พระอิศวรปราบผีช้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมที่ปราสาทพระวิหาร / On History : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

On History

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

 

พระอิศวรปราบผีช้าง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิม

ที่ปราสาทพระวิหาร

 

ที่ปราสาทพระวิหาร (หลังเดียวกันกับที่เคยมีกรณีว่าเป็นของประเทศไทย หรือประเทศกัมพูชา) มีรูปสลัก “พระอิศวร” ในฐานะราชาแห่งการฟ้อนรำ หรือที่มักจะเรียกกันว่า “พระศิวะนาฏราช” อยู่ที่มุขทางด้านหน้าของปราสาท อันเป็นสิ่งปลูกสร้างประธานของปราสาทแห่งนี้

ภาพสลักพระอิศวรฟ้อนรำภาพนี้จึงเป็นภาพที่สำคัญที่สุดภาพหนึ่งของปราสาทพระวิหาร เพราะถูกสลักขึ้นในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของตัวปราสาท ดังนั้น การสลักพระอิศวรฟ้อนรำขึ้นในตำแหน่งดังกล่าว ย่อมต้องมีความหมายเชิงสัญลักษณ์แน่

พระอิศวรฟ้อนรำที่ปราสาทหลังนี้ ท่านยังถือ “วีณา” หรือ “พิณ” อย่างที่เรียกว่า “พระวีณาธร” ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการแสดงรูปพระอิศวรในฐานะราชาแห่งดนตรีการ

แต่วีณาที่ท่านถือ ดูยังไงก็ไม่ใช่ของอิมพอร์ตจากอินเดีย ดูจะเป็นเครื่องดนตรีพื้นถิ่นอุษาคเนย์อย่าง “พิณน้ำเต้า” เสียมากกว่า (ซึ่งก็ไม่ได้น่าแปลกอะไรนัก เพราะในอุษาคเนย์นั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีการนำวีณาของอินเดียมาใช้ในการประโคมดนตรีเลย ไม่ว่าจะในวัฒนธรรมไหน ดังนั้น ถ้าพวกขอมจะจับยัดพิณน้ำเต้าให้พระอิศวรถือเอาไว้แทนวีณา เพราะไม่รู้จักหน้าตาของวีณาก็ไม่เห็นว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่ตรงไหน?)

การประสมรูปพระอิศวรในราชาแห่งนาฏยศาสตร์ และการดนตรีเข้าด้วยการแสดงรูปพระอิศวรฟ้อนรำ พร้อมกับที่บรรเลงพิณไม่เคยปรากฏ ในศิลปะเขมรโบราณมาก่อนเลยนะครับ จะมีก็แต่ปราสาทที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สร้างอย่างตัวปราสาทพระวิหารเอง หรือปราสาทที่สร้างพระองค์สร้างขึ้นอย่าง ปราสาทพนมจิสอร์ ในจังหวัดตาแก้ว ของกัมพูชาเท่านั้นแหละ จึงจะปรากฏรูปพระอิศวรฟ้อนรำไป บรรเลงพิณไปด้วยพร้อมๆ กันอย่างนี้

แต่การแสดงรูปพระอิศวรถือพิณในขณะที่แสดงนาฏราชอย่างนี้กลับพบได้อยู่บ่อยๆ ในงานศิลปะของชาวจาม ดังนั้น จึงชวนให้สงสัยใจว่า กษัตริย์ของพวกขอม (ก็เขมรนั่นแหละ ไม่ใช่คนละพวกอย่างที่นักชาตินิยมคลั่งชาติอ้าง) ยุคสร้างปราสาทหิน ไปเกี่ยวอะไรกับพวกจาม ซึ่งในขณะนั้นกระจายตัวอยู่ทางตอนกลาง และตอนใต้ของเขตประเทศเวียดนามในปัจจุบัน?

