ชัยชนะเลือกตั้ง 2566 กลั่นจากความทุกข์ยาก และน้ำตา ของประชาชน

มุกดา สุวรรณชาติ

ชัยชนะเลือกตั้ง 2566
กลั่นจากความทุกข์ยาก และน้ำตา
ของประชาชน

22 พฤษภาคมนี้จะครบรอบ 9 ปีของการรัฐประหารของคณะ คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้ปกครองประเทศยาวนานถึง 9 ปี

19 พฤษภาคมนี้ก็จะครบรอบ 13 ปีของการล้อมปราบและสังหารประชาชน ที่มาเรียกร้องให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่

การต่อสู้กับรัฐประหาร…ผ่านการเลือกตั้ง

ชนะหลายครั้งทำอย่างไรจะยั่งยืน

 

14 พฤษภาคม 2566 ฝ่ายประชาธิปไตยชนะเลือกตั้งอีกแล้ว แต่จะอยู่ได้นานเท่าใด

หลังการรัฐประหาร 2534 ของคณะ รสช. พยายามสืบทอดอำนาจ แต่ล้มเหลวจนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535

ระบอบประชาธิปไตยของไทยคล้ายจะหลุดพ้นจากอำนาจเผด็จการทหาร ได้เริ่มพัฒนาระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยาวนานติดต่อกันถึง 14 ปี

แต่ก็มีการรัฐประหารของกลุ่มอำนาจเก่าซึ่งมีความคิดอนุรักษนิยมอย่างโบราณ ล้มรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 มีรัฐธรรมนูญใหม่และเลือกตั้งในปี 2550

แต่ประชาชนก็ยังเลือกฝ่ายประชาธิปไตย จนต้องมีการใช้วิธีตุลาการภิวัฒน์ ล้มรัฐบาล พรรคพลังประชาชน

แต่ประชาชนไม่ยอม มีการมาเรียกร้องในปี 2552 และ 2553 จนถูกรัฐบาลที่แย่งชิงอำนาจมาใช้กำลังทหารเข้าปราบจนมีผู้เสียชีวิตร่วม 100 คน จนถึงวันนี้ก็ครบรอบ 13 ปีพอดี ผู้ที่ทำการสังหารประชาชนกลางเมืองก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินคดีใดๆ ที่ประชาชนทำได้ก็คือเรียกร้องการเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นในปี 2554

และฝ่ายประชาชนก็ชนะอีกเช่นเคย แต่รัฐบาลประชาชนตั้งอยู่ได้ไม่นานก็ถูกรัฐประหารอีกในปี 2557 คราวนี้ต้องอยู่ใต้อำนาจระบอบเผด็จการเกือบ 5 ปี และมีการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญที่ร่างเองในปี 2560 ทำให้ประชาชนต้องทุกข์ยากลำบากอยู่นานถึง 9 ปี

แต่ระหว่างนั้นยังมีการต่อสู้กับระบบเผด็จการอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการต่อสู้ของเยาวชนตั้งแต่ปี 2563-2564 ซึ่งก็ถูกจับกุมคุมขังดำเนินคดีไปเป็นจำนวนมาก

 

ชัยชนะการเลือกตั้งในปี 2566
แลกมาด้วยความทุกข์ยากของประชาชน

ชัยชนะในการเลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมาจึงไม่ได้เกิดขึ้นมาเหมือนการเลือกตั้งในโลกตะวันตกที่มีการเลือกตามปกติ แต่เป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นเพราะประชาชนได้ทนทุกข์ยากลำบากภายใต้การปกครองของพวกเผด็จการ

แม้การต่อสู้ในช่วงหลายปีนี้จะไม่มีผู้เสียชีวิตให้เห็นเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนต้องทุกข์ยากลำบากเป็นหนี้เป็นสิน มองชีวิตก็ไร้อนาคต อยู่อย่างไม่มีความหวัง หลายคนถึงขนาดฆ่าตัวตาย

