กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย : คำศัพท์และการสร้างตัวตนในสังคมสมัยใหม่ (1)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

ชาตรี ประกิตนนทการ

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย

: คำศัพท์และการสร้างตัวตนในสังคมสมัยใหม่ (1)

 

“…The architecture profession around the world often seems more interested in protecting its status than in promoting the cause of good architecture…”

Aaron Betsky, “Who Cares Who’s a Licensed Architect?,”, 2012

 

ประวัติศาสตร์ “วิชาชีพสถาปนิกไทย” ที่ผ่านมาถูกอธิบายผ่านงานวิชาการกระแสหลักว่ามีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นสมัยใหม่ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 นำมาสู่ความต้องการรูปแบบอาคารที่มีความสลับซับซ้อนทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและเทคโนโลยีที่มากขึ้น สิ่งนี้เรียกร้องความรู้สมัยใหม่ในการออกแบบก่อสร้างชนิดใหม่จากยุโรปซึ่ง “ช่างไทย” แบบจารีตไม่สามารถตอบสนองได้อีกต่อไป จนนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจาก “ช่าง” มาสู่ “สถาปนิก”

อย่างไรก็ตาม การอธิบายส่วนใหญ่ล้วนมีแนวโน้มที่นำเสนอว่า การเปลี่ยนผ่านสู่วิชาชีพสถาปนิกมีลักษณะสืบทอดต่อเนื่องมาจากความเป็นช่างในอดีตค่อนข้างมาก

หรือพูดให้ชัดก็คือ มีความพยายามที่จะอธิบายว่า “ช่าง” แบบจารีตคือบรรพบุรุษของ “สถาปนิก” ปัจจุบัน

ความแตกต่าง หากจะมี ก็เป็นเพียงวิชาความรู้ที่เป็นแบบตะวันตกและชื่อเรียกที่บัญญัติใหม่เท่านั้น งานเขียนที่รวบรวมประวัติความเป็นมาของกลุ่มคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร ล้วนจัดประเภทของ “ช่าง” แบบจารีตเอาไว้ในหมวดหมู่เดียวกับ “สถาปนิก” สมัยใหม่ทั้งสิ้น และการนิยามก็ใช้คำว่าช่างกับสถาปนิกปะปนกันในความหมายเดียวกัน

แต่จากงานศึกษาของผม กลับพบคำอธิบายที่ต่างออกไป

ภาพถ่ายลายพระหัตถ์รัชกาลที่ 6 พระราชทาน ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่า “สถาปนิก” และ “สถาปัตยกรรม”
ที่มา : หนังสือ พัฒนาการแนวความคิดและรูปแบบของงานสถาปัตยกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

จริงอยู่ “สถาปนิก” กับ “ช่าง” มีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่ แต่ข้อด้อยของงานเขียนเกี่ยวกับประวัติวิชาชีพสถาปนิกที่ผ่านมา คือการทำให้ภาพความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดหายไป ทุกอย่างถูกลดทอนเหลือเพียงกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่นเพียงแค่เปลี่ยนชื่อเรียก

ซึ่งหลักฐานร่วมสมัยหลายชิ้น ในความเป็นจริง กลับบ่งชี้ว่า การปรากฏของคำเรียกที่แตกต่างกันนั้นคือผลพวงของการปะทะกันระหว่างโลกทัศน์สองแบบ จักรวาลสองชุด ณ ห้วงขณะของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่

หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือ “สถาปนิก” กับ “ช่าง” มิได้เป็นผลสืบเนื่องของกันและกัน แต่เป็นสองสิ่งที่มีลักษณะแตกต่างกัน ต่อสู้กัน และแย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันละกัน มากกว่าที่หลายคนคิด

 

ผมมีสมมุติฐานที่สอดคล้องกับข้อความข้างต้นของ Aaron Betsky ที่มองว่า “วิชาชีพสถาปนิก” ในด้านที่สำคัญมากๆ (แต่มักถูกละเลยในการศึกษา) คือ ด้านที่มุ่งเน้นรักษาผลประโยชน์และสถานภาพของตนเองในสังคม ซึ่งบางครั้งความมุ่งหมายนี้อาจจะมากกว่าความต้องการที่จะผลักดันให้เกิดงานสถาปัตยกรรมที่ดีแก่สังคมด้วยซ้ำไป

ด้วยทัศนะข้างต้น บทความนี้จึงต้องการนำเสนอคำอธิบายอีกชุด ข้อเท็จจริงอีกด้านของประวัติศาสตร์กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการอธิบายวิชาชีพสถาปนิกกับการออกแบบ “ช่วงชั้นทางสังคม” (Social Class) รูปแบบใหม่ ณ ช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในทุกมิติ

