‘ธนพร ศรียากูล’ อ่านผลโพล ‘มติชนxเดลินิวส์’ รอบสอง

ผลโพลเลือกตั้ง ’66 “มติชนxเดลินิวส์” รอบสอง ได้รับการเผยแพร่ออกมาแล้ว พร้อมชุดข้อมูลที่เรียกเสียง “โอ้โห” อาการตกอกตกใจ และเครื่องหมายคำถามจากคอการเมืองหลายราย

เมื่อพรรคก้าวไกลมีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งในสองคำถามแรก ซึ่งสอบถามผู้ทำโพลออนไลน์ว่า จะเลือก ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากพรรคการเมืองใด

ส่วน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ก็มีคะแนนนำโด่ง ในคำถามที่ว่า คุณจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใด

หลังทราบผลโพล ทางทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี ชวนนักวิเคราะห์การเมืองอย่าง “ธนพร ศรียากูล” ให้มาลองอ่านตัวเลขที่ปรากฏ แล้ววิเคราะห์บริบทแวดล้อมที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว รวมทั้งคาดการณ์อนาคตการเมืองไทยในวันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566

อาจารย์ธนพรมองว่า ถ้าผลเลือกตั้งจริงๆ ออกมาในแนวทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกับโพล “มติชนxเดลินิวส์” รอบสอง โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลแบบ “ข้ามขั้ว” ก็จะเหลือน้อยลงมากๆ

“ผมคิดว่าวันนี้ ถ้าตามผลโพล ถ้าการเลือกตั้งออกมาในแนวนี้ การจับ (รัฐบาล) ข้ามขั้ว โอกาสเกิดขึ้นจะน้อยลงเยอะเลย เพราะว่าก้าวไกลได้มากกว่าเพื่อไทยไงครับ

“ผมถึงบอกว่า ก่อนหน้าโพลนี้ออกมา ไม่มีใครคิดว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นจุดเปลี่ยน ตอนนั้นทุกคนรวมทั้งผมด้วย ก็คิดแต่ว่าพรรคเพื่อไทยก็จะต้องไปร่วมรัฐบาลกับ (พรรคการเมือง) ข้ามขั้ว เราพูดกันตรงๆ ข้ามขั้วเพราะต้องการจะเป็นรัฐบาลให้ได้ เพราะตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาลมา 9 ปีแล้ว

“พูดง่ายๆ ชุดความคิดตอนนั้น คือ พรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคหลัก เป็นผู้เล่นอันดับหนึ่ง แต่ทันทีที่โพลนี้ออกมา มันกลายเป็นพรรคก้าวไกลเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่ง เกมมันเปลี่ยน

“เพราะอะไรครับ เพราะถ้าคะแนนก้าวไกลมาอันดับหนึ่ง แล้วได้เหนือเพื่อไทยเยอะๆ มันจะทำให้เพื่อไทยดิ้นไม่ออก เพราะก้าวไกลเงื่อนไขเขาชัดเจนคือ ‘มีเราไม่มีลุง’ เพราะฉะนั้น พรรคเพื่อไทยเล่นบทพลิ้วไม่ได้ ผมพูดตรงๆ ถ้าพรรคเพื่อไทยอยากเป็นรัฐบาล มีทางเดียว ต้องมาร่วมปิดสวิตช์ ส.ว.กับพรรคก้าวไกล…

“ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้จริงๆ การจัดตั้งรัฐบาลจะง่ายขึ้น การเปลี่ยนผ่านก็จะง่ายขึ้น แล้วที่สำคัญ ใครก็ตามที่อาจจะไม่ชอบของเดิมๆ เบื่อ คสช. เบื่อลุงตู่ เบื่อระบบราชการ อยากจะปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อาจจะมีแนวโน้มที่จะได้เห็น (ความเปลี่ยนแปลง) ถ้าผลเลือกตั้งออกมาตามนี้”

หลายคนวิเคราะห์ว่ากระแสนิยมของพรรคก้าวไกลพุ่งสูงขึ้นอย่างโดดเด่น เพราะศักยภาพในการขึ้นเวทีดีเบต และการระดมมวลชนด้วยเวทีปราศรัยสำคัญ เช่น ปรากฏการณ์สามย่านมิตรทาวน์ แต่นักวิเคราะห์การเมืองผู้นี้ ย้ำเตือนให้สังคมตระหนักถึงอีกหนึ่งเรื่องสำคัญไม่แพ้กันที่ก้าวไกลเพิ่งประกาศออกมา

