ทราย เจริญปุระ : ร้านกาแฟ และ “บ้าน” ที่น้ำซึมเข้ามา

ทราย เจริญปุระ
"บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า" (The Ballad of The Sad Caf?) เขียนโดย Carson McCullers แปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน ฉบับพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ ไลบรารี่ เฮ้าส์, ตุลาคม 2560

“บ้านหลังนั้นไม่ได้เป็นคาเฟ่มาโดยตลอดแต่อย่างใด”*

And does it make you sad

To find yourself alone

And does it make you mad

To find that I have grown

I”ll bet it hurts so bad

To see the strength that I have shown

น้ำนั่นไม่ลึก แต่สูงพอจะสร้างความเสียหายให้กับพื้นรองเท้าผ้าใบได้อย่างถาวร ฉันเดินเลาะมาอีกด้าน ตะไคร่น้ำและมอสเขียวชุ่มงอกงามจากพื้น ระมัดระวังทุกก้าว เกร็งปลายเท้าเพื่อไม่ให้ลื่น

“ข้างในหนักกว่านี้อีก” น้องชายฉันบอกเมื่อฉันเดินผ่านแอ่งน้ำที่ผุดขึ้นมาจากพื้นสวนได้เป็นผลสำเร็จ

 

เมื่อคืนฝนตกหนักมาก หนักชนิดเมื่อเมืองตื่นจากการหลับใหลยามค่ำคืน ก็ต้องพบกับความวินาศในระดับอ่อนแก่แตกต่างกันออกไป น้ำท่วมเจิ่งพื้นถนน ท่วมทะลุลงลานจอดรถใต้ดิน ดันขยะขึ้นพ้นท่อระบายน้ำ ไหลหลากเข้าไปในบ้าน ซึมขึ้นจากพื้นรถถึงพรมปูรองใต้เท้า

“เหมือนตอนที่ห้องพี่ทรายเป็นน่ะ” น้องชายฉันสรุปสถานการณ์ให้ฟังแบบสั้นๆ ชนิดที่มั่นใจได้ว่าฉันต้องนึกออก

ใครจะไปลืมลง กับห้วงเวลาที่เราหลับสบายอยู่ใต้ผ้าห่ม ทันใดฝ้าหลังคาก็หล่นปุลงมาใส่ ลากเอาโคมไฟ สายไฟ เศษวัสดุชุ่มน้ำสารพัดลงมาบนตัว

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ การที่ปลายสายที่เราโทร.ไปแจ้งความหายนะนี้ด้วยเสียงสั่นเครือกลับไม่ไยดีอะไร -ถ้าไม่ได้เป็นอะไรก็นอนหลบๆ ไปก่อน ไม่ก็หาอะไรปูพื้นนอนไป-

เสียงลมและฝนคืนนั้นฟังดูโศกเศร้ากว่าที่เคยเป็น

 

ผู้คนล้วนมีวิธีรับมือกับปัญหาแตกต่างกันออกไป

เรามองโลกกันคนละอย่างตามประสบการณ์ส่วนตัว

เรื่องที่ผ่านไปแล้ว นอกจากจะสะสมตัวเป็นความทรงจำ ยังรวมเล่มเป็นคู่มือการใช้งานชีวิตในแบบเฉพาะตัว

You do not know how much this hurts me

To say these things that I don”t want to say

But have to say them anyway

I would do anything to end your suffering

But you would rather walk away

 

หลายคนนึกว่าร้านกาแฟที่บ้านคือร้านของฉัน ทั้งที่จริงเป็นร้านของน้องชาย

ชีวิตไม่ได้เสนอทางเลือกให้เรามากนัก เมื่อหัวหน้าครอบครัวป่วย ผู้มีหนทางสร้างรายได้น้อยที่สุดจึงถูกดึงออกจากสมการชีวิตปกติ

-ให้ออกมาดูพ่อนั่นแหละ มีประโยชน์กว่าเยอะ-

ฉันไม่รู้ว่าความมีประโยชน์ของคนแต่ละคนนั้นวัดกันที่ตรงไหน เพราะถ้าจะวัดกันที่ความรับผิดชอบและหน้าที่การงาน คนเดียวที่ไม่ได้ทำงานแบบที่ต้องออกไปพบปะผู้คนคือแม่ แต่ฉันก็รู้ว่าหน้าที่ความเป็นแม่นั้นก็มีความเฉพาะตัวอยู่

แต่ทั้งๆ ที่รู้อย่างนั้น ฉันก็ยังรู้สึกไม่ดี เวลาที่แม่บอกน้องชายไปว่าเขาไม่มีประโยชน์ในอาชีพการงาน เป็นคนไม่สลักสำคัญที่แม่จะเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ยังไงก็ได้

การมีประโยชน์

คนมีประโยชน์

ฉันว่าน้องฉันมีประโยชน์กว่าฉันอีก เพราะในขณะที่ฉันทำงานผลิตเงินได้ แต่กลับไม่รู้จะเอามันไปใช้ทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยให้ทุกคนมีความราบรื่นในชีวิต ไม่ต้องทิ้งตัวตนไปโดยคำสั่งของแม่ แต่น้องฉันก็คือน้องฉัน เขาก็ลาออกมาพยาบาลพ่อเป็นกำลังหลัก จนพ่อตายจากไป

