อ่านคุณสมบัติของ “ผู้เตรียมพร้อม” ในการรับมือ วิกฤตของโลกในอนาคต!

อนุช อาภาภิรม
A old woman asks for alms on the street in the financial zone of Buenos Aires, 27 May 2002, as Argentina tries to shake its worst economic crisis of the last 100 years. AFP PHOTO/Ali BURAFI / AFP PHOTO / ALI BURAFI

ว่าด้วยการเตรียมพร้อมของพลเมือง (2)

ย้อนอ่าน ตอน (1) 

นักเตรียมพร้อมเป็นอย่างไร

มีคำจำกัดความของนักเตรียมพร้อมในหลายแห่ง ที่นี้จะใช้คำจำกัดความจากบุคคลที่เป็นผู้นำของขบวนการสองคน ซึ่งเป็นการให้ความหมายหลังจากที่ผ่านประสบการณ์มามากแล้ว สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกได้ดี

คนแรกได้แก่ นาวาเอกวิลเลียม อี. ซิมป์สัน

เขากล่าวว่า “นักเตรียมพร้อมได้แก่บุคคลใดก็ตาม ที่ได้สังเกตประวัติศาสตร์และภัยพิบัติระยะใกล้ (ทั้งจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์) ที่เกิดซ้ำๆ ภัยพิบัติเหล่านี้ก่อให้เกิดการบาดเจ็บจำนวนมาก และ/หรือถึงขั้นเสียชีวิต และจากการเก็บบทเรียนและคำนึงถึงความเป็นไปที่จะเกิดภัยพิบัติเช่นนั้นอีกได้ในอนาคต (สามารถคำนวณได้ทางสถิติ) ได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมและมีขั้นตอนในการรับมือกับ และ/หรือสามารถอยู่รอดจากเหตุการณ์เช่นว่า ที่อาจเกิดในอนาคต” (ดูบทความของเขาชื่อ What is a Prepper? ใน The Prepper Journal 22.04.2013)

อีกความหมายหนึ่งจาก ฟิล เบิร์นส์ ให้ความหมายในลักษณะเป็นเครือข่ายหรือขบวนการมากกว่า

เขากล่าวว่า “นักเตรียมพร้อมคือบุคคลที่มีความเชื่อว่า มีความจำเป็นต้องยอมเสียสละเวลาว่างและความบันเทิงในวันนี้ เพื่อที่ว่าในความวุ่นวายที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต พวกเขาจะสามารถรักษามาตรฐานการครองชีพของตนไว้ได้ในระดับหนึ่ง”

นักเตรียมพร้อมจะปฏิบัติตามหลักการเตรียมพร้อมห้าประการคือ

1) หลักการประหยัดและอดออม อยู่ตามมีตามได้ “ไม่ทิ้งของ ไม่ต้องการของที่ไม่จำเป็น” เป็นการต่อสู้กับสังคมใช้แล้วทิ้งในสหรัฐ

2) หลักการเป็นอิสระ ที่สำคัญได้แก่ การไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นทาสสิ่งเสพติด แสวงหาสิ่งที่ตนเห็นว่าจำเป็น ไม่ใช่ไขว่คว้าสิ่งที่สังคมบอกว่าดี เช่น รถยนต์ บ้านสวย เสื้องาม

3) ขยันหมั่นเพียร มุมานะสู่จุดหมายหรือโอกาสที่มาถึง ยกระดับการศึกษาของตนสม่ำเสมอ

4) หลักการต่อสู้เพื่อการพึ่งตนเอง ซึ่งต้องอาศัยหลักการและปฏิบัติควบคู่ไปกับหลักการสามข้อแรก

5) ตั้งใจจะสร้างคลังสิ่งของที่จำเป็นเพื่อใช้ได้ในหนึ่งปี ซึ่งต้องค่อยๆ ปฏิบัติไป และมีระดับสูงกว่าคำแนะนำของภาครัฐที่เรียกร้องให้พลเมืองเก็บชุดอุปกรณ์ของกินของใช้ที่จำเป็นไว้ประมาณ 3-7 วันในช่วงที่การช่วยเหลือจากรัฐยังไปไม่ถึง