น่าสนใจว่า จารึกเก่าแก่ที่สุดของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 คือจารึกจากโรเบง โรเมียะ และจารึกวัดเทพได B ระบุว่า ระหว่าง พ.ศ.1544-1545 พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ข้อมูลชุดนี้ไม่เข้ากันกับจารึกหลักอื่นๆ ที่ว่าด้วยการสืบสายกษัตริย์ที่เมืองพระนคร

นักวิชาการจึงเชื่อกันว่าพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ที่เมืองใดเมืองหนึ่งทางทิศตะวันออกของประเทศกัมพูชาปัจจุบัน ติดกับประเทศเวียดนาม ก่อนที่จะเสด็จมาครองราชย์ที่เมืองพระนครด้วยการปราบดาภิเษกพระเจ้าชัยวีรวรมันที่ครองเมืองพระนคร (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา) อยู่ก่อนในที่สุด

หมายความว่าฐานกำลังของพระองค์อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองพระนคร และใกล้ชิดกับพวกจามอยู่มาก โดยอาจจะเป็นเครือญาติกับพวกจามในทางใดทางหนึ่ง

 

ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของรูปพระอิศวรฟ้อนรำที่ปราสาทพระวิหารคือ การแสดงรูปท่านกำลังปราบ “คชาสูร” คืออสูรรูปช้าง ด้วยการใช้พระบาทเหยียบไว้ที่หัวช้าง แล้วถลกหนังคลี่ขึ้นมาจับแผ่ออกคล้ายเป็นผ้าคลุมอย่างที่เรียกว่า “คชาสุรสังหารมูรติ”

โดยปกติแล้ว พระอิศวรปางปราบอสูรรูปช้างนี้ มักจะถูกอธิบายกันตามเรื่องเล่าในปรัมปราคติของพ่อพราหมณ์ในอินเดีย เช่น ข้อความในคัมภีร์กูรมาปุราณะระบุว่า พระอิศวรได้ปราบรากษส ที่ปรากฏกายในรูปของช้าง ซึ่งมาข่มขู่พวกพราหมณ์ที่กำลังบูชาศิวลึงค์ (คือ ลึงค์ของพระอิศวร) อยู่ที่เมืองพาณาสีด้วยการสังหาร แล้วถลกเอาหนังช้างไปห่มคลุมพระวรกายของตนเอง เป็นต้น

นิทานเรื่องพระอิศวรปราบอสูรรูปช้างนี้ยังมีอยู่อีกหลายสำนวน โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันไป แล้วแต่จะกล่าวอ้างในแต่ละคัมภีร์ แต่ทั้งหมดมักจะพรรณนาฉากการปราบคชาสูรด้วยการขึ้นไปเหยียบอยู่บนหัวช้าง แล้วเต้นระบำพร้อมถลกเอาหนังช้างออกมา

ดังนั้น เมื่อมีการสร้างรูปภาพพระอิศวรปราบอสูรรูปช้าง จึงมักจะแสดงภาพเล่าเรื่องราวตอนนี้ด้วยการสลัก หรือวาดเป็นรูปพระอิศวรเริงระบำอยู่บนหัวช้าง แล้วถลกเอาหนังของอสูรคลี่ออกมากางอยู่เบื้องหลังพระวรกายของพระอิศวร

ใครหลายคนจึงมักจะลงความเห็นไปในทำนองที่ว่า ภาพสลักรูปพระอิศวรฟ้อนรำยืนเหยียบอยู่บนหัวช้าง ที่ปราสาทพระวิหารนั้น ก็กำลังแสดงฉากเรื่องราวการปราบคชาสูรไปด้วย พร้อมๆ กันกับการแสดงภาพพระวีณาธร และพระศิวนาฏราช

พระอิศวรฟ้อนรำปราบช้างที่ “ศรีศิขเรศวร” ปราสาทพระวิหาร หน้าบันที่มุขทางด้านหน้าของปราสาทประธาน ปราสาทพระวิหาร สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1548-1593) ศิลปะเขมรแบบบาปวน