I”ll bet it hurts so bad

To see the strength that I have shown

When you answer the door pick up the phone

You won”t find me cause I”m not coming home

 

“นี่ถ้าคุณแม่อยู่ไม่รู้จะกรี๊ดขนาดไหน” ฉันพูดลอยๆ ตอนยืนเท้าสะเอวมองดูน้ำที่เอ่อสูงในสวน

แม่รักสวน รักต้นไม้ รักมาก มากจนเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมาทำลายต้นไม้ มากจนห้ามใครมายุ่งกับพื้นที่สวน

มากจนไม่อยากจะเชื่อว่าวันหนึ่งแม่จะดูแลสวนไม่ได้แล้วจริงๆ

“จะกรี๊ดก็ต้องยอมล่ะ บ้านเอาไว้อยู่ จะปล่อยพังไปเรื่อยๆ ได้ไง” น้องชายฉันตอบเรียบๆ

อยู่มาวันหนึ่งฉันก็รู้สึกว่าน้องชายโตขึ้นมาก

ร้านกาแฟเล็กๆ ที่เหมือนแม่เปิดให้แก้ขัดแก้เขินในปีที่พ่อป่วยขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่สวนเล็กลงแต่ยังคงร่มครึ้ม ครัวในบ้านถูกปรับให้เหมาะกับการทำขนมมากกว่าของคาว ปั๊มน้ำถูกเปลี่ยน พื้นสวนถูกรื้อถาง น้องวางระบบประปาตั้งเวลารดน้ำต้นไม้ เรียกช่างมาซ่อมแอร์ รื้อตู้เก่าๆ แยกของมาเก็บ แจก หรือทิ้งไปตามสภาพ

แล้วฉันก็ยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับบ้านอยู่เหมือนเดิม นอกจากออกสตางค์ค่าน้ำค่าไฟ หรือค่าซ่อมบำรุงต่างๆ ตามแต่ที่น้องชายฉันจะส่งใบเสร็จมาให้ บ้านยังเป็นบ้านหลังเดิม แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันมีพลังงานใหม่ๆ อะไรที่เคยถูกเก็บเอาไว้ในใจสมัยที่เราทั้งสองยังเป็นเด็ก เป็นเพียงผู้อาศัย ถูกปลดปล่อยและเอาออกมาทำให้เป็นจริง

สถานะของเราเปลี่ยนไปแล้ว ฉันยังเป็นผู้อาศัยเหมือนเดิม แต่น้องชายฉันเป็นเจ้าบ้าน

และมีแม่เป็นผู้อาศัย

เราไม่มีทางรู้ ฉันไม่รู้ น้องไม่รู้ และแม่ก็คงไม่รู้เหมือนกัน ว่าการตัดสินใจสั่งให้น้องฉันออกจากงานในตอนนั้นจะพาเรื่องของเรามาจนถึงวันนี้ วันที่ลูกซึ่งแม่เคยประเมินว่าไร้ประโยชน์ เคยบอกว่าไม่รู้จะมีไปทำไม เคยเกรี้ยวกราดตวาดใส่ จะกลายมาเป็นคนเดียวที่พยายามอย่างสุดกำลังที่จะดูแลสวนของแม่

แต่ดูแลในแบบเขาเอง

แบบที่ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นมาตลอดหรือเพิ่งมาเป็นเมื่อเวลามาถึง

“เรียกช่างมาดูแล้ว เขาบอกต้องยกพื้นขึ้น ตรงนี้มันต่ำกว่าถนน ฝนตกยังไงก็ท่วม”

“แล้วจะทำไหม?”

“ทำสิ, ขุดต้นไม้ออกแล้วปรับพื้นขึ้นมาใหม่”

“เสียดายต้นไม้เหมือนกันนะ”

“อือ เสียดาย แต่สงสารบ้านมากกว่าถ้าจะไม่ทำอะไรเลย”

“นั่นสิเนอะ”

ฉันจำได้ว่าเราเคยมีต้นฝรั่งและกระท้อนที่พ่อปลูกอยู่ในสวน มันหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แต่บางทีไม่รู้อะไรเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน

ในเมื่ออะไรๆ มันก็ไม่มีวันเป็นอย่างเดิม

“ความรักเป็นประสบการณ์ร่วมระหว่างคนสองคน แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นประสบการณ์ร่วม มิได้หมายความว่าสองคนที่เกี่ยวข้องในความรักนั้นจะมีประสบการณ์เดียวกัน มีคนที่เป็นผู้รักและผู้ถูกรัก…บ่อยครั้งที่ผู้ถูกรักเป็นเพียงสิ่งกระตุ้นความรักทั้งมวลที่ถูกกักเก็บไว้ ซึ่งฝังตัวเงียบเชียบภายในผู้รักมาเนิ่นนาน และผู้รักทุกคนรู้เรื่องนี้ดี เขารู้ลึกลงไปในดวงจิตว่าความรักของเขาเป็นสิ่งโดดเดี่ยว เขารู้จักความเปลี่ยวเหงาประหลาดอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน และการได้รู้นี่เองที่ทำให้เป็นทุกข์”*

————————————————————————-
*ข้อความจากในหนังสือ
เนื้อเพลงภาษาอังกฤษจากเพลง Not Coming Home ของ Maroon5