เปิดเกณฑ์ย้ายครูใหม่ เพิ่มคุณภาพ หรือซ้ำเติมปัญหา?? / การศึกษา

การศึกษา

 

เปิดเกณฑ์ย้ายครูใหม่

เพิ่มคุณภาพ หรือซ้ำเติมปัญหา??

 

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการศึกษา หลังที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2565 เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะหลายฝ่ายกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะเป็นการ “ซ้ำเติม” ทำให้ “โรงเรียนขนาดเล็ก” ต้องเผชิญกับปัญหา “ขาดแคลน” ครูมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่!!

สาเหตุในการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ มาจาก ก.ค.ศ.มองว่าได้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูฯ ตำแหน่งครู สังกัด ศธ.มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมถึงองค์ประกอบเพื่อใช้พิจารณาการย้ายกรณีปกติ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ตาม ว 3/2564

ซึ่งเดิมหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ กำหนดให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย 2 ปี และดำรงตำแหน่งครูอีก 2 ปี รวมเวลา 4 ปี ถึงจะยื่นคำร้องขอย้ายได้ ทำให้ข้าราชการครูฯ ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลภูมิลำเนา ต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูฯ รวมถึงสร้างขวัญ และกำลังใจ ที่จะส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ใหม่ มีสาระสำคัญดังนี้

1. กำหนดให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ไปใช้ย้ายครูกับทุกส่วนราชการในสังกัด ศธ.

2. กำหนดการย้ายเป็น 3 กรณี ได้แก่ การย้ายกรณีปกติ การย้ายกรณีพิเศษ และการย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ

และ 3. การปรับแก้/เพิ่มเติม

 

โดยการย้ายในแต่ละกรณีมีดังนี้ การย้ายกรณีปกติ

1. คุณสมบัติของผู้ขอย้าย โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อพ้นการเตรียมความพร้อม และพัฒนาอย่างเข้ม และได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูแล้ว สามารถยื่นคำร้องได้เลย โดยไม่ต้องรอ 4 ปี

2. ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาปัจจุบัน ติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับถึงวันสุดท้ายที่กำหนดให้ยื่นคำร้องขอย้าย โดยนำระยะเวลาที่เตรียมความพร้อม และพัฒนาอย่างเข้มในสถานศึกษานั้น ไม่น้อยกว่า 24 เดือนมาใช้ได้

3. ให้ยื่นคำร้อง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ยื่นคำร้องเดือนมกราคม ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-30 เมษายน และครั้งที่ 2 ยื่นคำร้องเดือนกรกฎาคม ให้ใช้พิจารณาย้ายระหว่างวันที่ 1 กันยายน-31 ตุลาคม

4. องค์ประกอบการพิจารณาย้าย ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งฯ ว 3/2564 การย้ายกรณีพิเศษ เพิ่มเติมรายละเอียดเหตุของการย้ายให้ชัดเจนขึ้น และกำหนดให้ผู้ขอย้ายระบุอำเภอ ในจังหวัดที่ประสงค์ขอย้ายไปดำรงตำแหน่ง เพื่อให้ผู้ขอย้ายได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว โดยให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่รับย้าย เป็นผู้พิจารณาสถานศึกษาให้ไปดำรงตำแหน่ง และต้องดำเนินการนำเสนอคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายใน 45 วัน

ส่วนการย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ กำหนดเหมือนเดิม เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการฯ เดิม ได้กระจายอำนาจให้ สพท.หรือส่วนราชการอื่น เป็นผู้พิจารณาย้ายได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ในกรณีดังนี้ 1.การย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 2.การย้ายเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการในสถานศึกษา 3.การย้ายเพื่อเกลี่ยอัตรากำลังของสถานศึกษา

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ตำแหน่งครู ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.3/ว 8 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 ที่ ศธ 0206.4/ว 24 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 และที่ ศธ 0206.4/ว 32 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ด้วย

 

เกณฑ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการศึกษาตามมามากมาย นักการศึกษาหลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมบอร์ด ก.ค.ศ.เพิ่งมาอนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายหัวตามความจำเป็นขั้นพื้นฐาน โดยกำหนดให้ปรับขึ้นแบบขั้นบันได เป็นระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2569

ประกอบกับเป็นช่วงที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใกล้จะหมดวาระแล้ว การปรับเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญเหล่านี้ เป็นการ “หาเสียง” เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งในสมัยหน้าหรือไม่??