บทความต้องการนำเสนอภาพกำเนิดของวิชาชีพสถาปนิกที่เข้าแทนที่ระบบช่างแบบจารีตในทัศนะที่ไม่ต่างจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเมืองการปกครองสมัยใหม่, การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบกฎหมายสมัยใหม่, การแพทย์สมัยใหม่ที่เข้าสวมทับการแพทย์แบบโบราณ หรือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เข้าแทนที่ความเชื่อทางศาสนา ซึ่งเต็มไปด้วยการปะทะกันทางความคิด ความเชื่อ ตลอดจนความไม่ลงรอยกันในบทบาททางสังคมและผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม

ที่สำคัญ ผมต้องการย้ำให้เห็นว่า “วิชาชีพสถาปนิกไทย” และ “ความเป็นสถาปนิกไทย” เป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างทางวัฒนธรรมเมื่อไม่ถึงหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้น แม้บุคคลที่ทำหน้าที่ออกแบบอาคารจะดำรงอยู่ในสังคมไทยมาแล้วหลายร้อยปีในนามของ “ช่าง”

แต่ช่างในอดีตมีความหมายกว้างและไม่สามารถถูกสวมทับแทนที่ได้ด้วยคำว่า “สถาปนิก” ได้

 

สถาปนิกเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือกำเนิดใหม่ มีบทบาทหน้าที่อย่างใหม่ภายใต้บริบทสมัยใหม่ไทยที่แม้ว่าจะมีบางด้านยึดโยงอยู่กับความเป็นช่าง แต่เนื้อแท้แล้วมีความต่างมากกว่าความเหมือน

กระบวนการนี้ในแง่หนึ่งย่อมมิใช่การเข้าแทนที่ความรู้เดิมที่ล้าสมัยโดยชุดความรู้ทันสมัยกว่าที่ถูกต้องกว่าตามความเข้าใจทั่วๆ ไป แต่เป็นกระบวนการที่นำมาสู่การสถาปนา “ตัวตน” ให้แก่คนกลุ่มใหม่ที่อ้างความเป็นผู้เชี่ยวชาญกว่า, อ้างความเป็นผู้รู้ที่ร่ำเรียนวิชาก่อสร้างอาคารที่ถูกต้องโดยตรงจากสังคมตะวันตกมากกว่า, อ้างความเป็นผู้มีรสนิยมที่รู้คุณค่าความงามที่แท้จริงยิ่งกว่า, อ้างมาตรฐานในการปฏิบัติวิชาชีพตลอดจนความปลอดภัยต่างๆ ตามเกณฑ์แห่งความเป็นสังคมสมัยใหม่เพื่อสถาปนาสัจจะความรู้ที่จริงแท้ อันนำมาซึ่งการก่อรูป “ตัวตน” และ “อำนาจ” สมัยใหม่ของวงวิชาชีพสถาปัตยกรรมในสังคมไทย

โดยสรุป ผมต้องการจะท้าทายกรอบคำอธิบายเดิมบนสมมุติฐานใหม่ว่า กำเนิดสถาปนิกเป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความรู้แบบจารีตกับความรู้ชุดใหม่ เพื่อแย่งชิงการกำหนดสถานะความสัมพันธ์เชิงอำนาจทางสังคมหลังจากที่โครงสร้างสังคมเดิมกำลังหมดความชอบธรรมและเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสมัยใหม่ ช่างแบบอดีตที่ยึดกับโครงสร้างเดิมจึงเปลี่ยนสถานะและความหมายตามไปด้วย

วิชาชีพสถาปนิกคือคำตอบใหม่ คือโครงสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่เบียดขับโครงสร้างเดิมให้หายไปหรือลดสถานะลงเป็นเพียงกลุ่มอาชีพที่มีช่วงชั้นต่ำกว่า

 

ควรกล่าวไว้ก่อนนะครับว่า การนำเสนอเช่นนี้มิได้มีเป้าหมายที่จะมองกำเนิดวิชาชีพนี้ในแง่ลบ ผมมีทัศนะต่อการสถาปนา “ความรู้/อำนาจ” ว่าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมสมัยใหม่ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และต้องการให้ตระหนักถึงปฏิบัติการของ “ความรู้/อำนาจ” ในวงวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่มักถูกละเลยไป