ถ้าปี 2554 ประชาชนลงบัตรเลือกพรรคเพื่อไทย เกิน 15 ล้านคะแนน เกิดจากการถูกกดดันและถูกรังแก ถูกสังหาร เห็นความอยุติธรรมต่อเนื่องหลายปี

การลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตย 25 ล้านคะแนนในปี 2566 ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

แต่ช่วงเวลาที่ทุกข์ยากลำบากยาวนานกว่าทำให้ทั้งคนหนุ่มคนสาว คนทำงาน ล้วนแล้วแต่อยากเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ชีวิตมีความหวัง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

คนที่เคยสนับสนุนกลุ่มที่ทำรัฐประหารจำนวนมากก็เปลี่ยนใจเพราะได้รับรู้ถึงผลร้ายจากการปกครองของคนที่ปล้นอำนาจมาอย่างไม่ถูกต้องและใช้อำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง การปฏิรูปที่เคยกล่าวอ้างก็ไม่เคยทำอะไรแม้แต่เรื่องเดียว การคอร์รัปชั่นก็ยังมีและมีมากกว่าเดิม

ระบบสื่อสารสมัยใหม่ได้เปิดโปงเรื่องราวต่างๆ จนรับรู้กันไปทั่ว ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่เมืองหรือชนบท

เมื่อการต่อสู้ครั้งนี้ฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะอีกครั้งในการเลือกตั้ง 2566 ก็มีผู้ตั้งคำถามว่า…ทำอย่างไรจึงจะรักษาให้อำนาจอธิปไตยของประชาชนอยู่กับประชาชนอย่างยั่งยืน ไม่ให้ผู้ใดมาปล้นเอาไปอีก และใช้อำนาจอย่างผิดๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

 

ชนะจนได้
ส.ส.คุมอำนาจนิติบัญญัติ…
ต้องทำอะไรก่อน?

การเลือกตั้ง 2566 พรรคเพื่อไทยได้สร้างกระแสแลนด์สไลด์โดยตั้งเป้าหมาย 310 ส.ส.เพื่อหวังจะใช้ถ่วงดุลอำนาจกับ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน และกระแสนี้ก็จุดติด แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าจะได้ ส.ส. 310-320 คงต้องมาจากเพื่อไทยและก้าวไกลรวมกัน โดยคาดหมายว่าเพื่อไทยจะได้ 200 กว่า และก้าวไกลจะได้ 70-80

แต่พอใกล้ถึงวันเลือกตั้ง กระแสก้าวไกลกลับแรงกว่า ผลจากการนับคะแนนจริง 2 พรรคมีคะแนนรวม 293 ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย

จำนวน ส.ส.ของก้าวไกลและเพื่อไทย พลิกความคาดหมายของทุกสำนัก

แต่ของพรรคอื่นๆ ถือว่าใกล้เคียงที่คาดหมายกันไว้คือ

ก้าวไกลได้คะแนนเป็นที่ 1 ชนะเขต 113 เขต ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 39 คน รวม 152

เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง 112 เขต ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 29 คน รวม 141

ภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต 67 ปาร์ตี้ลิสต์ 3 รวมเป็น 70

พลังประชารัฐได้ ส.ส.เขต 39 ปาร์ตี้ลิสต์ 1 รวมเป็น 40

รวมไทยสร้างชาติได้ ส.ส.เขต 23 ปาร์ตี้ลิสต์ 13 รวมเป็น 36

ประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เขต 22 ปาร์ตี้ลิสต์ 3 รวมเป็น 25 น้อยกว่าที่คาดหมายไว้

