยอะ ลำไย หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ของพรรค 151 สูงเกินไป ดีเกินไป

พรรค 141 อาจจะหน้ามืด สูญพันธุ์ก็สูญพันธุ์ช่างแ-ง แต่ทนความลำไย ความหล่อ ความเท่นี้ไม่ได้จริงๆ ขอไปอยู่กับ “น้ำเน่า” แล้วก็ให้สูญพันธุ์ไปจบๆ หากเกิดซีนนี้ 141 ก็จะไปบวกกับ 188 ก็จะกลายเป็น 329 กลายเป็นเสียงข้างมาก ไม่เกี่ยวกับสอบได้ที่หนึ่งหรือได้เอบวกอะไรเลย

ถ้าจะด่าพรรค 141 ว่าไร้อุดมการณ์อะไรก็ด่าไปเถอะ แต่ถ้าเขาไปบวกกับ 188 มันจะกลายเป็นขั้วเสียงข้างมากมาจริงๆ แต่มันอยู่ได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่อง มันจะถูกสาปไปเจ็ดชั่วโคตรหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง

ถ้าพรรค 141 ถูกสาป สูญสลายหายไปปิดกิจการ ก็น่าลุ้นว่า 14 ล้านเสียงคุณภาพจะกลายเป็น 20, 25, 30 ล้านเสียงคุณภาพ เลือกพรรคก้าวไกลถล่มทลาย เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยการเมืองใหม่คนคุณภาพสมใจ

หรือ 14 ล้านเสียงคุณภาพจะกลายเป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์

ขั้วการเมืองเก่าเป็นรัฐบาล แพคกันแน่นหนึบ มีองค์กรอิสระ ตุลาภิวิฒน์ เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก และคนไทยก็อยู่กับเผด็จการยาวๆ แบบกัมพูชา มีการเรียกร้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็น “วรรณกรรม” หล่อเลี้ยงความหวัง ความฝันของคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และเรียกตัวเองว่าสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ โกรธ แก่ และตายไป

ฉันในฐานะควายเพื่อไทย เสียงก็คงอยู่เคียงข้างการสาบสูญนั้นเงียบๆ