บิ๊กตู่ลุ้น! จัดโผ ‘นายพลสีกากี’ ก.ตร.เลื่อนเคาะ ‘เกณฑ์แต่งตั้ง’ รองผบก.-สว.โดนย้าย ‘วีโต้’ ได้

เป็นช่วงรอยต่อรัฐบาลรักษาการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ ร่วมกับอีก 7 พรรค คาดการณ์กันว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 น่าจะยืดเยื้อ เนื่องจากมีด่าน 250 ส.ว. และ “ปม” ถือหุ้นไอทีวี รวมทั้งอีกหลาย “ปม” ที่บรรดานักร้องยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติหัวหน้าพรรคก้าวไกล

การประเมินฉากทัศน์ดังกล่าว มีแนวโน้มว่า “บิ๊กตู่” จะได้จัดโผนายพลสีกากี ประจำปี 2566

ปกติราวสิ้นเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม กองทะเบียนพล สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ทพ.สกพ. ตร.) จะประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจ รอง ผบก. ถึงรอง ผบ.ตร. เพื่อให้ข้าราชการตำรวจดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีลำดับอาวุโส

ถ้าข้าราชการตำรวจคนใดเห็นว่าข้อมูลในการจัดลำดับอาวุโสตัวเองไม่ถูกต้อง สามารถยื่นเรื่องกองทะเบียนพล พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาทบทวนได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันประกาศลำดับอาวุโส

สำหรับฤดูกาลแต่งตั้งนี้ มีเก้าอี้ใหญ่ว่าง คือ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.คนที่ 13 จะเกษียณอายุราชการ 30 กันยายนนี้

จากไทม์ไลน์การแต่งตั้ง ผบ.ตร. น่าจะมีขึ้นปลายเดือนกรกฎาคม น่าได้ชื่อผู้นำองค์กรคนใหม่

ตาม พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้ง “ผบ.ตร.” ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งเป็นปีแรกของการใช้กฎหมายใหม่ แตกต่างจากปีก่อนๆ ที่ชื่อคลอดมาจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.)

แคนดิเดตมี 4 คนมาจากรอง ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 1 พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ เกษียณอายุราชการปี 2567

2. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เกษียณ 2574

3. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เกษียณปี 2569

4. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เกษียณปี 2567

นาทีนี้คนวงในจับตาอาวุโสอันดับ 2 กับอันดับ 4 ที่ต้องชิงดำกัน แต่ขณะเดียวกันมีคนลุ้นอาวุโสอันดับ 3 เป็นอีกทางเลือก อาจเป็น “ตาอยู่” ในฐานะภาพลักษณ์ดี ไม่มีแผล เป็นนักบริหารวางโครงสร้างองค์กร

 

สําหรับกฎ ก.ตร.ใหม่ การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ของ “รอง ผบ.ตร.-ผู้ช่วย ผบ.ตร.” ใช้เกณฑ์อาวุโส 100% นั้น

ตำแหน่งรอง ผบ.ตร. หรือเทียบเท่า ที่ว่าง 4 ตำแหน่ง นั่นคือรอง ผบ.ตร. 1 คน ที่ขึ้น ผบ.ตร., พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เกษียณอายุราชการ

ดังนั้น ถ้าดูตามลำดับอาวุโว ผช.ผบ.ตร. 4 คน ได้ขึ้นรอง ผบ.ตร. หรือเทียบเท่า ดังนี้

1. พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง เกษียณปี 2568

2. พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช เกษียณปี 2567

3. พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ เกษียณปี 2569

4. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข เกษียณปี 2568

ส่งผลให้ผู้ช่วย ผบ.ตร. หรือเทียบเท่า ว่าง 5 ตำแหน่ง ดังนั้น ระดับผู้บัญชาการ (ผบช.) ที่อาวุโสจะได้ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร. มีดังนี้

1. พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ (พตร.)

2. พล.ล.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจุพันธุ์ ผบช.สตม.

3. พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7

4. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6

5. พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบช.สพฐ.ตร.