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์รุ่นใหญ่อย่าง อ.ธิดา สาระยา เคยให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ในหนังสือเรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร” (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2535) ว่า ภาพพระศิวะปราบช้างเข้ากันได้ดีกับการที่ชุมชนละแวกใกล้เคียงเขาพระวิหาร เต็มไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ชำนัญการเกี่ยวกับช้างอย่างพวก “กูย” หรือ “กวย” ที่คนไทยภาคกลางมักจะเรียกเขาว่า “ส่วย”

พวกกูยนั้นพูดภาษาตระกูลเขมร จึงถือเป็นขแมร์เลอ หรือเขมรสูง และเป็นอีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหาร

ที่สำคัญก็คือ เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ชนกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับช้าง โดยเป็นพวกต่อช้าง (คือนำช้างเลี้ยง ไปต่อช้างป่าเข้ามาเลี้ยงเพิ่มเติม) มาแต่ดั้งเดิม และยังคงเลี้ยงช้างมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ดังนั้น อ.ธิดาจึงเห็นว่า ภาพพระอิศวรปราบคชาสูรจึงเข้ากันได้ดีกับปราสาทพระวิหาร ที่รายล้อมไปด้วยพวกกูย

แต่ผมอยากจะเพิ่มเติมให้อีกนิดว่า พวกกูยนั้นนอกจากจะชำนาญในการจับช้าง และฝึกช้างแล้ว ก็ยังนับถือ “ผีช้าง” ที่ถูกเรียกว่า “ผีปะกำ” อีกด้วย แถมผีช้างที่ว่านี้ยังเคยเป็นผีใหญ่ในศาสนาผีพื้นเมืองอุษาคเนย์ จนในสมัยอยุธยานั้น ถึงกับเรียกศาสนาผีว่า ศาสนา “พระเทพกรรม” เลยทีเดียว ดังปรากฏหลักฐานในจารึกฐานพระอิศวร จากจังหวัดกำแพงเพชร ระบุปีสร้างตรงกับ พ.ศ.2054 ที่มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“และช่วยเลิกพระศาสนาพุทธศาสตร์และไสยศาสตร์และพระเทพกรรมมิให้หม่นให้หมอง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ความตอนนี้กล่าวถึงการ “เลิก” คือ “ทำนุบำรุง” พระศาสนาทั้งสาม คือ 1) พุทธศาสนา 2) พระไสยศาสตร์ คือศาสนาพราหมณ์ และสุดท้ายคือ 3) ศาสนาพระเทพกรรม ซึ่งแยกออกจากศาสนาพราหมณ์ต่างหาก เพราะเป็นความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์

แน่นอนว่า “ปะกำ” นั้นหมายถึงเชือกที่ใช้คล้องช้าง แต่ก็มีหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้ว่า ในอุษาคเนย์นั้นมีการเคารพนับถือ “ช้าง” ในโทษฐานที่เป็น “ผีผู้ใหญ่” จนมีการสลักรูปช้างไว้ตามแหล่งหินใหญ่ และลานหิน ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผี เช่น กลุ่มหินใหญ่ที่วัดภู แคว้นจำปาสัก ประเทศลาว หรือลานหิน ที่ปราสาทตาเมือนธม เขตรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา บนเทือกเขาพนมดงเร็ก เป็นต้น

ช้างที่พระอิศวรเหยียบหัวแล้วร่ายรำอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร จึงเป็น “คชาสูร” สำหรับพ่อพราหมณ์ทั้งหลาย แต่เป็น “ผีช้าง” หรือ “ผีปะกำ” ของพวกกูย ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (ซึ่งน่าจะมีเชื้อสายจาม) เอาศิวลึงค์ที่ชื่อ “ศรีศิขเรศวร” ไปครอบทับบนปราสาทเขาพระวิหารนั่นเอง