ที่สำคัญ การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ครั้งนี้ เป็นประโยชน์กับการศึกษาของประเทศ หรือมีแค่ครูเท่านั้นที่ได้ประโยชน์??

ล่าสุด ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ออกมาให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนเกณฑ์ย้ายครูจาก 4 ปี เหลือ 2 ปี จะส่งผลกระทบต่อโรงเรียนขนาดเล็กอย่างแน่นอน เพราะการเป็นครูโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องรับผิดชอบงานจำนวนมาก ตั้งแต่จัดการเรียนการสอนให้นักเรียนหลายระดับชั้น ไปจนถึงต้องรับผิดชอบหน้าที่อื่นๆ เช่น อาหารกลางวัน ทำหน้าที่ธุรการ ขายของสหกรณ์โรงเรียน เป็นต้น เมื่อหลักเกณฑ์นี้กระทบกับโรงเรียนขนาดเล็ก ศธ.ก็ควรจะเร่งแก้ปัญหา เช่น อาจเร่งบรรจุครูให้ไวขึ้น หรือปรับโครงสร้าง ปฏิรูปโรงเรียนขนาดเล็กใหม่ เป็นต้น

ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามว่าการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ จะเปิดโอกาสให้ “ทุจริต” ในการโยกย้ายหรือไม่

ผศ.ดร.อดิศรมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะหลักเกณฑ์การย้ายครูด้วยวิธีปกติ วิ่งเต้นกันยากมาก เพราะกำหนดคะแนนตัวชี้วัดในการประเมินตามองค์ประกอบการย้ายครูอย่างชัดเจน เช่น กำหนดความรู้ ความจำเป็นของสถานศึกษา สภาพความยากลำบากในการปฏิบัติงานในสถานศึกษาปัจจุบัน เหตุผลในการขอย้าย ดูวิทยฐานะ ความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาที่รับย้าย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อดิศรได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้น่าสนใจ ว่าแม้เกณฑ์นี้จะป้องกันการทุจริตได้ แต่ “ไม่” ตอบโจทย์ในเรื่องของการย้ายคน เพราะครูเก่งๆ จะถูกย้ายออกจากโรงเรียนขนาดเล็ก มองว่าเกณฑ์การพิจารณาย้ายครู ควรจะให้น้ำหนักเหตุผลความจำเป็นว่าต้องการไปดูแลครอบครัว หรือกลับภูมิลำเนา มากกว่าไปให้น้ำหนักกับเรื่องวิทยาฐานะ และความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา

 

ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ระบุว่า เชื่อว่าเกณฑ์ย้ายครู 4 ปี ดีกว่า 2 ปี เพราะถ้าเปลี่ยนระยะเวลาการย้ายเหลือ 2 ปี จะทำให้เกิดความปั่นป่วน ครูจะไม่ทำงานอย่างทุ่มเทถึงที่สุด และจะเกิดความอลเวงกันทั้งระบบ

ทั้งนี้ ศ.ดร.สมพงษ์ตั้งคำถามอย่างเผ็ดร้อน ว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นการเอา “การเมือง” นำ “การศึกษา” เพราะต้องการ “หาเสียง” หรือไม่

ที่สำคัญคือ ศธ.กำลัง “ให้โอกาส” ครู หรือกำลัง “ซ้ำเติม” ปัญหาการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 15,000 แห่ง??

เพราะเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก “ขาดแคลน” ครูมากขึ้น เพราะครูจะย้ายกลับภูมิลำเนา หรือเน้นย้ายไปโรงเรียนในเมืองที่มีความสะดวกสบายมากกว่า!!

ต้องจับตาดูต่อไป ว่าการปรับเกณฑ์และวิธีการย้ายครูฯ รอบนี้ “ใคร” กันแน่จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง??

แต่ที่รู้ๆ คือ “นักเรียน” ในโรงเรียนขนาดเล็ก จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน!! •