การ์ตูนที่รัก/Maus (1)

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

การ์ตูนที่รัก

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

Maus (1)

นี่คือหนังสือการ์ตูนที่ดีที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง เขียนโดย Art Spiegelman ระหว่างปี 1980-1991 และเป็นการ์ตูนเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ เมื่อปี 1992

ชื่อเต็มของหนังสือคือ Maus : A Survivor”s Tale เล่ม 1 My Father Bleeds History และเล่ม 2 And Here My Troubles Began

เล่ม 1 หน้าแรก ที่สวนสาธารณะเรโก้ นิวยอร์ก ปี 1958 เป็นฤดูร้อน ผมจำได้ว่าตัวเองอายุ 10 หรือ 11 ขวบ กำลังแข่งสเก๊ตกับโฮวี่และสตีฟ “ใครที่โหล่เป็นไอ้ไข่เน่า!”

แล้วรองเท้าสเก๊ตของผมหลุด “โอ๊ะ!” แล้วผมก็เป็นไอ้ไข่เน่า เดินร้องไห้กลับบ้าน

เวลานั้นพ่อกำลังจะเลื่อยไม้ ท่านเรียกผมเข้าไปช่วยจับไม้ แล้วถามว่าร้องไห้ทำไม

“ผมหกล้มครับ เพื่อนๆ สเก๊ตหนีไป ทิ้งผมไว้คนเดียว”

พ่อหยุดเลื่อย “เพื่อน? เพื่อนของแกน่ะหรือ?” พ่อฉงน “ถ้าขังพวกมันไว้ด้วยกันสักสัปดาห์โดยไม่มีอาหาร แล้วแกจะรู้ว่าเพื่อนคืออะไร”

นั่นคือฉากเปิดเรื่องความยาวสองหน้า ผมชื่ออาร์ตี้ เป็นหนู การ์ตูนเรื่องนี้เป็น anthropomorphic graphic novel ใช้สัตว์แต่งกายเป็นมนุษย์เป็นตัวเดินเรื่อง

ยิวเป็นหนู

หากเป็นพ่อบ้านเรามักจะพูดว่า “อะไรกัน เรื่องแค่นี้ ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้” แต่กับพ่อของอาร์ตี้ ชีวิตมีมากกว่าคำว่าเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็ง

หนังสือเล่ม 1 เล่าเรื่องราวตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1930 ถึงฤดูหนาว ปี 1944

บทที่ 1 The Shiek

เมื่ออาร์ตี้ อาร์ต สปิเกลแมน โตแล้ว เขากลับมาหาพ่อในวันหนึ่ง พ่อของเขา วลาเด็ก สปิเกลแมน อายุมากแล้ว แต่งงานใหม่กับผู้หญิงที่รู้จักกันมาก่อนสงครามชื่อ มาลา แม่ของอาร์ตี้ฆ่าตัวตายไปก่อน วลาเด็กในวันนี้เป็นโรคหัวใจ เคยหัวใจวายแล้วสองครั้ง ซื้อที่ปั่นจักรยานมาออกกำลังกายที่บ้าน และกินยารักษาโรคต่างๆ นานาที่รุมเร้า

อาร์ตี้ขอให้พ่อเล่าเรื่องราวในอดีต เรื่องที่โปแลนด์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว โดยเริ่มต้นที่เรื่องของแม่

วลาเด็กในวัยหนุ่มอาศัยอยู่ที่เมืองเชสโตโชวา ทำงานเป็นเซลส์แมนขายเสื้อผ้า แต่งตัวดี มีสตางค์และเนื้อหอม เวลานั้นเขาเป็นเหมือนดาราฮอลลีวู้ด เดอะชีก รูดอล์ฟ วาเลนติโน

มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อลูเซีย มาติดพันวลาเด็กก่อนที่วลาเด็กจะได้พบกับแม่ วันหนึ่งวลาเด็กกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ซอสโนวีก ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งแนะนำให้รู้จัก อันยา หรือ แอนนา ซิลเบอร์เบิร์ก บุตรีของเศรษฐีเจ้าของธุรกิจถุงน่องและถุงเท้า วลาเด็กรักใคร่ชอบพอกับอันยาดี อันยาไม่สวยเท่าลูเซีย แต่เป็นคนมีเสน่ห์และสง่างาม

