ส.ส.พนิต วิกิตเศรษฐ์ ‘เสียงส่วนน้อยในประชาธิปัตย์’ วันที่คนนอกมอง ‘พรรคแตก’/รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

 

ส.ส.พนิต วิกิตเศรษฐ์

‘เสียงส่วนน้อยในประชาธิปัตย์’

วันที่คนนอกมอง ‘พรรคแตก’

 

“ผมไม่อยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์แตก แต่เราก็ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องของคนที่เขามองว่าถ้าอยู่แล้วเขาไม่มีที่ทางที่ให้เขาสามารถเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไปได้ หรือคนที่เคยเป็น ส.ส.ก็อยากเป็น ส.ส.อีก คำว่า “พรรคแตก” ไม่ได้หมายถึงว่ามีการแก่งแย่งหรือโค่นล้มให้เกิดปัญหาขึ้น และตัวผมเองไม่เคยโทษผู้บริหารพรรค แต่ขณะเดียวกันในสถานะสมาชิกต้องมองว่าผู้บริหารพรรคจะสามารถทำให้พรรคเราเดินหน้าได้อย่างไร” คือคำเปิดใจจากพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่โหวตแตกต่างจากมติพรรคหลายวาระ

ส.ส.พนิตเล่าว่า เข้ามาอยู่ในพรรคนี้เกือบ 20 ปี ตั้งแต่สมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นคนเซ็นบัตรสมาชิกให้ ผ่านมาถึงยุคท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน, ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาจนถึงท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงที่มี “จุดยืน” แต่ได้รับเสียงน้อย และสไตล์การหาบริหารของคุณจุรินทร์กับคุณอภิสิทธิ์อาจจะไม่เหมือนกัน ผมมองว่าไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก ผู้บริหารองค์กรต่างก็มีสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน วันนี้หากสไตล์ของหัวหน้าพรรคเป็นแบบนี้ ถ้าคุณชอบก็ดำเนินงานต่อไป แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ คุณก็ต้องเลือกทางเดินใหม่

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มีคนที่เก่งอยู่มาก แล้วพรรคก็เป็นสถาบัน ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีเจ้าของ ดังนั้น คนเก่งๆ ที่เข้ามาเขาก็มีความตั้งใจทะเยอทะยานอยากประสบความสำเร็จ แล้วเมื่อมีคนออกไป คุณจะหาคนทดแทนได้หรือเปล่า ถ้าหาทดแทนได้ดีก็ไม่เป็นไร

แต่ผมมองว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์อาจจะ “ขาดดุล” มากกว่าเกินดุล คนออกมากกว่าคนเข้า แต่ก็ไม่แน่นะ ช่วงปลายๆ ก่อนเลือกตั้งสัก 3-4 เดือน อาจจะมีคนเข้ามาเต็มเลยก็ได้ ผมก็ยังตอบไม่ได้ แต่วันนี้เองผมไม่อยากให้มองว่าพรรคแตก มันเป็นการเดินหน้าทำการเมืองของแต่ละท่าน

 

สําหรับการโหวตสวนมติพรรคที่ผ่านมา “พนิต” ยอมรับความจริงว่าผมมีแนวคิดทางการเมืองและจุดยืนวันนี้อาจจะไม่เหมือนกับเสียงส่วนใหญ่ของคนในพรรคประชาธิปัตย์ แล้วผมก็ยอมรับว่าเขาไม่ได้ผิด แล้วผมก็ไม่ได้ผิด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องทุกครั้งที่ผมลงมติหรือตัดสินใจใดๆ ทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ผมจะสามารถตอบตัวเองได้หมด ดังนั้น ผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตตั้งแต่วันแรกว่าไม่เข้าร่วมรัฐบาล ผมพร้อมที่จะเปิดเผยว่าผมเองเป็น 1 ใน 16 คนที่เป็นเสียงส่วนน้อยที่โหวตว่าประชาธิปัตย์ไม่ควรเข้าร่วมรัฐบาล แน่นอนผมแพ้ก็ไม่มีปัญหา

ผมเคยถามตัวเองว่าการเข้าไปร่วมรัฐบาลคุณทำอะไรได้ในฐานะ ส.ส. ง่ายที่สุดถ้าคุณไม่แฮปปี้ คุณก็ลาออกไป แต่ผมคิดว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายของผม ผมคิดว่าถ้าเกิดมีอะไรที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ไม่ชอบมาพากล ผมก็ต้องพร้อมที่จะลุกขึ้นยืนคัดค้าน

