วัลลภาจารย์ | ผู้เผยหนทางแห่งความรุ่มรวยและฉ่ำหวาน (1)

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

“ริมฝีปากพระองค์ช่างหวานล้ำ ดวงพักตร์ ดวงเนตร กระทั่งยิ้มสรวลก็ฉ่ำหวาน ดวงหทัยพระองค์ก็ยิ่งหวาน แม้การเยื้องยาตรก็ยังหวาน พระกฤษณะคือเจ้าแห่งความหวาน ทุกสิ่งของพระองค์ล้วนเปี่ยมความหวาน!

วาจาของพระองค์ก็อ่อนหวาน จริตท่าทาง เสื้อผ้าอาภรณ์ ส่วนโค้งเว้าของพระองค์ก็อ่อนหวาน การก้าวเดิน และการท่องไปของพระองค์ก็ล้วนแต่หวาน พระกฤษณะคือเจ้าแห่งความหวาน ทุกสิ่งของพระองค์ล้วนเปี่ยมความหวาน!”

 

มธุราษฏกัมของวัลลภาจารย์

หากความรักที่ยิ่งใหญ่และนำความปีติมาให้นั้นเป็นรสชาติ ก็น่าจะเป็นรสหวานอย่างมิต้องสงสัย เพราะรสนั้นทำให้เรารู้สึกฉ่ำชื่นใจ คลายอ่อนล้า มีกำลังวังชาและชวนเคลิบเคลิ้มรื่นรมณ์

ดังนั้น วัลลภาจารย์ (Vallabhacharya) เห็นว่าความรักที่พระเจ้าหรือพระกฤษณะมีต่อสาวก และที่สาวกมีต่อพระองค์นั้นย่อมเปี่ยมไปด้วยความหวานอย่างที่สุด เพราะพระองค์เป็นเจ้าแห่งความหวาน ไม่มีอะไรของพระองค์ที่ปร่าขมแม้แต่น้อย

เฉกเช่นแมลงภู่ผึ้งพากันมึนเมาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ บทประพันธ์ขนาดสั้นของวัลลภาจารย์ชื่อ “มธุราษฏกัม” (Madhurashtakam) หรือบทกวีว่าด้วยความหวาน (มธุร) แปดบท ก็เป็นดุจบุษบารสซึ่งทำให้ฝูงภมรคือเหล่าสาวก พากันมึนเมาในความหวานของพระเจ้า

กวีบทเล็กๆ นี้ได้กลายเป็นผลงานของวัลลภาจารย์ซึ่งคนรู้จักมากที่สุด แม้แต่ในท่ามกลางวัฒนธรรมป๊อปอินเดียปัจจุบัน

 

วัลลภาเกิดในปีคริสต์ศักราช 1479 ณ ป่าจัมปารัณยะใกล้เมืองไรปุระ (Raipur) ในแคว้นมัธยประเทศ ที่จริงบิดามารดาของท่านเป็นพราหมณ์ชาวใต้ (เตลุคู) มาพำนักอยู่ที่เมืองพาราณสีเพราะเต็มไปด้วยปราชญ์และแหล่งศึกษาหาความรู้ แต่อยู่ในพาราณสีได้ไม่นานก็ต้องหลบหนีมาไรปุระจากการบุกรุกของชาวมุสลิม

เมื่อเหตุการณ์สงบลง ทั้งครอบครัวจึงกลับไปอาศัยที่พาราณสีอีกครั้ง

เด็กชายวัลลภาได้รับการศึกษาเล่าเรียนอย่างดีที่สุดตามขนบพราหมณ์ ไม่เพียงเรียนพระเวท แต่ยังได้ศึกษาศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งปรัชญาหกระบบของฮินดูด้วย และดูเหมือนวัลลภาจะมีความเฉียวฉลาดกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ว่ากันว่าเขาเขียนตำราอรรถกถาชื่อสุโพธินีเมื่ออายุเพียงสิบเอ็ดปี

นอกจากนี้ วัลลภาน้อยยังได้รับเรียนรู้ความศรัทธาภักดีในพระกฤษณะ ซึ่งค่อยๆ ปลูกฝังโดยบิดามารดา

ครั้นสำเร็จการศึกษาในวัยเพียงสิบสองปี วัลลภาเดินทางไปยังวิชัยนครในภาคใต้อันเป็นบ้านเดิมของมารดา เนื่องจากบิดาได้เสียชีวิตลง จึงจำต้องพามารดาไปอยู่ในการดูแลของลุง