(ดูบทความของ Phil801 Burns ชื่อ What is a Prepper? ใน americanpreppersnetwork.com ก่อตั้งปี 2008)

AFP PHOTO / CORTESIA PANORAMA

ขบวนการเตรียมพร้อมเป็นอย่างไร

เมื่อ เฮนรี เดวิด ทอโร นักเขียน นักปรัชญา นักธรรมชาตินิยมชาวสหรัฐ (1816-1862) แสวงหาความเป็นอิสระ หรือการก้าวพ้นจากการดำเนินชีวิตแบบสิ้นหวังของผู้คนทั้งหลาย ด้วยการไปดำเนินชีวิตโดดเดี่ยวแบบพึ่งตนเอง เรียบง่าย ไม่หลงติดความก้าวหน้าทางโลก และสร้างความตื่นตัวทางจิตวิญญาณ

ผลงานมีชื่อของเขาเป็นความเรียงชื่อ “วอลเดนหรือชีวิตในป่า” (เผยแพร่ครั้งแรกปี 1854) การทดลองของเขามีอิทธิพลไม่น้อย แต่ก็เป็นการปฏิบัติของบุคคลหนึ่ง ไม่ใช่ขบวนการ

ขบวนการเตรียมพร้อมของพลเมืองเป็นไปได้ในบริบทและเงื่อนไขบางประการได้แก่

1) การสิ้นสุดยุคทองทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก มันจะบอกให้เหล่าพลเมืองทราบว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” ได้ปิดแน่นขึ้นเรื่อยๆ และเนื่องจากเศรษฐกิจโลกพัฒนาไปอย่างไม่สม่ำเสมอ การสิ้นสุดยุคทองจึงเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน แต่ก็มีลักษณะร่วมกันที่สามารถตรวจวัดได้สามด้านดังนี้

ก) ด้านการเงิน เกิดหนี้มากในทุกภาคส่วน มีการปฏิบัติทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเก็งกำไร การกู้หนี้เพื่อใช้หนี้

ข) ด้านการผลิต ประสิทธิภาพการผลิตเติบโตต่ำ ประชากรเติบโตน้อยหรือลดลงทั้งยังแก่ชรา ทรัพยากรร่อยหรอ

ค) ด้านการกระจายผลผลิต ไม่เท่าเทียมกันสูง ช่องว่างทางสังคมขยายตัว

2) เกิดอันตรายใหญ่หรือความเสี่ยงสูงที่กระทบต่อการอยู่รอดและการดำรงอยู่ของมนุษย์ หรือผู้คนจำนวนมาก ที่สำคัญได้แก่ สงครามนิวเคลียร์ ภาวะโลกร้อน เป็นต้น

3) เกิดสื่ออินเตอร์เน็ต ช่วยในการสร้างกลุ่มหรือเครือข่ายของนักเตรียมพร้อมได้สะดวก รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายต่ำ

A protestor holds a board displaying various Argentine currency bills during a demonstration against unemployment 29 May 2002 near the National Congress in Buenos Aires, as the country’s four-year-old economic crisis has driven the jobless rate up to a record 25 percent. Economists announced real wages had hit a 50-year low. Purchasing power was driven down by 21 percent inflation in the wake of a nearly 70 percent devaluation of the Argentine peso and a 35 percent rise in the price of basic foodstuffs. Half of Argentina’s 36 million now live in poverty — in the country that was once Latin America’s richest. AFP PHOTO/Fabian GREDILLAS / AFP PHOTO / FABIAN GREDILLAS

ข้อสังเกตและการพัฒนาของขบวนการเตรียมพร้อม

ข้อสังเกตเกี่ยวกับขบวนการเตรียมพร้อม

ก) ผู้มีอำนาจและมั่งคั่งเตรียมพร้อมก่อน เช่น รัฐทั้งหลายจะประกาศเตรียมพร้อมหรือภาวะฉุกเฉินอยู่เนืองๆ