เช่น กรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าผมเชื่อว่ามีคณะรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหน หรือแม้แต่ใน ปชป.ทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ผมต้องกล้าตัดสินใจลงมติ แม้กระทั่งฝืนหรือสวนมติพรรค

ดังนั้น สิ่งที่ผมจะต้องรับให้ได้ก็คือ เมื่อคุณตัดสินใจเช่นนี้แล้วคุณต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น เช่น การถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ตั้งทัณฑ์บนไว้ เลวร้ายที่สุดคุณต้องยอมรับให้ได้ว่าถ้าเขาขับคุณออกจากพรรค

แต่ผมเองมีความเชื่อตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้วว่าเราไม่ควรไปร่วม ดังนั้น ถ้าเข้าร่วมเขาก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากผม ผมเลยต้องแยกตัวผมเอง หน้าที่ของผมและมติพรรคออกจากกัน ซึ่งหลายครั้งผมก็ต้องเข้าไปอธิบายกับผู้ใหญ่ในพรรค แล้วถ้ามองกลับไปอีกรอบหนึ่งถ้าผมเป็นผู้บริหารพรรค ผมก็คงจะไม่พอใจตัว “นายพนิต” อยู่แล้ว

ผมไม่อยากอ้างว่าการลงมติไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและเป็นเอกสิทธิ์ เพราะถ้าผมอ้างอย่างนั้นคนอื่นจะดูไม่ดี

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม การทำการเมืองในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมาผมกล้าพูดได้เลยว่าผมตอบตัวผมเองได้ทุกๆ มติที่ผมลงเกี่ยวกับการอภิปรายไม่วางใจและเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ผมโหวตหลายครั้งค้านกับมติของพรรค เช่น พรรคไม่ยอมกรณีที่ฝ่ายค้านต้องการแก้ไขมาตรา 272 (เรื่องปิดสวิตช์ ส.ว.) ผมเองเป็นเสียงส่วนน้อย ผมต้องการแก้ ผมกดเห็นด้วยกับฝ่ายค้านที่เสนอประเด็นนี้

หรือย้อนไปเรื่องการทบทวนคำสั่ง ม.44 พรรคก็มีมติว่าไม่ให้ผ่าน ไม่ให้รับ ผมก็ไม่ยอมเพราะผมมองว่ามาตรา 44 เมื่อถึงจุดที่ คสช.หมดไปแล้วต้องเอามาทบทวน เพราะว่าบางอันมันไม่เหมาะสมแล้วก็ไม่เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม ผมก็โหวตสวนมติของพรรคไป

ผมเองก็ต้องกล้าที่จะยอมรับผลที่ตามมา

 

ถามว่า ถ้าอนาคตพรรคพิจารณาไม่ส่งลงหรือให้อยู่อันดับที่ไม่เหมาะสมจะรู้สึกอย่างไร “พนิต” ถอนหายใจ พร้อมพูดว่า ด้วยความเต็มใจเลยนะครับ 100% เชื่อว่ามีผลกระทบแน่นอนต่ออนาคตทางการเมืองของผมกับสิ่งที่ผมดำเนินการลงไป และตัวผมเองก็จะไม่โทษผู้บริหาร เพราะว่าถ้าเขาปล่อยผม ระดับความมั่นใจในการบริหารอาจจะลดน้อยลง สำหรับผมอนาคตมันอยู่ที่ตัวผมแล้วครับ สิ่งที่ถามมาถูกเลย เขาอาจจะพิจารณาในการไม่ส่งผม ผมก็ต้องยอมรับนี่คือผลลัพธ์

แต่ถามว่าผมเสียใจหรือไม่ หรือถ้าย้อนเวลากลับไปได้ให้โหวตตามมติพรรคหมดเลย เพื่อให้เขาส่งเราเหมือนเดิม ผมก็พูดตรงๆ ว่าผมไม่เสียใจเลย

ย้อนกลับไปอีก 10 ครั้งผมก็จะทำเหมือนเดิมคือการไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และงดออกเสียงให้กับรัฐมนตรีหลายคนที่ผมรู้เลยว่ามีพฤติกรรมที่ทุจริตแน่

ถ้าอนาคตประชาธิปัตย์เขาไม่ส่งก็ไม่ได้หมายความว่าตัวผมเองต้องเลิกการเมือง หรือไม่ได้หมายความว่าผมต้องออกจากพรรคประชาธิปัตย์

ผมเองคิดว่าผมได้รับโอกาสจากพรรคและประชาชนให้มาเป็น ส.ส.สมัยนี้ ผมได้ทำหน้าที่ของผมได้ดีที่สุดแล้ว หากครั้งหน้าพรรคจะไม่ส่ง ผมก็อาจจะอยู่เฉยๆ เป็นสมาชิกก็ได้เพราะว่าเขาไม่ส่ง

