อนุสรณ์ ติปยานนท์ : My Chefs (13) สถานีรถไฟวารินชำราบ

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

My Chefs (13) สถานีรถไฟวารินชำราบ

เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว แต่ร้านกาแฟที่สถานียังเปิดให้บริการอยู่

หญิงวัยกลางคนที่ร้านกาแฟแห่งนั้นไม่มีลักษณะคล้ายดังบาริสต้าชื่อดัง และถึงแม้เธอจะเป็นเช่นนั้น แต่อุปกรณ์ที่ใช้ชงกาแฟซึ่งจัดวางอยู่บนโต๊ะหน้าร้านก็ไม่อาจทำให้เชื่อได้ว่าเธอจะชงกาแฟที่ได้รับการยอมรับออกมาได้

อย่างไรก็ตาม กระป๋องกาแฟเม็ดแบบโบราณที่วางอยู่พร้อมด้วยถุงชงกาแฟเก่าคร่ำคร่าบ่งบอกเวลาการใช้งานมาเนิ่นนานก็มีแรงดึงดูดพอที่จะทำให้ผมนั่งลงที่เก้าอี้อะลูมิเนียมหน้าร้านของเธอ

หลังเหตุการณ์ 9-11 หรือเหตุการณ์วันที่สิบเอ็ดกันยายน ปี 2001 เหมือนเป็นกฎเกณฑ์ส่วนตนว่าทุกครั้งที่ผมพบกับร้านขายกาแฟโบราณไม่ว่าที่ใดก็ตาม ผมจะตรงไปใช้บริการที่ร้านแห่งนั้น

เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอีกหลายที่ในประเทศไทย วัฒนธรรมการชงกาแฟแบบดั้งเดิมที่ใช้เพียงน้ำร้อน เม็ดกาแฟบดและถุงชงกาแฟยังคงดำรงอยู่

และในสถานที่แห่งนั้นนอกจากจะมีกาแฟแล้วมันยังมีเรื่องเล่าจำนวนมหาศาลอีกด้วย

การเกิดขึ้นของกาแฟแบบทรีอินวัน Three in One หรือกาแฟฉีกซองผสมน้ำร้อนทำลายการชงกาแฟแบบดั้งเดิมเหล่านี้ไปอย่างช้าๆ ครั้งหนึ่งกาแฟสำเร็จรูปได้ย่ำยีมัน แต่การมีน้ำตาลและนมข้นเตรียมไว้ก็ยังทุเลาการย่ำยีเหล่านี้ได้ไม่มากก็น้อย

แต่เมื่อกาแฟทรีอินวันยาตราตนเองไปทุกที่ กาแฟที่มีนมข้นนอนนิ่งสนิทเริ่มหายสาปสูญไป

เราหลงเหลือเพียงคนที่ต้องการกาแฟในยามเช้า ไม่ใช่คนที่ต้องการอนุรักษ์กาแฟแบบเดิม

ที่ปีนัง ร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่งในถนนจูเลียเป็นร้านที่ผมพึ่งพาเสมอเมื่อไปเยือน

ชายชราผู้ชงกาแฟคนนั้นแต่งกายในชุดแบบเดิมกับที่ผมเคยพบเห็นในวัยเด็ก เสื้อยืดสีขาว คอกลม เนื้อผ้าบาง พาดผ้าขนหนูสีขาวไว้กับไหล่ มีหม้อน้ำร้อนที่วางกาสองกาไว้บนเตา เป็นการสำรองน้ำร้อนไม่ให้ขาดช่วง เมื่อมีผู้สั่งกาแฟ

เขาจะดึงถุงกาแฟที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วจากข้างเตา เปิดกระป๋องอะลูมิเนียมที่มีเม็ดกาแฟหยาบสีน้ำตาลแก่ขึ้น เทมันลงไปในถุงกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมก่อนที่จะนำแก้วก้นแคบที่มีนมข้นนอนก้นมารองรับน้ำกาแฟที่เกิดจากการไหลผ่านของน้ำร้อนลงไปในถุงกาแฟแล้วใส่ช้อนอะลูมิเนียมตามลงในแก้ว