ส่วน ผบช.-ผบก. มีสัดส่วนอาวุโส 50%

สำหรับตำแหน่งว่างที่พิจารณาอาวุโส ยกตัวอย่าง ถ้ายึดสัดส่วน 50% มีวิธีพิจารณา อาทิ ตำแหน่งว่าง 20 ตำแหน่ง ต้องพิจารณาอาวุโสที่ 1-10 เป็นอันดับแรก และอีก 10 ตำแหน่งจะต้องพิจารณาไล่ตั้งแต่อันดับที่ 11 ลงไปว่า เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ จนครบผู้มีคุณสมบัติครบตามกฎ ก.ตร.กำหนดไว้

และรอง ผบก.-สว. อาวุโส 33%

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่นี้ ในมาตรา 178 กำหนดแต่งตั้งใช้หลักเกณฑ์เดิมไปอีก 180 วัน (6 เดือน) นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ 17 ตุลาคม 2565 หลังจากนั้น ออกกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจใหม่

แต่เนื่องจากการพิจารณาไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จทัน จึงเป็นไปตามมาตรา 178 วรรค 2 ระบุว่า ในกรณีที่ไม่อาจนำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขมาใช้บังคับได้ตามวรรคหนึ่ง การจะดำเนินการประการใดให้เป็นไปตามที่ ก.ตร.กำหนด ซึ่งต้องไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้

 

ปรากฏว่า ก.ตร.ได้แต่งตั้ง 2 อนุกรรมการขึ้นมา เพื่อ “ร่างข้อกำหนด ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ วาระประจำปี 2566” นั่นคือ อนุกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับบริหารทรัพยากรบุคคล หรือ “อ.ก.ตร.เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคล” ที่มี พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก ก.ตร.ผู้ทรงวุฒิ เป็นประธาน

และอนุกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบ หรือ “อ.ก.ตร.เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบ” ที่มี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร.ผู้ทรงวุฒิ เป็นประธาน

“อ.ก.ตร.เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบ” ได้พิจารณามีมติเอกฉันท์เสนอแก้ไข เพิ่มเติม “ร่างข้อกำหนดการแต่งตั้งฯ” โดยเฉพาะการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ยึดหลักอาวุโส ความรู้ ความสามารถประกอบกัน การย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกนอกหน่วยต้องสมัครใจ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมหลายประการ

เรื่องสำคัญที่คณะอนุกรรมการชุด พล.ต.อ.เอก เสนอเพิ่มเติมคือ การให้ตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงสารวัตร หากถูกย้ายหรือเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นออกนอกหน่วยโดยไม่สมัครใจ สามารถยื่นคำร้องต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อขอย้ายกลับต้นสังกัดเดิมหรือภูมิลำเนาหรือใกล้เคียงภูมิลำเนา ให้ ผบ.ตร.แต่งตั้งคณะทำงาน มีรอง ผบ.ตร. (บริหาร) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน มีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบและเสนอให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจดำเนินการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนโดยการจับคู่ย้าย ระหว่างหน่วยต่างๆ ทั้งนี้ ภายใต้ข้อกำหนดการแต่งตั้ง และไม่กระทบกับกรอบตำแหน่งว่างของแต่ละหน่วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของตำรวจและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการ

ส่ง “ร่างข้อกำหนดการแต่งตั้งฯ” กลับไปที่คณะอนุกรรมการ ก.ตร.บริหารงานบุคคลพิจารณาอีกครั้งก่อนเสนอ ก.ตร.พิจารณา

พล.ต.อ.เอกหวังว่าร่างข้อกำหนดการแต่งตั้งตำรวจฉบับนี้ เมื่อ ก.ตร.เห็นชอบแล้วจะได้เป็นหลักประกันให้ความเป็นธรรม ส่งเสริมพี่น้องตำรวจให้มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนต่อไป

แต่ปรากฏว่า การประชุม ก.ตร. ที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานเมื่อ 28 มิถุนายน ให้เลื่อนพิจารณา “ร่างข้อกำหนดการแต่งตั้งฯ” ไปเป็นวันที่ 6 กรกฎาคม เนื่องจากเอกสารที่เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก ก.ตร.อ่านไม่ทัน จึงต้องใช้เวลาพิจารณาให้รอบคอบ

จับตาดูกันว่าระยะเวลาที่เหลือ รัฐบาล “บิ๊กตู่” จะจัดโผ “นายพลตำรวจ” ทันหรือไม่