ปริศนา ‘จารึกเวียงห้าว’ อักษรมอญโบราณหริภุญไชย หรือควรเป็นอักษรธัมม์ล้านนายุคแรก? (1) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

เพ็ญสุภา สุขคตะ

ปริศนาโบราณคดี

เพ็ญสุภา สุขคตะ

 

ปริศนา ‘จารึกเวียงห้าว’

อักษรมอญโบราณหริภุญไชย

หรือควรเป็นอักษรธัมม์ล้านนายุคแรก? (1)

 

2 เดือนก่อนช่วงที่ดิฉันกำลังช่วยคุณพันธุ์นพิต โชติสุขรัตน์ เตรียมจัดงาน 100 ปีชาตกาลอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ อยู่อย่างคร่ำเคร่งนั้น

หนึ่งในคณะบุคคลที่เราจำเป็นต้องขอสัมภาษณ์อย่างไม่มีข้อแม้ก็คือ “พ่อหนานศรีเลา เกษพรหม” เนื่องจากท่านเคยทำงานด้านการปริวรรตตัวอักษรล้านนาอย่างใกล้ชิดกับ “ดร.ฮันส์ เพนธ์” นักจารึกวิทยาชาวเยอรมัน ที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาก่อน

ในฐานะที่ ดร.ฮันส์ เพนธ์ เป็นเพื่อนสนิททางวิชาการท่านหนึ่งของอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ ในเมื่อเราไม่ทันสัมภาษณ์ ดร.ฮันส์ เพนธ์ ถึงเรื่องอาจารย์สงวน เหตุที่ท่านเสียชีวิตไปนานกว่า 10 ปีแล้ว เราจึงคิดว่าอย่างน้อยที่สุดขอให้ได้ไถ่ถามเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.ฮัน เพนธ์ กับอาจารย์สงวน ผ่านคำบอกเล่าจากปากพ่อหนานศรีเลาก็ยังดี

โชคดีซ้ำสอง นอกจากจะได้ข้อมูลที่ต้องการในโชคชั้นแรกแล้ว ณ บ้านพ่อหนานศรีเลาซึ่งปรับพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเอกสารโบราณ (ตั้งอยู่แถววัดไชยสถาน อำเภอสารภี เชียงใหม่) นั้น เรายังได้พบกับ “ศิลาจารึกชิ้นสำคัญมากที่สุด” หลักหนึ่งอีกด้วย โดยพ่อหนานศรีเลาได้ขอยืมจาก “คลังข้อมูลจารึกล้านนา” สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาเป็นตัวอย่างใช้ศึกษาในแหล่งเรียนรู้ของท่าน

จารึกหลักดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “จารึกเชียงราย 3” หรืออาจเรียกว่า “จารึกเวียงห้าว” ก็ย่อมได้ เนื่องจากสถานที่พบคือ เวียงโบราณแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใน ต.เวียงห้าว อ.พาน จ.เชียงราย

ทว่า หนังสือชื่อ “ประชุมจารึกล้านนา เล่มที่ 13 : จารึกในจังหวัดเชียงราย” จัดทำโดยสถาบันวิจัยสังคม มช. เมื่อปี 2551 ได้ให้ชื่อ “จารึกเวียงห้าว” ไว้กับจารึกอีกหลักหนึ่งแล้ว ซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรฝักขาม (ไทล้านนาที่รับอิทธิพลสุโขทัย) หมายความว่าที่เวียงห้าวนี้พบจารึกถึง 2 หลัก

ในบทความนี้จักไม่ขอกล่าวถึงจารึกเวียงห้าวอีกหลักหนึ่งที่เขียนด้วยตัวฝักขาม แต่จะขอโฟกัสไปที่จารึกชื่อ “เชียงราย 3” ซึ่งพบที่เวียงห้าวเช่นกัน การที่ดิฉันไม่อยากเรียกว่าจารึกเชียงราย 3 เพราะชื่อนี้กว้างเกินไป ไม่สามารถมองเห็นภาพชัดเจนว่าได้มาจากที่ไหน บทความนี้จึงขออนุญาตเรียก “จารึกเชียงราย 3” ว่า “จารึกเวียงห้าว” แทน

ข้อมูลเกี่ยวกับจารึกหลักนี้ในหนังสือระบุว่า เป็นจารึกรูปใบสีมาบนแผ่นหินสีเทาอมน้ำตาล ความสูง 36 ซ.ม. กว้าง 26 ซ.ม. และหนา 5 ซ.ม. ตัวอักขระเขียนสองด้าน ด้านหน้าเขียนเต็มแน่นทุกบรรทัด ด้านหลังเขียนเพียงเฉพาะส่วนล่าง