พิธีกรรมนี้จะไม่เสร็จสมบูรณ์หากไม่มีแก้วน้ำชาวางเคียงมา

ผู้ดื่มจะคำนวณความหวานของกาแฟตนเองผ่านทางการคน หากคนจนนมข้นนั้นเป็นเนื้อเดียวกับกาแฟ รสชาติของกาแฟจะหวานจัด

แต่หากคนเพียงน้อย กาแฟจะมีรสขมเข้มข้น

หลังจากนั้น สิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องกับกาแฟจะตามมา อาจเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า หรือกระดานหมากรุก

ในเวียดนาม หมากรุกจีนคือสิ่งที่คู่กับกาแฟ

ร้านกาแฟในเว้ตั้งอยู่ริมถนน เป็นเพียงหาบจากแม่ค้าคนหนึ่ง ทุกคนจะเดินมาดึงเก้าอี้เตี้ยที่ทำจากพลาสติกไปหามุมส่วนตัว แก้วกาแฟจะถูกวางลงบนเบื้องหน้ากับพื้นทางเดิน ก่อนที่บางคนจะจุดบุหรี่ขึ้นสูบกลั้วกาแฟ

และบางคนเดินหมากรุกจีนที่อาจกินเวลานับสิบแก้วกาแฟ

เกมหมากรุกจีนครั้งนั้นเป็นเกมที่น่าสนใจ ผมจำได้ว่าผู้เล่นเป็นชายชราสองคน พวกเขาเริ่มด้วยการแกะกระดาษตารางในกล่องเล็กๆ ออก วางตัวหมากกับพื้นถนนแล้วเริ่มต้นการประลองปัญญา

ในเกมแรกชายชราผู้มีผมสีขาวโพลนเป็นฝ่ายชนะ

ในเกมที่สองชายชราในชุดเสื้อลายตารางพลิกกลับมาเอาคืน ลูกค้าคนอื่นในร้านกาแฟลากเก้าอี้ไปล้อมเป็นวง แม้แต่ผมเองก็จำต้องยอมวางหนังสือประวัติพระราชินี นัม เฟือง ที่เพิ่งได้มาและลุกจากเก้าอี้ไปจ้องมองการปะทะเช่นนั้น

เงินเดิมพันถูกทยอยวางลงข้างๆ ผู้เล่น ในขณะที่ผู้เล่นเริ่มตกอยู่ภายใต้ภวังค์ขึ้นทุกขณะ

เกมที่สาม สี่ ห้า และหก ดำเนินไป แดดร้อนแรงขึ้นทุกขณะ เกมแห่งหมากรุกดำเนินไปเกือบชั่วโมงครึ่งในที่สุดชายชราที่ใส่เสื้อลายตารางเป็นคนชนะ

เขาเก็บตัวหมก พับกระดานกระดาษ ลุกขึ้นจากเก้าอี้หรือม้านั่งเตี้ยและเดินจากไป

ในขณะที่ชายชราผมขาวโพลนดึงเก้าอี้ของเขากลับไปที่ผนังอาคาร พิงกายกับผนัง จุดบุหรี่ขึ้นสูบและหลับตาลงอย่างช้าๆ ผู้ชมนั้น เก็บเงินที่ได้จากการพนันขันต่อใส่กระเป๋า

ในเวลาไม่ถึงสิบนาที ร้านกาแฟชั่วคราวแห่งนั้นกลับคืนสู่ความปกติ

การดื่มกาแฟในลักษณะดังกล่าวมีความโดดเด่นในเรื่องความสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน

วัฒนธรรมการดื่มกาแฟและนั่งร้านกาแฟแบบเดิมในดินแดนแถบนี้มีหลายสิ่งที่เรียกว่าสายใย

เราอาจไม่รู้จักเพื่อนร่วมวงกาแฟ แต่เรารู้จักผู้ชงกาแฟเป็นอย่างดี เขาเป็นใคร มีครอบครัวเช่นไร อายุเท่าไร