ข) ชนชั้นกลางในเมืองของประเทศพัฒนาแล้วที่ได้ผลพวงจากยุคทองทางเศรษฐกิจ เริ่มหันมาเตรียมพร้อมบ้าง เมื่อยุคทองทางเศรษฐกิจใกล้จะสิ้นสุด

ค) วิกฤติ 2008 ยกระดับขบวนการเตรียมพร้อม เรียกกันว่า “การเตรียมพร้อมใหม่”

ง) ชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกและวิกฤติเศรษฐกิจที่แรงขึ้น ทำให้การเตรียมพร้อมแผ่ไป สมาคมเนชั่นแนลจีโอกราฟิก เผยแพร่สารคดีชุด “นักเตรียมพร้อมวันสิ้นโลก” (2011-2014) ในช่องโทรทัศน์ของตน เป็นชุดสารคดีที่มีผู้ชมมากที่สุด

พัฒนาการของขบวนการเตรียมพร้อมของพลเมืองเริ่มเป็นคลื่นลูกแรกในช่วงทศวรรษ 1970 จากการสิ้นยุคทองทางเศรษฐกิจ

ลูกที่สองเริ่มจากปลายทศวรรษ 1990 เป็นการแตกตื่นเรื่อง y2k ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลกไม่ทำงาน สะท้อนความแคลงใจในเทคโนโลยีข่าวสารและสารสนเทศ

ลูกที่สามเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ 2008 ผสมด้วยความแตกตื่นวันสิ้นโลกตามปฏิทินมายา จะได้กล่าวถึงเป็นลำดับไป

Chinese investors sit in front of a screen showing stock market movements at a securities firm in Hangzhou, eastern China’s Zhejiang province on May 31, 2016.
Asian stocks rose on May 31, led by a surge in Shanghai, while the dollar edged higher as traders weighed the fallout from a likely US interest rate rise this summer. / AFP PHOTO / STR / China OUT

กระบวนทรรศน์ใหม่กับคลื่นลูกแรกของขบวนการนักเตรียมพร้อม

ขบวนการนักเตรียมพร้อมลูกแรกก่อตัวทศวรรษ 1960 และเติบโตในทศวรรษ 1970 ต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ และสงครามเย็นที่ร้อนระอุ การปฏิบัติของขบวนการนี้ได้วางพื้นฐานทั้งหมดเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมทั้งในประเด็นหลักการ

ปัญหาและขั้นตอนการปฏิบัติ สำหรับในประเด็นหลักการและปัญหา พบว่ามีงานและการเคลื่อนไหวทางวิชาการสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างกระบวนทรรศน์ใหม่ขึ้นในช่วงนั้น ได้แก่

1) แถลงการณ์รัสเซล-ไอน์สไตน์” (1955)

เพื่อต่อต้านสงครามนิวเคลียร์ และสนับสนุนให้แก้ปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี ลงนามโดยนักวิทยาศาสตร์ใหญ่ของโลก 11 คน เกือบทั้งหมดได้รับรางวัลโนเบล นำโดย เบอร์ทรัล รัสเซล นักปรัชญาชาวอังกฤษ (1872-1970) และ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักทฤษฎีฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน (1879-1955 เสียชีวิตหลังลงนามในแถลงการณ์ไม่นาน)

 

แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นในกระแสสูงของสงครามเย็น และการทดลองระเบิดไฮโดรเจนสำเร็จ

โดยในสหรัฐสามารถทดลองจุดระเบิดไฮโดรเจนในปี 1952 ต่อมาในปี 1954 ทดลองที่บริเวณหมู่เกาะปะการังบิกินีที่มหาสมุทรแปซิฟิก มีอำนาจทำลายล้างกว่าระเบิดปรมาณูที่ทิ้งใส่เมืองฮิโรชิมาราว 1,000 เท่า เกิดละอองกัมมันตภาพรังสีไปโดนชาวประมงญี่ปุ่นบาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่ง เป็นข่าวไปทั่วโลก