“ปรากฏการณ์นี้คนไม่ค่อยสนใจ แต่ผมชื่นชม นั่นคือการประกาศพิมพ์เขียวประเทศไทย หรือพิมพ์เขียวการบริหาร ผมเรียนเลยนะครับว่า สิ่งที่พรรคก้าวไกลประกาศเมื่อวันก่อน พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแรกในประเทศไทย ที่ประกาศแผนการทำงานต่อสาธารณะอย่างชัดเจน

“ว่า 100 วันแรกจะทำเรื่องอะไรบ้าง และด้วยวิธีการอย่างไร แล้วเราจะเห็นผลลัพธ์ปลายทางอย่างไร 1 ปีจะทำเรื่องอะไร ด้วยวิธีการอย่างไร เป้าหมายปลายทางที่เราจะเห็นคืออะไร 4 ปี เราจะเห็นอะไร อันนี้ก็ต้องบอกว่านี่เป็นความชัดเจนที่เหนือชั้นกว่าพรรคการเมืองอื่น

“ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ เป็นการยกระดับในเชิงคุณภาพของการแข่งขันทางการเมือง”

 

เมื่อถามว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง กระแสต่างๆ ที่ก่อตัวขึ้นจะไหลไปเจอ “จุดพลิกผัน” อะไรอีกหรือไม่? อาจารย์ธนพรมองว่า “กระแสการเมืองไทย” ดูเหมือนจะค่อนข้างนิ่งแล้ว แต่มีเรื่องอื่นที่น่ากังวลมากกว่า

“เรื่องกระแส ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะนิ่งแล้ว เราจะสังเกตเห็นว่าการโจมตีคุณพิธาในเรื่องของเหตุการณ์ปี 2549 มันก็ไม่ค่อยต่างจากการตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องขายที่ดินของคุณพ่อ หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องนาฬิกาเพื่อน พูดตรงๆ ก็คือว่ามันเป็นการตอบโต้กันทางการเมือง

“แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะจับตามากไปกว่านั้น คือ วันที่ 7 (พฤษภาคม) เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า สองล้านกว่าเสียง วันนี้เริ่มมีข่าวแล้วว่ามีการซื้อเสียง เราเริ่มมีข่าวในบางพื้นที่แล้วว่ามีการซื้อเสียงเกิดขึ้น แล้วผมเรียนนะครับว่า บัตรเลือกตั้งล่วงหน้านี่สองล้านกว่าใบ มีความหมายมากๆ

“สิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องจับตามอง ก็คือการทุจริตในการเลือกตั้งครับ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ผมคิดว่านี่เป็นตัวแปรที่สำคัญ ที่เราจะต้องจับตามอง เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม นี่เป็นพื้นฐาน

“ประเด็นที่สอง ผมคิดว่าการแก้เกมต่อจากนี้ เราก็คงจะมีโอกาสได้เห็นอีกหนึ่งดอก แต่ผมฟันธงเลยว่า ผมไม่คิดว่าจะแก้เกมอะไรได้มากนัก เพราะว่าการทิ้งหมัดของก้าวไกล เรื่องของพิมพ์เขียวการทำงาน มันยากที่พรรคอื่นจะไปปั้น แล้วก็มาอธิบายพิมพ์เขียวแบบเดียวกับก้าวไกล

“ผมไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะมีพิมพ์เขียว จะมาคิดเลยว่า 100 วันแรกจะทำอะไร 1 ปีแรกจะทำอะไร แล้วด้วยวิธีการอย่างไร เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยทำไม่ได้ แต่ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้มาก่อน แล้วอยู่ดีๆ ถ้าหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา เวลามันไม่ทันแล้ว พรรคอื่นไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยมีเรื่องการเสนอแผนงานที่ชัดเจนอยู่ในหัวด้วยซ้ำไป

“เพราะฉะนั้นแล้ว เราก็จะได้เห็นการโจมตีกันของแกนนำต่างๆ ก็เป็นเรื่องสีสันสำหรับผม แต่ทิศทางหลักๆ ผมเน้นย้ำไปที่การจัดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม”