คำ ผกา | แด่ผู้รู้ทันการเกี้ยเซียะ

คำ ผกา

“เกี้ยเซียะ” แปลว่าอะไร ไม่แน่ใจว่าถ้าเปิดพจนานุกรมจะพบความหมายหรือไม่

แต่เกี้ยเซียะในความหมายที่เข้าใจและใช้กันอยู่ ณ วันนี้คือ ทักษิณ ชินวัตร/พรรคเพื่อไทย (จะ) ไปเกี้ยเซียะกับเผด็จการ (หรือไม่?)

ดังนั้น คำว่าเกี้ยเซียะจึงแปลว่าการไปลักลอบมีข้อตกลงทางผลประโยชน์อะไรบางอย่างกับกลุ่มคนที่เป็น “ศัตรู” กับคนที่ยืนอยู่ฟากฝั่งเดียวกัน เกี้ยเซียะจึงมีนัยของการทรยศกับ “พวกเดียวกัน” หรือในภาษาในขบวนการต่อสู้อาจใช้คำว่า “เพื่อนร่วมรบ”

สำหรับฉัน คำว่าเกี้ยเซียะจึงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคมการเมืองไทยที่น่าสนใจว่าใครคือ “เขา” และใครคือ “เรา”

คงไม่เป็นการเกินเลยที่จะบอกว่าก่อนการรัฐประหาร 2549

อุดมการณ์หลักของสังคมไทยคืออุดมการณ์ประชาธิปไตย + ราชาชาตินิยม และจนกระทั่งการปรากฎตัวของสนธิ ลิ้มทองกุล กับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ที่พัฒนาจนเกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ชื่อ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ความเป็น “เรา” คือ คนไทย และความเป็น “เขา” คือ ศัตรูภายนอก เช่น “ต่างชาติ” เมื่อเป็นเช่นนั้นคำว่า “ทักษิณขายชาติ” จึงเป็นวาทกรรมที่ขายได้

สิ่งที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือพันธมิตรฯ นำมาโจมตีทักษิณและพรรคไทยรักไทย คือ ทักษิณเป็นตัวแทนของ “ทุนสามานย์” อันมีนัยของการมีผลประโยชน์ร่วมกับทุนต่างชาติ (ที่ไม่แน่ชัดว่าคืออะไร รู้แต่ว่ามันคุกคามผลประโยชน์ของชาติ)

เมื่อเป็นตัวแทนของทุนสามานย์ทักษิณจึงเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง ครอบครัว เครือญาติมากกว่าเพื่อประเทศชาติและประชาชน

เข้าสูตรนักการเมืองโกงชาติโกงแผ่นดินจนนำมาสู่กรณีขายชินคอร์ปให้เทมาเส็ก นำมาสู่วาทกรรม “ขายชาติ” ในที่สุด

ความย้อนแย้ง absurd อย่างหาที่เปรียบไม่ได้นี้คือ ตัวทักษิณและพรรคไทยรักไทย

หากเราใช้มาตรวัดอุดมการณ์แบบสากลโลก เขาและพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองอุดมการณ์อนุรักษนิยม แม้แต่ชื่อพรรค “ไทยรักไทย” นั้นสะท้อนอุดมการณ์ “เชื้อชาตินิยม” อันถือเป็นขั้นกว่าของอุดมการณ์ “ชาตินิยม”

พูดง่ายๆ คือ เป็นขั้นกว่าของอนุรักษนิยมปกติเสียด้วยซ้ำ

พูดให้ง่ายกว่านั้นอีกคือ ทักษิณและพรรคไทยรักไทยเป็นทั้งอนุรักษนิยมเชื้อชาตินิยมและราชาชาตินิยมอย่างสมบูรณ์แบบ ถูกต้องครบถ้วนตามอุดมการณ์กระแสหลักที่ควรมีควรเป็นของสังคมไทยทุกประการ