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามัญธรรมดาในสำนึกของผู้ร่วมวงกาแฟ

หลายปีก่อน ผมเคยใช้เวลาอยู่ในโกตาบารู มาเลเซีย ราวสองอาทิตย์ ในดินแดนมุสลิมเช่นนั้น มีศูนย์อาหารกลางอยู่แห่งหนึ่งที่ดำเนินกิจการโดยคนจีน ที่ตลาดแห่งนั้น นอกจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเบียร์ซึ่งหาซื้อได้ยากยิ่งแล้ว ยังมีร้านกาแฟหนึ่งร้านที่ตั้งขายเคียงคู่กับร้านขายบุหรี่ ตัวร้านเปิดตั้งแต่เวลาตีห้า และปิดลงในเวลาบ่ายสาม

ชายผู้เป็นเจ้าของร้านกาแฟมีอายุราวเจ็ดสิบปี ร้านของเขาเป็นร้านที่ไม่เคยร้างราจากผู้เป็นลูกค้า การค้นพบศูนย์อาหารแห่งนั้นคือการค้นพบร้านกาแฟของเขาเพราะว่ามันเป็นร้านเดียวที่แทบจะไม่มีเก้าอี้ว่างอยู่เลย

กิจการของเขาวุ่นวายตลอดวัน ในช่วงเช้า ลูกค้าที่เป็นชาวจีนจะนั่งทอดหุ่ยพูดคุยกันถึงข่าวสารจากหนังสือพิมพ์

ในช่วงบ่ายลูกค้าชาวมุสลิมจะอุดหนุนน้ำชาของเขาที่มีตั้งแต่ชานม ชามะลิ กาแฟเย็น

หลังเวลาสี่โมงเย็น เมื่อร้านของเขาปิดลง ศูนย์อาหารแห่งนั้นจะเงียบเหงาลงถนัดตา แรงดึงดูดจากร้านกาแฟของเขาไม่ใช่เพียงแค่รสจากกาแฟ (ซึ่งดีเลิศอย่างไม่น่าเชื่อ เขาบอกว่าใช้เม็ดกาแฟพื้นๆ จากซาราวัค ซึ่งผมยากจะเชื่อ) แต่เป็นมิตรภาพและความผูกพันที่เขามอบให้กับลูกค้าด้วย

ในครั้งแรกที่ผมไปเยือนร้านกาแฟของเขานั้น ผมคาดว่าตนเองคงใช้เวลาที่นั่นราวหนึ่งชั่วโมง

แต่กลิ่นกาแฟและกลิ่นบุหรี่ที่แฝงกานพลูซึ่งนิยมสูบกันในพื้นที่เหล่านั้นทำให้ผมอ้อยอิ่งอยู่

ผมดึงเอาสมุดจดออกจากเป้ จดโครงเรื่องของนวนิยายเรื่องต่อไปที่คิดขึ้นได้และลงมือทำงานในที่สุด

ชายผู้เป็นเจ้าของร้านแทนที่จะแสดงอาการหงุดหงิดหรือขัดเคือง เขากลับแวะเวียนมาเติมน้ำชาร้อนในกาให้ผมแทบทุกสี่สิบนาที

จากวันที่หนึ่งไปสู่วันที่สอง จากวันที่สองไปสู่ทุกๆ วัน เมื่อกาแฟในแก้วของผมหมด ผมจะสั่งแก้วต่อไปในไม่ช้า

เมื่อตกถึงเวลาบ่าย ผมจะเปลี่ยนจากกาแฟร้อนเป็นกาแฟเย็น จากไม่มีบทสนทนา กลายเป็นบทสนทนาอันยืดยาว

เมื่อเขารู้ว่าผมมาจากประเทศไทย เขาเริ่มต้นเล่าถึงญาติของเขาคนหนึ่งที่ตัดสินใจโยกย้ายตนเองไปทำงานที่นราธิวาสและมีครอบครัวที่นั่น

เขาเล่าว่าแม้จะอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย แต่เขากลับเคยมาที่นี่เพียงแค่ครั้งเดียว ไม่นับว่ากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่เขาอยากไป ภรรยาของเขาเสียชีวิตแล้ว ลูกสาวทั้งสองคนแต่งงานไปอยู่ที่เคแอล หรือกัวลาลัมเปอร์ พวกเขาจะพาหลานมาเยี่ยมพ่อหรือเตี่ยในช่วงปีใหม่หรือตรุษจีน พ้นจากนั้นแล้วเขาจะอยู่เพียงลำพัง

เพียงลำพังกับร้านกาแฟของเขา

“พอมาทำร้านกาแฟแล้ว” เขากล่าว “ผมก็แทบไม่ได้เดินทาง เรื่องราวทั้งหมดในโลกก็รับรู้ผ่านบุคคลอื่น แต่ก็สนุกดี แต่ละวันคนที่แวะเวียนมามีเรื่องที่หลากหลาย บางคนก็โศก บางคนก็สุข บางคนก็กลายมาเป็นเพื่อน บางคนก็เพียงผ่านทางมา อย่างคุณเป็นต้น”

ว่าแล้วเขาก็หัวเราะอย่างเบิกบาน

ผมอำลาร้านกาแฟของเขาหลังจากที่งานเขียนที่ตั้งใจสำเร็จลุล่วง (อันได้แก่เรื่องสั้นเรื่องแมว ในหนังสืออาคเนย์คะนึง)

ผมมอบเม็ดกาแฟที่ซื้อมาจากสุไหงโกลกให้เขา “ดื่มเองนะ อย่าเอาไปขายให้ใคร” เขายิ้ม “จนกว่าเราจะพบกันอีก”

ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับไปที่โกตาบารูอีกครั้ง ร้านกาแฟของเขาเป็นสถานที่แรกที่ผมตรงไปเยือน

แต่แทนการได้พบกับเขา ผู้เป็นเจ้าของร้านแห่งนี้กลับเป็นหญิงวัยกลางคนแทน

ผมสั่งกาแฟจากที่ร้าน นั่งรอว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้น

หญิงคนนี้อาจเป็นลูกจ้าง อาจเป็นคนช่วยงานเขาก็เป็นได้ เขาน่าจะมีอายุใกล้แปดสิบแล้วยามนี้และการทำงานคนเดียวอาจไม่ดีนัก ผมคิด

แต่ไม่ใช่ ชายผู้นั้นไม่ได้ปรากฏตัวจนหมดวัน ในที่สุดผมตัดสินใจถามชายเจ้าของร้านขายบุหรี่ “หลิวไม่ขายกาแฟแล้ว”

ชายคนนั้นบอกผม “เขาหกล้มที่ร้าน เป็นอัมพาต ต้องนอนรักษาตัวที่บ้านอยู่พักใหญ่ ในที่สุดลูกสาวมารับเขาไปอยู่ด้วย ร้านกาแฟเขาเปลี่ยนมือ เสียดายผมก็คิดถึงกาแฟของเขามากเหมือนกัน หาคนที่ชงกาแฟอย่างเขาได้ยากเหลือเกิน”

ชายผู้เป็นเจ้าของร้านบุหรี่ก้มหน้าจดตัวเลขลงบนกระดาษให้กับผม “นี่เบอร์โทรศัพท์ของลูกสาวเขาที่เคแอล คุณลองโทร.ไปหาแกสิ แกน่าจะดีใจ”

ผมใช้โทรศัพท์สาธารณะโทร.ไปที่เบอร์ ลูกสาวของเขาเป็นคนรับสาย เมื่อผมแจ้งว่าผมเป็นลูกค้าร้านกาแฟของแก ลูกสาวตอบว่า

“แกสบายดี กำลังเริ่มหัดเดิน ขอบคุณคุณมากที่ห่วงใย”

