สำรวจโครงการก่อสร้าง โรงพัก 369 แห่ง แฟลตตำรวจ 163 หลัง 10 ปีจากทิ้งร้าง ‘สร้างเสร็จแล้ว’ ‘สุเทพ-พวก’ รอดคดีฮั้วประมูล/บทความโล่เงิน

บทความโล่เงิน

 

สำรวจโครงการก่อสร้าง

โรงพัก 369 แห่ง แฟลตตำรวจ 163 หลัง

10 ปีจากทิ้งร้าง ‘สร้างเสร็จแล้ว’

‘สุเทพ-พวก’ รอดคดีฮั้วประมูล

 

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่งอ่านคำพิพากษา คดีที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ, พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทน ผบ.ตร., พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ, พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์, บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-6 กรณีร่วมฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 หลัง เมื่อ 20 กันยายนที่ผ่านมา

องค์คณะพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 โดยจำเลยที่ 1 นายสุเทพขณะเป็นรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เห็นชอบให้จัดจ้างโดยส่วนกลาง และประกวดราคาด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ผ่าน ครม. เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระเบียบขั้นตอนจัดจ้าง เป็นการปฏิบัติตามระเบียบทางราชการ ตามที่หัวหน้าหน่วยราชการเสนอมา มีระเบียบของราชการสามารถทำได้ จึงไม่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีความผิดตามฟ้อง

ส่วนจำเลยที่ 2 พล.ต.อ.ปทีป ขณะรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ใช้ดุลพินิจตามระเบียบของทางราชการในการกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดจ้าง โดยไม่จำเป็นต้องเสนอนายกฯ ให้นำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

จำเลยที่ 3 พล.ต.ต.สัจจะ เป็นคณะกรรมการประกวดราคาฯ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำให้ ตร.เสียหาย กรณีเอื้อประโยชน์ ไม่ตรวจสอบราคาวัสดุก่อสร้างที่ต่ำกว่าความเป็นจริงตามที่จำเลยที่ 5 เสนอมา แต่ข้อเท็จจริงการที่จำเลยที่ 5 เสนอราคาไม่ใช่ราคาที่ต่ำ จนไม่สามารถดำเนินการได้ การกระทำจำเลยที่ 3, 4 ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใด จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

จำเลยที่ 4 พ.ต.ท.สุริยา เป็นคณะกรรมการประกวดราคาฯ เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 และไม่มีความผิดตามฟ้องเช่นกัน

จำเลยที่ 5 บริษัทพีซีซีฯ บริษัทคู่สัญญา โจทก์ฟ้องว่า สนับสนุนการกระทำผิดของจำเลยที่ 3, 4 และเมื่อจำเลยที่ 3, 4 ไม่มีความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 5, 6 จึงไม่มีความผิดตามฟ้องเช่นกัน

จำเลยที่ 6 นายวิษณุ เป็นบริษัทคู่สัญญา ยกฟ้องเช่นเดียวกัน

หลังคำพิพากษา นายสุเทพให้สัมภาษณ์อย่างโล่งอกว่า ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีต้องตกอยู่ภายใต้กระแสการโจมตีว่าเป็นคนเลว คนทุจริต อดทนอดกลั้นและอาศัยความจริงเข้ามาต่อสู้ ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รู้ว่าเราตั้งใจทำความดีให้ชาติบ้านเมือง และประชาชน จะได้รับการคุ้มครอง…ที่ผ่านมาทนทุกข์ทรมานใจมานาน ตอนนี้หมดทุกข์ หมดโศก พ้นเคราะห์ จะเดินหน้าทำงานให้ประเทศชาติ ประชาชนตามอุดมการณ์ต่อไป ในชีวิตทุ่มเททำงานให้บ้านเมืองและประชาชนด้วยความสุจริต ไม่มีใจที่จะคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน ไม่ใช่คนทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกอย่างได้พิสูจน์แล้ว ใครที่เคยกล่าวหาโจมตี ขออโหสิให้ และตอนนี้ยังไม่คิดฟ้องร้องใครกลับ

ส่วนโจทก์คือ ป.ป.ช.จะอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่ ต้องรอประชุมก่อน เบื้องต้นจะขอคัดสำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มมาพิจารณา และที่ ป.ป.ช.ไม่ฟ้องเรียกรับสินบนนั้น ยอมรับว่าพยานหลักฐานไปไม่ถึง ข้อมูลที่รับมาไม่มีหลักฐานเส้นทางการเงิน จึงฟ้องเท่าที่มีพยานหลักฐานที่ครบถ้วนเท่านั้น

 

ล่าสุดจากการสำรวจโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง และแฟลตตำรวจ 163 หลัง เดิมปล่อยทิ้งร้าง ผ่านมา 10 ปี ปัจจุบันได้สร้างเสร็จเปิดใช้งานแล้ว มีการของบประมาณที่เป็นภาษีประชาชนทำต่อจนเรียบร้อย

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา มีคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ให้บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ชดใช้ให้ ตร. 1,500 ล้านบาทด้วย

ย้อนไปเมื่อปี 2552 โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้งบฯ “ไทยเข้มแข็ง” และเริ่มก่อสร้างต้นปี 2554 สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ นายสุเทพเป็นรองนายกฯ กำกับดูแล ตร.

ขณะนั้น ผบ.ตร. คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป๊อด” น้องชาย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รักษาการนายกฯ ขณะนี้ “บิ๊กป๊อด” จะเกษียณอายุ 30 กันยายน 2552 จะต้องแต่งตั้ง ผบ.ตร.ขึ้นมาแทนตามตามธรรมเนียม แต่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ที่นายอภิสิทธิ์เป็นประธานไม่สามารถแต่งตั้งได้สำเร็จ ที่ประชุมล่มไปหลายหน จนแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป เป็นรักษาราชการแทน ผบ.ตร.ไปเรื่อยๆ ยาวนานเกือบ 1 ปี

แล้วช่วงที่ พล.ต.อ.ปทีปรักษาราชการแทน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงสัญญา จากแยกภาคที่ พล.ต.อ.พัชรวาททำเอาไว้ มาเป็นรวบสัญญาเดียว

ระหว่างนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์เผชิญสถานการณ์ร้อนทางการเมือง ทั้งชุมนุมประท้วงไปจนถึงเหตุการณ์สลายม็อบปี 2553 หรือ 99 ศพ และอีกหลายปัญหารุมเร้าจนยุบสภา

ต่อมาเรื่องนี้เกิดเป็นประเด็นขึ้นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2555 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.พรรครักประเทศไทย ได้เปิดอภิปรายกลางสภา ในวาระไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ดูแลงาน ตร. โดยเปิดโปงโครงการ 396 โรงพักที่สร้างแล้วทิ้งร้าง โดยนำภาพถ่ายจำนวนมากมาแสดงประกอบอภิปราย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจสาธารณชนอย่างยิ่ง

จน ร.ต.อ.เฉลิมสั่งตรวจสอบพบว่าต้นเรื่องมาจากโครงการในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ จึงกลายเป็นคดีความสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในยุคนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนสรุปให้เอาผิดนายสุเทพกับพวก โดยยื่นให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ และแล้ว 22 กรกฎาคม 2562 ป.ป.ช.มติชี้มูลความผิดนายสุเทพกับพวกรวม 6 คน

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอื่น ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ และ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

มติ ป.ป.ช.ให้ส่งเรื่องรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด แต่อัยการไม่สั่งฟ้อง สุดท้าย ป.ป.ช.จึงยื่นฟ้องเอง

นายชูวิทย์ระบุไว้ก่อนศาลฎีกาฯ พิพากษา 1 วัน กระตุกความคิดว่า อยากชี้ให้เห็นคือ ประเทศไทยต้องมีภาคประชาชนที่เข้มแข็ง และการที่องค์กรต่างๆ ออกมาพูดเรื่องการประกาศคอร์รัปชั่นก็ไม่ใช่เรื่องจริงที่ทำได้ โดยขอยกเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของการคอร์รัปชั่นและสร้างความเสียหายอย่างมาก

และหลังคำพิพากษา เจ้าตัวที่เคยเปิดประเด็นเรื่องนี้ยังแอบคาใจว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น ใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ เพราะมีมูลค่ากว่า 5,800 ล้านบาท