เมื่อลุถึงวิชัยนคร ซึ่งในเวลานั้นปกครองโดยกษัตริย์กฤษณเทวรายาผู้ร่ำรวย ว่ากันว่าวัลลภาเริ่มโต้วาทีกับนักปราชญ์ในสำนักของศังกราจารย์จนได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรก

จากนั้น การโต้วาทีกลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตวัลลภาไปในที่สุด ซึ่งคงเป็นวิถีทางของปราชญ์ในยุคสมัยนั้น เพื่อการสถาปนาความคิดของตนให้ตั้งมั่นสถาพร

 

มีตำนานกล่าวว่า วัลลภาเดินทางไปยังนครปุรีทางภาคตะวันออกของอินเดีย ซึ่งมีมหาเทวาลัยแห่งพระชคันนาถตั้งอยู่ (พระชคันนาถเป็นเทพพื้นเมือง แต่นับกันว่าเป็นรูปหนึ่งของพระกฤษณะ มีลักษณะเป็นต้นซุงสูงใหญ่ทรงกระบอกแกะสลักอย่างง่ายๆ) เกิดการโต้วาทีกันภายในวิหารแห่งพระชคันนาถกับบัณฑิตผู้ถือปรัชญาอไทวตะเวทานตะของศังกราจารย์

กษัตริย์แห่งปุรีได้ตั้งคำถามสี่ข้อว่า คัมภีร์แห่งศาสตร์ใดเป็นคัมภีร์สูงสุด? เทพองค์ใดเป็นเทพสูงสุด? มนต์ใดยิ่งใหญ่ที่สุด? และกรรมใดเป็นกรรมอันควรประพฤติอย่างสูงสุด?

แน่นอนว่า วัลลภาได้ตอบตามแนวทางไวษณพที่ได้รับมาจากครอบครัว ซึ่งยืนยันว่าพระกฤษณะย่อมทรงเป็นเทพสูงสุด กระนั้น บัณฑิตอีกฝ่ายก็หาได้ยอมรับคำตอบของเขาไม่และออกอุบายว่า

“ในเมื่อเราอยู่ต่อหน้าองค์ชคันนาถผู้ศักดิ์สิทธิ์ หากพระองค์ทรงเขียนคำตอบลงในกระดาษตรงตามที่เจ้าบอก พวกเราก็จะยอมรับ” กษัตริย์จึงรับสั่งให้หากระดาษและปากกามาตั้งยังเบื้องหน้าเทวรูป พร้อมให้ลั่นดาลปิดประตูเทวาลัยชั้นในอย่างมิดชิด และให้ยามเฝ้ารักษาไว้

พวกบัณฑิตอไทวตินพากินยิ้มเยาะ เพราะเทวรูปพระชคันนาถไม่มีมือ (ไม่ได้มีการแกะสลักมือไว้) พระองค์จะเขียนหนังสือได้อย่างไร

รุ่งเช้าวันต่อมา เมื่อเปิดประตูเทวาลัยก็ปรากฏว่ากระดาษว่างเปล่าที่วางไว้นั้น ปรากฏมีข้อความเขียนไว้เป็นโศลก สันสกฤต แปลได้ดังนี้

“คัมภีร์แห่งศาสตร์สูงสุดคือคีตาแห่งบุตรของนางเทวกี (ภควัทคีตา) เทวะสูงสุดคือบุตรแห่งนางเทวกี (พระกฤษณะ) มนต์สูงสุดคือนามแห่งพระองค์ และกรรมอันควรประพฤติอย่างสูงสุดคือการรับใช้ (เสวา) แด่พระองค์”

ข้อความทั้งหมดตรงกับสิ่งที่วัลลภาได้ชี้แจงไว้แล้วทุกประการ ดังนั้น พวกบัณฑิตจึงพากันยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่อาจโต้เถียง

 

วัลลภาเดินทางอีกครั้งไปยังเมืองโอรฉาในแคว้นมัธยประเทศ ท่านก็ได้ทำวิวาทะกับบัณฑิตฆฏะ สรัสวตีผู้มีชื่อเสียง ว่ากันว่าทุกครั้งที่มีการโต้วาที บัณฑิตผู้นี้จะประกอบพิธีวิงวอนให้พระเทวีสรัสวตี ซึ่งเป็นเทวีแห่งปัญญาและการพูดช่วยให้ได้รับชัยชนะอยู่เสมอ