หรือถ้าผมคิดว่าผมมีโอกาสที่จะทำอะไรได้ในทางการเมืองอยู่ในสภา ผมเองก็ต้องพิจารณา แต่ผมจะไม่ไปโทษใคร ผมจะไม่ไปโทษพรรคว่าไม่ส่งเพราะว่าสิ่งที่เราทำมา แล้วผมเองก็จะไม่โทษตัวเองที่ไม่ได้ลงมติเหมือนเขา

ผมเองจะไม่โทษอะไรทั้งสิ้น แต่จะเดินหน้าต่อไป

 

สิ่งที่ผมอยากจะทำคือเป็นนักการเมืองที่สามารถที่จะเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานการเมืองแล้วสนใจที่อยากจะเดินหน้าเข้ามาทำงานการเมือง ถ้าผมช่วยได้ผมก็อยากจะช่วย ไม่ว่าจะช่วยให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือช่วยให้กับพรรคอื่นๆ ผมจะใช้ประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา 20 ปีในทางการเมืองเป็นแนวทางให้กับคนที่สนใจการเมือง

ผมมองว่าคนรุ่นใหม่คืออนาคตจริงๆ วันหนึ่งเขาจะต้องศึกษาผมว่าทำไมผมถึงทำงานการเมืองแบบนี้ แล้วถ้าจะเดินต่อในแต่ละช่วงทำไมผมถึงตัดสินใจแบบนี้

ตัวผมมีลูก 2 คน ลูกสาวคนหนึ่งที่ไม่ชอบการเมืองเลย ส่วนลูกชายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ (ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.) สำหรับผมคือคนที่ผมคิดว่าถ้าเขามองผมแล้วบอกว่าพ่อตัดสินใจเรื่องนี้ถูก ผมจะภูมิใจ แต่ถ้าเขาบอกว่าพ่อตัดสินใจผิด ผมก็จะไม่โกรธ แล้วผมจะนำสิ่งที่เขาพูดมาทบทวนว่าเราควรจะต้องมองอะไร แต่ส่วนใหญ่จะคิดตรงกัน ดังนั้น สำหรับผมในอนาคตทางการเมืองผมอยากจะทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป แต่จะด้วยบทบาทไหนในฐานะผู้ให้ประสบการณ์ ผมอยู่ประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ 2545 ที่นี่ให้ชีวิตอนาคตทางการเมือง ผมก็ต้องตอบคำถามนี้ตรงๆ ว่าถ้าผมอยากเป็นผู้แทนฯ ต่อแล้วถ้าเขาไม่ส่งผม ผมต้องมาตัดสินใจว่าแล้วผมจะทำยังไงต่อเพื่อเป็นผู้แทนฯ ให้ได้ ต้องดูว่าใครพรรคไหนเห็นตัวตนของเราที่เขาอาจจะอยากได้

ผมตอบตรงๆ แบบลูกผู้ชายเลยว่าผมพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอและศึกษาพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีแนวคิดแล้วเห็นตัวตนของเรา ว่าการทำงานการเมืองของผมที่ผ่านมา 20 ปีผมได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะ 3 ปีในสภาที่ผ่านมาผมทำอะไรไปบ้าง ถ้ามีผมก็ยินดีที่จะพูดคุยเพราะว่าไม่มีอะไรเสียหาย

แล้วถ้าเป็นพรรคการเมืองที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (ในช่วงที่ผมตัดสินใจเข้าการเมือง ลาออกจากอาชีพเดิม) เพื่อมาเข้าประชาธิปัตย์ ผมเองก็สนใจ ต้องบอกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมมองพรรคประชาธิปัตย์ที่สำหรับนักการเมืองมืออาชีพและนักการเมืองรุ่นใหม่ที่อยากเข้ามาทำการเมือง เป็นสถาบันที่มีคนเก่งๆ เข้ามามาก

ถ้าผมจะย้ายพรรค ผมจะต้องหาพรรคการเมืองที่วันนี้คิดว่าอีก 20 ปีข้างหน้าผมจะอยู่กับพรรคที่สามารถเป็นสถาบันสำหรับคนรุ่นใหม่ แม้วันนั้นผมอาจจะไม่เด็กแล้ว เพราะตอนนี้ผมอายุ 58 แล้ว แต่แนวคิดผมยังเป็นอย่างนี้อยู่

ติตดามชมคลิปได้ที่

https://www.youtube.com/c/MatichonWeekly