สิ่งที่แตกต่างของทักษิณและพรรคไทยรักไทยมีประการเดียวเท่านั้นที่ต่างจากทุกพรรคการเมืองในอดีต คือเป็นพรรคการเมืองที่ก้าวขึ้นมาครองอำนาจรัฐจากฐานความนิยมจากประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และช่วยไม่ได้ที่ต้องบอกว่านี่คือผลพวงของการออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2540

เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้ทักษิณและพรรคไทยรักไทยมีโจทย์ในการทำการเมืองคือ ถ้าหากอยากเป็นรัฐบาลต่อไปเรื่อยๆ ถ้าหากอยากมีอำนาจรัฐในมือต่อไปเรื่อยๆ ก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะชนะใจผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศ

และนั่นทำให้พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองแรกที่สร้างความพันธ์กับฐานเสียงผ่านประโยชน์ที่ได้รับจากนโยบายของพรรคเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยจากระบบอุปถัมภ์แบบเก่า; การให้ผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น การซื้อเสียง; ความช่วยเหลือผ่านความสัมพันธ์เชิงบุคคล ฯลฯ

นโยบายที่มุ่งหวังจะชนะใจประชาชน (เพราะอยากชนะเลือกตั้ง) ไม่ว่าจะเป็นสามสิบบาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, การกระจายอำนาจ, การปฏิรูประบบราชการ, โอท็อป

ความทะเยอทะยานที่วางประเทศไทยไว้ในแผนที่โลกผ่านระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ คิดแม้กระทั่งเรื่องสกุลเงินอาเซียน (คล้ายๆ ยูโร) หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยน GMT หรือเวลาสากลของไทยให้เท่าสิงคโปร์ เพื่อปรับเวลาเปิด-ปิดตลาดหุ้นของเราให้ align กับตลาด “สากล” มากขึ้น

น่าเสียดายที่ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ ว่าเวลาสากลของเรานั้นก็ถูกตั้งค่าขึ้นมาจากอิทธิพลของเจ้าอาณานิคม ดังนั้น มันก็แค่มรดกอาณานิคมอันหนึ่งที่ตกค้างอยู่ ที่ทำให้เราใช้เวลาสากลของอินโดจีน ไม่ใช่สัจธรรมสากลโลกอะไร เมื่อไม่เข้าใจก็พากันต่อต้าน

สิ่งที่ทักษิณและพรรคไทยรักไทยทำลงไปอย่าง “ไร้เดียงสา” นั่นคือ การ implement นโยบายต่างๆ เพื่อให้ประชาชน happy เพราะคิดว่าถ้าประชาชน happy ก็จะชนะการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ได้เป็นรัฐบาลไปเรื่อยๆ

แต่ความเป็นจริงที่อาจมองข้ามไปคือ

หนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนที่ไม่ happy แน่นอนคือ พรรคการเมืองอื่นๆ ที่อาจต้องกลายเป็นฝ่ายค้านไปอีกยาวนาน เพราะพรรคไทยรักไทยผูกขาดชัยชนะในการเลือกตั้ง

สอง มีคนอีกหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของพรรคไทยรักไทยและเสียผลประโยชน์ เช่น กลุ่มภาคประชาสังคม เอ็นจีโอต่างๆ ที่คิดเอาเองว่าตัวเองจะตกงานหรือหมดความหมายหากประชาชนกินดีอยู่ดี เพราะรัฐบาลฟังก์ชั่นได้ดี

กลุ่มข้าราชการที่เสียโอกาสในการทุจริตติดสินบนรวมไปถึงการสูญเสียอภิสิทธิ์ในระบบอุปถัมภ์เดิม ไม่นับเครือข่ายธุรกิจสีเทาอย่างกลุ่มหวยไต้ดินต่างๆ

สาม ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประชาชนอันเนื่องจากผลงานของพรรคไทยรักไทยไปเขย่าเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยโดยที่ทักษิณเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้น สิ่งนี้ส่งผลสะเทือนและทำให้ชนชั้นนำ “เก่า” รู้สึกไม่มั่นคง