ส่วนในสหภาพโซเวียตสามารถทดลองสำเร็จในปี 1953 (ดูความเรียงของ Sandra Ionno Butcher ชื่อ The Origins of the Russell-Einstein Manifesto ใน pugwashconferences.file.wordpress.com พฤษภาคม 2005)

คำประกาศมีความบางตอนว่า

“เรากล่าวในโอกาสนี้ ไม่ใช่ในฐานะเป็นสมาชิกของประเทศนี้หรือประเทศนั้น หรือของทวีปและศาสนาหนึ่งใด หากแต่กล่าวในฐานะเป็นมนุษย์ ผู้เป็นสมาชิกของสปีชีส์มนุษย์ ซึ่งการดำรงอยู่ต่อไปตกอยู่ในปัญหา โลกนี้เต็มไปด้วยปัญหา เหนือปัญหาอื่นใด ได้แก่ การต่อสู้ใหญ่ระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์และการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์… สงครามที่ใช้ระเบิดไฮโดรเจนอาจนำมาสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์ได้ …ถ้ามีการใช้ระเบิดไฮโดรเจนจำนวนมากจะก่อให้เกิดการล้มตายทันทีไปทั่วโลกสำหรับประชากรส่วนน้อย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะตายอย่างทรมานช้าๆ จากโรคและการเสื่อมสลาย”

มีข้อเรียกร้องว่า “จากการเห็นว่าสงครามในอนาคตจักมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์อย่างแน่นอน ซึ่งอาวุธเช่นนี้จะคุกคามต่อการอยู่รอดของมนุษย์ เราเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกได้ตระหนักและยอมรับต่อสาธารณะว่า จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของตนด้วยการก่อสงครามโลก และเรียกร้องให้พวกเขาหาวิธียุติความข้อพิพาทต่างๆ อย่างสันติ”

รัสเซลและไอน์สไตน์รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ที่ลงนามในแถลงการณ์ข้างต้นเป็นพลเมืองที่ทรงอิทธิพลได้ชี้ให้เห็นภัยใหญ่ของมนุษยชาติ กรณีวิกฤติขีปนาวุธคิวบา (1962) นำโลกมาใกล้สงครามนิวเคลียร์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นแรงกระตุ้นสำคัญของนักเตรียมพร้อมรุ่นแรก ในการเคลื่อนไหวเอาตัวรอดจากสงครามเย็นและสงครามนิวเคลียร์

2) “ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบงัน” โดย ราเชล คาร์สัน (เผยแพร่ครั้งแรกปี 1962)

คาร์สันเกิดปี 1907 ในยุคเฟื่องฟูทางอุตสาหกรรมของสหรัฐ ในครอบครัวที่ยากจนใกล้เมืองพิตต์สเบิร์กที่กำลังรุ่งเรืองด้วยอุตสาหกรรม หันไปสนใจทางด้านธรรมชาติวิทยา มีความเห็นว่ามนุษย์ไม่ควรเอาชนะธรรมชาติด้วยการใช้สารเคมีในนามของความก้าวหน้า ความคิด ควบคุมธรรมชาติเป็นความยโสของมนุษย์

คาร์สันชี้ให้เห็นว่าการเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้สารเคมีสังเคราะห์มาก ได้แก่ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะดีดีที มีผลต่อสิ่งแวดล้อมใหญ่หลวง

งานเขียนและการเคลื่อนไหวของเธอเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับธรรมชาติแวดล้อม กระตุ้นกระบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ทำให้การเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับปฏิบัติมากขึ้น

เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เห็นอกเห็นใจสหภาพโซเวียตและรับแผนโฆษณาชวนเชื่อมาเพื่อลดความสามารถของประเทศตะวันตกในการผลิตอาหาร และทำให้ประเทศคอมมิวนิสต์ก้าวขึ้นมาทัน