ชาติไทยพัฒนาได้ ส.ส.เขต 9 ปาร์ตี้ลิสต์ 1 รวมเป็น 10

ประชาชาติได้ ส.ส.เขต 7 ปาร์ตี้ลิสต์ 2 รวมเป็น 9

ไทยสร้างไทยได้ ส.ส.เขต 5 ปาร์ตี้ลิสต์ 1 รวมเป็น 6

ชาติพัฒนากล้าได้ ส.ส.เขต 1 ปาร์ตี้ลิสต์ 1 รวม 2 คน

และมีพรรคท้องถิ่นคือเพื่อไทยรวมพลัง ได้ ส.ส.เขตจากจังหวัดอุบลฯ 2

ที่เหลือเป็นพรรคเล็กที่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคละ 1 คน เช่น เสรีรวมไทย ฯลฯ วันนี้เยาวชนบางคนที่ได้ผ่านการต่อสู้ในมหาวิทยาลัย ในท้องถนนก็ได้เข้าสู่สภาแล้ว ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตย รวมกันเกิน 300 คน

ภาระหน้าที่สำคัญของ ส.ส.ชุดนี้ คืออะไร? นอกจากรัฐธรรมนูญแล้วมีอะไรอีก

 

ชนะแล้ว…
ต้องจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้

ครั้งนี้ก้าวไกลได้เสียงสนับสนุนมากที่สุดก็ต้องแสดงความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ปี 2562 เพื่อไทยได้มากที่สุด แต่รวมเสียงแล้วแพ้ไปเล็กน้อย ครั้งนี้โอกาสเป็นของก้าวไกล แค่รวมกับฝ่ายค้านเดิมก็เกิน 300 แล้ว

ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญตามปกติไม่มีบทเฉพาะกาลที่มี ส.ว. 250 คนมาโหวตเลือกนายกฯ ก้าวไกลกับเพื่อไทยรวมกัน 293 ก็ถือว่าเป็นเสียงในสภาที่มั่นคงพอที่จะตั้งรัฐบาลได้แล้ว

แต่ถ้าดึงพรรคร่วมฝ่ายค้านเก่า คือประชาชาติและเสรีรวมไทย มาร่วม ดึงไทยสร้างไทย และพรรคเล็กบางพรรคมาร่วมอีกก็จะเป็น 310

ฟังจากคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคก้าวไกล มีแผนว่าจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของก้าวไกลขึ้นไป โดยมีเสียงหนุน 310 เสียง ซึ่งต้องวัดใจ ไปหาเสียงหนุนจาก ส.ว.อีก 70 เสียง โดยเชื่อว่าจะมี ส.ว.มาสนับสนุนตามมติของประชาชนส่วนใหญ่

แต่ถ้า ส.ว.ส่วนใหญ่งดออกเสียง มีที่โหวตให้ไม่ถึง เช่น 30-50 คน ก็จะไม่ผ่านด่านครึ่งหนึ่งของรัฐสภาคือ 376 เสียง

เมื่อเพื่อไทยยืนยันไม่แย่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก้าวไกลก็ต้องหาทางเดินเกมทางการเมือง ส่วนพรรคเพื่อไทยมีภาระหน้าที่ต้องหนุนก้าวไกลให้เป็นรัฐบาล

เหตุผลก็เป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่เลือก 2 พรรคนี้มาเพื่อหวังจะพลิกขั้วให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้ร่วมกันบริหารบ้านเมือง

เกมนี้อาจยืดเยื้อ ถ้าทำไม่ได้ก็ถือว่าไร้ความสามารถทางการเมือง

เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะถ้าจะตั้งรัฐบาลผสมมีความจำเป็นต้องยืดหยุ่น ทั้งรักษาหลักการของพรรคตนเองและอนุโลมตามนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อหาความพอเหมาะพอดีในการทำงาน

อย่าลืมว่าชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งนี้กลั่นมาจากหยาดเหงื่อน้ำตาและความทุกข์ยากของประชาชน บางคนต้องยอมสูญเสียอิสรภาพ มีคนล้มละลายเป็นหนี้สินนับล้านคน

สิ่งเหล่านี้ถูกกลั่นมาเป็นความตั้งใจที่จะเลือก ส.ส.และเลือกรัฐบาลเพื่อให้มาทำงาน แก้ไขปัญหาของประชาชน

การชิงอำนาจรัฐ กับคนที่กล้าปล้นอำนาจประชาชนไป ไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมง่ายๆ โปรดทบทวนแผนให้ละเอียดอีกครั้ง