ทว่าครั้งนี้ แม้จะประกอบพิธีสักเพียงใดพระเทวีก็ไม่เสด็จมาช่วย บัณฑิตฆฏะจึงพ่ายแพ้ต่อปัญญาของวัลลภาต่อหน้าผู้คน

เมื่อการวิวาทะผ่านไป ปรากฏว่าพระสรัสวตีเทวีก็เสด็จมาชี้แจงต่อฆฏะบัณฑิตที่กำลังตัดพ้อว่า “เหตุที่เราไม่ปรากฏตัวในวันนั้นและปล่อยให้ท่านพ่ายแพ้ ก็ด้วยเรามีนามว่า วาจา (เพราะทรงเป็นเทวีแห่งคำพูด) ดังนั้น เราจะมาต่อต้าน ‘วาจปติ’ เจ้าแห่งวาจาสามีของตนเองได้อย่างไร!”

ข้อความของพระสุรัสวดีมิได้หมายความว่าวัลลภาเป็นสามีของพระนางจริงๆ แต่เป็นอุปมาเปรียบเทียบว่า วัลลภามีสติปัญญาสูงส่งและมีวาทศิลป์ จึงเป็นนายเหนือคำพูด ซึ่งตรงกับคำว่า “วาจปติ” ในภาษาสันสกฤต ส่วนพระองค์เองมีพระนามว่า วาจา หรือวาค ซึ่งแปลว่า คำพูด ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงไม่อาจต่อต้านวัลลภาได้

อีกทั้งคำว่า “ปติ” จะหมายถึงนายหรือหมายถึงสามีก็ได้เช่นกัน

วัลลภาได้รับชัยชนะจากการโต้วาทีที่วิชัยนครด้วย พระราชากฤษณะเทวรายาจึงให้จัดพิธีกนกาภิเษก แต่งตั้งให้วัลลภามีตำแหน่ง “อาจารยะ” หรือนักปราชญ์หลวง ท่านจึงกลายเป็น “วัลลภาจารย์” ตั้งแต่อายุยังน้อย

สามปีที่อาศัยอยู่ในวิชัยนคร วัลลภาจารย์ศึกษาแนวทางของไวษณพเพิ่มเติมจากวิษณุสวามิน อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้นและจากมาธเวนทระ ยติ หรือมาธเวนทระ ปุรี นักบวชคนสำคัญจากสำนักมาธวาจารย์

สวามีมาธเวนทระ แนะนำให้วัลลภาจารย์ศึกษาคัมภีร์ศรีมัทภาควัตปุราณะ เทวตำนานสำคัญของพระกฤษณะ ซึ่งจะกลายเป็นคัมภีร์สำคัญในชีวิตของท่านต่อไป และในอนาคตสันยาสีผู้นี้จะได้ช่วยเหลือวัลลภาจารย์ในกิจการสำคัญอีกหลายอย่าง

 

นอกเหนือจากความสัมพันธ์กับสายธรรมคำสอนของมาธวาจารย์แล้ว เรื่องหนึ่งในชีวิตของวัลลภาจารย์ที่มีส่วนคล้ายคลึงกับมาธวาจารย์มากที่สุดคือการเดินทาง ทั้งคู่เป็นนักปราชญ์ที่ชอบเดินทางแสวงบุญไปยังดินแดนไกลแสนไกลหลายต่อหลายครั้ง

การเดินทางแสวงบุญครั้งแรก วัลลภาท่องไปยังเมืองสำคัญเกือบทั้งหมดในทักขิณาบทของอินเดีย ไม่ว่า จะเป็นศาสนนครศรีรังคัม, ติรุปติ, กาญจีปุรัม, ไศละ, มทุไร, อุทุปิ ฯลฯ แม้จะมีความปรารถนาจะเดินทางไปยังภูมิภาคอื่นๆ แต่ด้วยความไม่สงบในภาคเหนือจึงระงับไว้ก่อน

ความปรารถนาที่จะเดินทางไปทั่วอินเดียนี้จะบรรลุในภายหลัง

อีกสิ่งที่คล้ายเรื่องราวชีวิตของมาธวาจารย์ คือวัลลภาจารย์เองได้พบเจอกับบุคคลสำคัญในตำนาน ขณะที่สาวกเล่ากันว่า มาธวาจารย์ได้พบกับมหาฤษีเวทวยาส วัลลภาจารย์ก็ได้พบบุคคลที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

(โปรดติดตามต่อ) •

 

ผี พราหมณ์ พุทธ | คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

วัลลภาจารย์ : ผู้เผยหนทางแห่งความรุ่มรวยและฉ่ำหวาน (จบ)