(ดูบทความของ Eliza Griswold ชื่อ How “Silent Spring” Ignited the Environmental Movement ใน nytimes.com 21.09.2012)

ทุกวันนี้การเกษตรยังคงเป็นแบบอุตสาหกรรมมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ แต่การเกษตรยั่งยืนก็ได้หยั่งรากลงในชุมชนต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งในเมือง มีนักเตรียมพร้อมจำนวนหนึ่งยึดมั่นในแนวทางเกษตรอินทรีย์

3) แนวคิด “ความจำกัดของความเติบโต”

เสนอโดย โดเนลลา เอช. มีโดวส์ และคณะ ในปี 1972 โดยการคำนึงถึงเหตุปัจจัยห้าประการได้แก่ ประชากรโลก การเป็นอุตสาหกรรม มลพิษ การผลิตอาหาร และการสูญไปของทรัพยากร นำมาสู่ “การใช้โลกมากเกินไปและการล่มสลาย” ซึ่งจะแสดงให้เห็นระหว่าง 2015-2030

สรุปว่า “ถ้าหากแนวโน้มการเติบโตทางประชากร การเป็นอุตสาหกรรม มลพิษ การผลิตอาหาร และการเสื่อมสูญของทรัพยากรโลก ดำเนินต่อไปอย่างที่เป็นอยู่ ความจำกัดของความเติบโตของโลกนี้จะแสดงตัวภายใน 100 ปีข้างหน้า ผลที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การเสื่อมถอยของประชากรและความสามารถในการผลิตที่จะเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างเร็วและควบคุมไม่ได้”

มีนักวิจารณ์บางคนเห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจ 2008 แสดงว่าเราได้เริ่มเข้าสู่ภาวะความเสื่อมถอยแล้ว (ดูบทความของ Graham Turner และเพื่อน ชื่อ Limits to Growth was right. New research showed we”re nearing collapse ใน theguardian.com 02.09.2014) ในปี 2017 นี้กล่าวได้ว่าหน้าต่างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ปิดลงแล้ว คงเหลืออยู่แต่ในบางประเทศตลาดเกิดใหม่ เหล่านี้ย่อมหล่อเลี้ยงขบวนการนักเตรียมพร้อมต่อไป

4) แนวคิดเรื่อง “ขนาดเล็กคือความงาม” (ในหนังสือชื่อ Small is Beautiful : A Study of Economics As If People Mattered เผยแพร่ครั้งแรกปี 1973) เสนอโดย อี. เอฟ. ชูมาเคอร์ (1911-1977) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เชื้อสายเยอรมัน เป็นการเสนอเศรษฐกิจทางเลือกขึ้นมาแทนเศรษฐกิจเป็นแบบตะวันตก ที่ไม่คำนึงถึงความสำคัญของมนุษย์ โดยเน้นประสิทธิภาพ ความได้เปรียบเชิงขนาดและกำไร ไม่คำนึงถึงชุมชน สิ่งแวดล้อม นั่นคือต่อต้านลัทธิใหญ่ยักษ์ ได้แก่ บรรษัทใหญ่ยักษ์ เมืองใหญ่ยักษ์ เทคโนโลยีใหญ่ยักษ์ จีดีพีใหญ่ยักษ์ เสนอว่าเศรษฐกิจชุมชนมีความสมเหตุผลที่สุดในทางเศรษฐกิจ ควรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน และปรัชญาเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ เขาเห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาสามารถหันมาเดินทางเลือกใหม่นี้ได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายดูต้องการจะไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วมากกว่า หันไปพัฒนาอุตสาหกรรมแบบตะวันตกให้มีขนาดใหญ่ยักษ์ และถึงจุดสูงสุดของยุคทองทางเศรษฐกิจตามกันมา แต่แนวคิด “ขนาดเล็กคือความงาม” ยังคงงอกงามดีในขบวนประชาสังคมและพลเมืองนักเตรียมพร้อม

ฉบับต่อไปจะกล่าวถึงผู้นำนักเตรียมพร้อมในช่วงแรกบางคน