พูดง่ายๆ คือ ทักษิณและพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นผลผลิตภายในของอุดมการณ์ “ขวาไทย” กลายเป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายขวาด้วยกันเอง

และในความเป็น “ขวา” ของทักษิณ เขาก็ถูกเกลียดชังจาก “ฝ่ายซ้าย” ทั้งจริงและปลอมในสังคมไทยได้

เพราะสิ่งที่ฝ่ายซ้ายรังเกียจและโจมตีทักษิณคือ นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ของเขา

และถูกเกลียดมากที่สุดจากฝ่ายซ้ายจอมปลอมที่ปัจจุบันไปหลอมรวมอยู่กับฝ่ายขวาไปแล้ว (อดีดเคยเข้าป่า, อดีต พคท., ปัจจุบันนักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชน เอ็นจีโอ ฯลฯ)

ทั้งหมดนี้หลอมรวมเป็นขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนำไปสู่การรัฐประหารปี 2549 ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของการเมืองไทยร่วมสมัย

หลังการรัฐประหาร 2549 ภูมิทัศน์การเมืองไทยเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

จากเดิมที่มีอุดมการณ์เดียวคือประชาธิปไตยอนุรักษนิยม มาสู่การเมืองไทยยุค “ตาสว่าง” ช่วงปี 2550-2560 เป็นทศวรรษแห่งความโกลาหลของวรรณกรรมการเมือง ประวัติศาสตร์กระแสหลัก เรื่องเล่ากระแสหลัก ไทม์ไลน์ว่าด้วยกำเนิดและความเป็นมาของชาติไทย ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเขย่ากระจุยกระจาย โครงกระดูกในตู้ถูกคุ้ยค้นออกมาจนไม่มีชิ้นดี

ประจักษ์พยานแห่งความโกลาหลนี้สะท้อนผ่ายความพยายามทำลายร่องรอยของประวัติศาสตร์ 2475 ที่ปกติไม่ได้รับความสนใจจากสังคมมากนัก

ความเป็น “เขา” และความเป็น “เรา” ในสังคมไทยเปลี่ยนความหมายมาเป็น “เขา” ที่สนับสนุนเผด็จการ และ “เรา” ที่สนับสนุนประชาธิปไตย

หมุดหมายที่เอาไว้บ่งชี้ว่าใครสนับสนุนเผด็จการ ก็ดูว่าใครสนับสนุนรัฐประหาร และใครที่ยังสนับสนุนอุดมการณ์และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ฉบับที่แพร่หลายก่อนปรากฏการณ์ตาสว่าง – โดยมาคนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า สลิ่ม

ส่วนความเป็น “เรา” คือคนที่ต่อต้านรัฐประหาร ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสากล

น่าสนใจมากกว่านั้นคือในหมู่ “เรา” นั้นก็เต็มไปด้วยความหลากหลายในรายละเอียด

บางเรามองว่า ทักษิณ เสื้อแดง นปช. คือมิตรร่วมรบ

บางเราบอบช้ำ สุญเสีย สิ้นหวัง สูญหายจากการร่วมรบและรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากมิตรร่วมรบ

บางเราในอดีตเป็น “คนรู้ทันทักษิณ” แต่เสียรู้เผด็จการ ผันตัวมาอยู่ข้างประชาธิปไตยหลังการรัฐประหารปี 2557

บางเราเหล่านี้ยังเกลียดทักษิณเข้าไส้

และยังพกชุดคำอธิบายและวาทกรรมเก่าๆ สมัยยังฟังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์และยังมีภาวะหลอนผีทักษิณเป็นพักๆ

ยิ่งเห็นบทบาทของแพทองธาร ชินวัตร คล้ายๆ จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ อาการดิ้นๆ หลอนๆ จะยิ่งหนักขึ้น เมื่ออาการหลอนเข้าครอบงำ ฟังก์ชั่นการใช้เหตุผลก็จะเบาบาง จากนั้นจะตกเป็นเหยื่อทฤษฎีสมคบคิด และหนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดที่ขายที่สุดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาคือ ทฤษฎีเกี้ยเซียะ