เมื่อวลาเด็กตัดสินใจจะแต่งงานกับอันยา ด้วยความยินดีและพร้อมใจของพ่อแม่ของอันยา คู่ขาลูเซียออกอาการตีโพยตีพายแล้วเขียนจดหมายกล่าวร้ายวลาเด็กส่งถึงอันยา บอกอันยาว่าเจ้าบ่าวของเธอเป็นเพลย์บอยและแต่งงานกับเธอเพื่อหวังสมบัติเท่านั้น เดือดร้อนวลาเด็กต้องมาเคลียร์ตัวเอง

“ห้ามเขียนเรื่องนี้ในหนังสือของแกนะ” วลาเด็กบอกอาร์ตี้

“อะไรนะครับ? ทำไมอะ?” อาร์ตี้เป็นงงพ่อ

“มันไม่เกี่ยวกับฮิตเลอร์และโฮโลคอสต์”

อาร์ตี้พยายามอธิบายว่าเรื่องราวดีมาก เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจริงๆ แต่พ่อก็ไม่อนุญาต

บทที่ 2 The Honeymoon

แล้ววลาเด็กก็แต่งงานกับอันยา ในช่วงแรกของชีวิตแต่งงานมีเรื่องน่าตื่นเต้นเมื่ออันยาคบเพื่อนที่เป็นคอมมิวนิสต์ เกิดเหตุเข้าใจผิดทำให้ตำรวจชาวโปล ชาวโปลเป็นหมู ตามมาค้นหลักฐานถึงบ้านแล้วจับตัวลูกจ้างช่างเย็บผ้าของวลาเด็กไปขังคุกนานถึง 3 เดือน

แม้ว่าลูกจ้างจะปลอดภัยในภายหลังและได้รับการปล่อยตัว แต่พ่อของอันยาก็จ่ายเงินไปมาก วลาเด็กโกรธมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น กำชับอันยาห้ามทำอะไรตามอำเภอใจอีก

บิดาของอันยาช่วยเหลือลูกเขยอย่างดี ร่วมมือกันสร้างโรงงาน มีข่าวดีเมื่อลูกชายคนแรกถือกำเนิด อาร์ตี้ไม่รู้จักพี่ชายคนนี้เพราะจะไม่รอดจากสงคราม แต่หลังจากกำเนิดบุตรชายได้ไม่นานอันยาก็มีอาการทางจิต เธอป่วยด้วยโรคซึมเศร้าหลังคลอดและถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลโรคจิต

วลาเด็กเดินทางไปส่งอันยาถึงโรงพยาบาลที่เช็คโกสโลวาเกีย เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นเครื่องหมายสวัสดิกะของนาซีในเชโกสโลวะเกีย และได้ยินเรื่องเล่ามากมายที่เกิดกับชาวยิวในเยอรมัน ถูกทำร้าย ถูกประจาน ถูกยึดทรัพย์สิน รวมทั้งหายตัวไป

วลาเด็กฝากโรงงานให้พ่อตาดูแลแล้วตัวเองอยู่เป็นเพื่อนอันยาที่เชโกสโลวะเกียนานถึงสามเดือนจนกระทั่งหายดีจึงพาภรรยากลับบ้าน เมื่อกลับมาก็ได้ข่าวจากพ่อตาว่าโรงงานถูกโจรกรรมเสียทรัพย์สินไปมากมายแต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องขบวนการต่อต้านชาวยิว

วลาเด็กเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้งหนึ่ง

จนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ก่อนกองทัพเยอรมันบุกโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน ปี 1939 วลาเด็กก็ถูกเรียกตัวไปเป็นทหาร ในขณะที่ข่าวลือเรื่องการทำร้ายร่างกายชาวยิวในเมืองหนาหูขึ้นทุกที

วลาเด็กเป็นคนหนึ่งที่ร่วมรบในสงครามครั้งแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2

ถึงตอนนี้นักอ่านเห็นแล้วว่าในขณะที่ยิวเป็นหนู ชาวโปลเป็นหมู และชาวเยอรมันเป็นแมว

หน้าที่ข้อหนึ่งของการ์ตูนประเภทแอนโธรโปมอร์ฟิกส์คือโยนเรื่องของเราไปเป็นเรื่องของคนอื่น อันจะช่วยให้เราเล่าเรื่องที่ไม่อยากเล่าได้ง่ายขึ้น

บทความก่อนหน้านี้เครื่องเคียงข้างจอ วัชระ แวววุฒินันท์ / รสชาติคู่จอทีวี
บทความถัดไปศัลยา ประชาชาติ : สู้กระแสดิจิตอลไม่ไหว อาร์เอส เลิกปั้นนักร้อง เดินหน้าขายครีมเต็มตัว