สังคมสมัยใหม่ งานสถาปัตยกรรมเป็นงานที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายในสังคม นับตั้งแต่ขั้นตอนการริเริ่มโครงการ, ออกแบบ, คำนวณความเป็นไปได้, ไปจนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง

วงการสถาปนิกในเป็นเสมือนพื้นที่หรือสนามในการต่อสู้แย่งชิงทั้งในด้านผลประโยชน์ บทบาท และสถานะทางสังคม วงการสถาปนิกคือโครงข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมที่สลับซับซ้อน หากพิจารณาตอบกรอบคิดของ Pierre Bourdieu วงการสถาปนิกก็คือ “field” หรือ “วงการ” รูปแบบหนึ่งในสังคมสมัยใหม่

ตามความคิดของ Bourdieu สังคมเปรียบเสมือน social room ซึ่งภายในห้องทางสังคมนี้จะถูกแบ่งแยกออกเป็น “วงการ” ย่อยๆ มากมาย ซึ่งแต่ละวงการล้วนแล้วแต่มีขอเขตพื้นที่และกฎเกณฑ์กำกับการปฏิบัติตนภายในอยู่ชุดหนึ่ง

มนุษย์ในสังคมต่างดำรงอยู่ในวงการต่างๆ เหล่านี้และต่างต้องประพฤติปฏิบัติตนไปตามกฎเกณฑ์ในแต่ละวงการ เสมือนนักกีฬาที่ต้องเล่นตามกติกาที่ถูกกำหนดขึ้น ทั้งนี้ แต่ละคนในแต่ละวงการต่างต่อสู้แข่งขันกันเพื่อดำรงสถานะ, บทบาท, และอำนาจที่สูงขึ้นในวงการของตนเอง

ในขณะเดียวกันแต่ละวงการก็ต่างต่อสู้แข่งขันกันเพื่อให้วงการของตนดำรงสถานะ, บทบาท และอำนาจที่สูงขึ้นทางสังคม ภายใต้กระบวนการต่อสู้นี้แต่ละคนและแต่ละวงการต่างอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ทุน” รูปแบบต่างๆ เพื่อยกระดับสถานะขึ้นไปเรื่อยๆ โดยจะประกอบไปด้วยรูปแบบกว้างๆ คือ ทุนทางเศรษฐกิจ และทุนทางสัญลักษณ์

อาศัยกรอบแนวคิดนี้ ความเข้าใจต่อ “วงการสถาปนิก” ในฐานะหน่วยทางสังคมอย่างหนึ่งในสังคมสมัยใหม่จะชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในมิติการต่อสู้แข่งขันในการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจและช่วงชั้นของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่ ผ่านการประกอบสร้างกติกาภายในกลุ่ม รสนิยมร่วม สุนทรียภาพร่วม ฯลฯ จนเกิดขึ้นเป็นตัวตน

เป็นชนชั้นทางสังคมรูปแบบหนึ่งในนามของสถาปนิก

 

บทความนี้ สนใจการถือกำเนิดขึ้นของคำศัพท์สมัยใหม่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้โดยเฉพาะคำว่า “สถาปนิก” และ “สถาปัตยรรม” ในช่วงแรกเริ่มถือกำเนิดวิชาชีพนี้ในสังคมไทย (ราวช่วงระหว่างทศวรรษ 2460-2480) เพราะการนิยามว่าใครคือสถาปนิก ใครไม่ใช่ อะไรคือสถาปัตยกรรม อะไรไม่ใช่ สถาปนิกแตกต่างจากช่างและวิศวกรอย่างไร ใครสำคัญกว่าใคร

ทั้งหมดคือความพยายามที่จะจัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างทางสังคมว่าใครควรอยู่ช่วงชั้นไหนในวงจรการก่อสร้างทั้งหมด

โดยหลักฐานหลักๆ ที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์คือ วารสารต่างๆ ที่ถูกผลิตขึ้นในกลุ่มที่เรียกตนเองว่าสถาปนิก

วารสารที่สำคัญคือ จดหมายเหตุสมาคมสถาปนิกสยาม, อาษา, ข่าวช่าง และหนังสือบางเล่มที่ใช้สอนในโรงเรียนสถาปัตยกรรมยุคแรก

โดยผมจะทดลอง “อ่าน” เอกสารเหล่านี้เพื่อมองหานัยยะระหว่างบรรทัดที่ซ่อนอยู่

อ่านมันในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการสร้าง “ช่วงชั้นทางสังคม” รูปแบบใหม่ ซึ่งรายละเอียดจะทยอยเล่าให้เห็นภาพในสัปดาห์ต่อไป