สําหรับฉัน ทฤษฎีเกี้ยเซียะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยหลุดออกจาก track ของประชาธิปไตยที่เรียบง่ายที่สุด นั่นคือ เราต้องยืนหยัดมั่นคง รักษาระบบการเมืองเลือกตั้งและระบบรัฐสภา โดยไม่ถูกปั่นหัวจากเรื่องเล่าข่าวลือ

และต้องทำใจให้ได้ว่าการเมืองเลือกตั้งนั้นตั้งอยู่บนฐานคณิตศาสตร์และตัวเลขที่มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะไม่ถูกใจเราเสมอไป แต่ทฤษฎีสมคบคิดอย่างทฤษฎีเกี้ยเซียะต่างหากที่จะเป็นข้ออ้างให้เกิดรัฐประหารได้ทุกเมื่อ

อย่าลืมว่าในภาวะที่ฝ่ายเผด็จการต้องการครองอำนาจและสืบทอดอำนาจสิ่งแรกที่เขาต้องทำลายคือ พรรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนที่เข้มแข็งที่สุด พรรคนั้นคือ เพื่อไทย

เครื่องมือที่ฝ่ายเผด็จการจะใช้ทำลายพรรคเพื่อไทยคือ สร้างทฤษฎีสมคบคิดว่า พรรคนี้เป็นที่พึ่งแก่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะเป็นพรรคที่คอยแต่จะเกี้ยเซียะกับเผด็จการ

คนที่พร้อมจะซื้อทฤษฎีนี้คนแรกก็คือพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งพรรคเพื่อไทย จากนั้นก็นำมาปั่นหัวมวลชนต่อ สร้างเรื่องเล่า เรื่องลับ เรื่องลึก วงใน ปั่นคนจิตอ่อน และคนที่หลอนผีทักษิณจนสมองดับได้สำเร็จ

ส่วนการทำลายพรรคการเมืองที่ยังไม่ตั้งมั่นเรื่องฐานมวลชนแต่แหลมคมทางอุดมการณ์ก็เลือกใช้ทฤษฎีสมคมคิดเรื่อง “ภัยความมั่นคง”

 

มันยังต้องใช้เวลาอีกนับสิบปีที่จะให้ประชาธิปไตยลงหลักปักฐานในประเทศไทย ซึ่งฉันคิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องใจเย็นพอที่จะยอมรับว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในคณิตศาสตร์การเลือกตั้งและมันอาจจะอัปลักษณ์เหลือทน แม้ภาะในอุดมคติของเราคือพรรคเพื่อไทย และก้าวไกล รวมกันได้ 350 ที่นั่งในสภา

และนี่ขนาดยังไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ฝ่าย “เขา” ยังออกมาปั่นแล้วว่า

ถ้าพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์จะต้องเกิดรัฐประหารแน่ๆ

และมันน่าอดสูหากฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยนอกจากจะซื้อไอเดียนี้แล้วยังซื้อทฤษฎีสมคบคิดว่าด้วยการ “เกี้ยเซียะ” จากนั้นอธิบายทุกความเคลื่อนไหวและการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยบนทฤษฎี “เกี้ยเซียะ”

เพราะเกี้ยเซียะของจริงไม่ได้อยู่ที่ฝั่ง “เรา” และอยู่ฝั่ง “เขา” ที่สามารถเกลี่ยผลประโยชน์ต่อกันและกันสำเร็จลงตัวมาตลอดจนฝั่งประชาธิปไตยยังไม่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเพราะจมปลักอยู่เเรื่องเล่าว่าด้วย “ผีทักษิณ” ที่เขาเซ็ตมาเพื่อทำลายพรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนเข็มแข็งที่สุดเพื่อทำลายประชาธิปไตยไมให้เติบโต

ถ้าเรื่องแค่นี้ไม่เก็ตก็มีชีวิตวนเวียนอยู่กับการอวดรู้อวดฉลาดอวดรู้ทันทักษิณ แต่ฉลาดใต้ตีนเผด็จการกันต่อไป