นั่นคือคนชงกาแฟหรือเจ้าของร้านกาแฟคนหนึ่งที่ผมผูกพัน

อีกคนหนึ่งนั้นคือ ลุงสาลี แห่งตลาดดาวเรืองที่ปากเซ การที่ตลาดดาวเรืองเป็นชุมทางรถโดยสารก่อนเดินทางไปจุดอื่นในเขตลาวใต้ ทำให้ผมพบร้านของลุงในการเดินทางครั้งหนึ่งเพื่อลงไปอัตตะปือ

จากการสนทนาครั้งหนึ่งไปสู่การสนทนาครั้งต่อไป จากปากเซสู่ปากซ่อง จากปากเซสู่ดอนโขง จากปากเซสู่เซกอง สู่สะตรึงเตร็ง ผมจะหาโอกาสไปกินกาแฟของลุง พูดคุยกับลุง ชีวิตของลุงสาลีน่าตื่นเต้น

ในวัยหนุ่มลุงทำงานให้กับกองทัพสหรัฐ หลังจากนั้นพลิกตนเองไปร่วมกับนายพลกองแล และพลิกตนเองอีกครั้งเข้าร่วมกับกองทัพปลดปล่อย

ลูกของลุงสาลีหลายคนแต่งงานไปอยู่เมืองหลวงคือเวียงจันทน์ ลุงอยู่คนเดียวกับภรรยา กับความหลังและกับร้านกาแฟ

การต้องอยู่ในกองทัพและการรบอันยาวนานทำให้ลุงสาลีมีบุหรี่ไม่ต่างจากนิ้วมืออีกนิ้ว

ลุงสาลีคีบบุหรี่ตลอดเวลาการทำงาน เว้นแต่ในช่วงที่ไม่อาจทำเช่นนั้นได้

ลุงสาลีอาจจำผมไม่ได้ในตอนแรก แต่เมื่อเท้าความสักพัก ลุงสาลีจะอุทานออกมาว่า “อ้อ จำได้ละ ยังเขียนหนังสืออยู่ไหม เขียนเรื่องลุงบ้างสิ บ่ายๆ ก็ได้ ร้านคนว่างมานั่งคุยกัน”

คำเชิญชวนที่ว่านี้หมายถึงผมต้องเลื่อนการเดินทาง บทสนทนาของลุงสาลีจะเริ่มต้นด้วยชีวิตวัยเด็กที่เชียงขวางก่อนจะเข้ารบและมาได้เมียที่ปากเซ

ผมถามว่าลุงสาลีเคยยิงใครไหมในการรบ “เคยสิ แต่ไม่โดนหรอก เวลาฝึกเพียงแค่นั้นจะเอาความแม่นยำจากไหน รบกันไปทำไมไม่รู้ แต่ก็รบไปแล้ว”

ก่อนที่ลุงจะจุดบุหรี่ขึ้นสูบและชงกาแฟอีกแก้วที่ก้นแก้วเต็มไปด้วยนมข้นตรามะลิซึ่งมาจากไทยอันเป็นยี่ห้อโปรดของลุงให้ผม

“กินกาแฟก่อน ตาแข็งแล้วจะได้คุยกันสนุก”

มิตรภาพเช่นนั้นเองที่ผมพบจากร้านกาแฟ

ผมหลงใหลในกาแฟที่มีนมข้นซึ่งมีชื่อเรียกขานทั่วไปแล้วว่ากาแฟโบราณ

แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นกาแฟโบราณเลย มันเป็นกาแฟแก้วที่ยังมีชีวิต มีชีวิตที่เต้นเร่าในความรู้สึกของผม

เมื่อ ฮันฮีจุน หญิงสาวที่ผมเขียนถึงในลอนดอนกับความลับในรอยจูบ มาที่ร้านอาหาร MJU เป็นครั้งแรกนั้น

เธอร้องขอกาแฟโบราณเช่นนี้เอง

และผมเป็นคนชงกาแฟแก้วนั้นให้เธอ

และเราเริ่มต้นมิตรภาพจากกาแฟแก้วนั้นเอง

บทความก่อนหน้านี้นิธิ เอียวศรีวงศ์ : วัฒนธรรมของอำนาจ
บทความถัดไป“เพชร” พัลวัน : หน้า 8