ผู้ค้นพบจารึกหลักนี้เมื่อปี 2515 คือ “พ่อหนานอินทร์ สุใจ” ปราชญ์คนสำคัญของเมืองพาน ท่านเสียชีวิตไปแล้วเมื่อราว 5-6 ปีก่อน หากยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุราว 98 ปี ถือเป็นเพื่อนรักร่วมรุ่นอีกท่านหนึ่งของอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์ ทราบจากบันทึกเอกสารที่มีมิตรไมตรีต่อกันมาอย่างยาวนาน

พ่อหนานอินทร์เก็บจารึกหลักนี้ไว้ที่บ้านของท่านนานหลายปีแล้ว จนกระทั่งต่อมาได้นำจารึกนี้ไปมอบให้นายพิมพ์ บุญล้อม สมัยที่ยังเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการประถมศึกษา สำนักงานประถมศึกษาเชียงราย (ไม่มีการระบุปี พ.ศ. ที่พ่อหนานอินทร์มอบจารึกให้นายพิมพ์ บุญล้อม) ปัจจุบันทราบจากทายาทว่านายพิมพ์ได้เสียชีวิตไปนานหลายปีแล้วเช่นกัน

ในที่สุดนายพิมพ์ได้มอบจารึกหลักดังกล่าวให้แก่สถาบันวิจัยสังคม มช. ราวปี 2550-2551

ปัญหาคือ เราไม่อาจทราบได้ว่า จุดไหนในบริเวณเวียงห้าวล่ะหรือ ที่พ่อหนานอินทร์ สุใจ ค้นพบจารึก ลึกจากชั้นดินกี่เมตร ตกอยู่ในร่องน้ำ คูเวียง หรือโผล่มาจากโคนต้นไม้ใด? เนื่องจากเวียงห้าวนี้มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลมาก เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งที่พวกเราไม่มีโอกาสได้ทราบข้อมูลในส่วนนี้

แล้วจารึกเวียงห้าวสำคัญอย่างไร? เหตุไฉนดิฉันจึงต้องมารู้สึกเสียดายต่อการที่เราไม่อาจทราบข้อมูลชั้นต้นเมื่อแรกพบจารึก จะอะไรกันนักกันหนาเล่า ก็ไหนว่าในเขตอำเภอพาน ได้มีการค้นพบจารึกมากถึง 10 หลักเศษๆ ยังไม่เพียงพออีกล่ะหรือ

ความสำคัญของจารึกเวียงห้าวมีมากมายแค่ไหน เชิญติดตามอ่านทีละประเด็น

จารึกเวียงห้าวด้านหน้า ภาพจากหนังสือประชุมจารึกจังหวัดเชียงราย ของสถาบันวิจัย มช.

ตัวอักษรมอญโบราณ

หรืออักษรธัมม์ล้านนายุคแรก?

ความพิเศษสุดของจารึกหลักนี้อยู่ที่ “รูปแบบตัวอักษร” ที่ใช้จาร ซึ่งมีความกำกวม ยากแค้นแสนเข็ญ ยังไม่อาจฟันธงได้แน่ชัดนักว่าเป็นตัวอักษรรูปแบบใดกันแน่

ระหว่าง “อักษรมอญโบราณหริภุญไชย” กับ “อักษรธัมม์ล้านนา” หรือที่เรียกกันแบบลำลองว่า “ตั๋วเมือง” ยุคแรก?

จากการพูดคุยสัมภาษณ์พ่อหนานศรีเลา เกษพรหม ที่บ้านของท่านเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ท่านได้อธิบายว่า

“จารึกหลักนี้แปลกและสำคัญมาก เพราะจารด้วยตัวอักษรธัมม์ล้านนารุ่นเก่ามาก น่าจะเป็นรุ่นแรกสุด บางตัวอ่านไม่ออกเลย เพราะกำลังเพิ่งจะหลุดจากความเป็นอักษรมอญโบราณหริภุญไชยมาหมาดๆ ถ้าข้อสันนิษฐานของ ดร.ฮันส์ เพนธ์ ตามที่พ่อเล่ามานี้เป็นข้อยุติได้จริง

จารึกหลักนี้ต้องถือว่ามีคุณค่ามหาศาลเลยทีเดียว เพราะถือเป็นหลักฐานสำคัญเพียงชิ้นเดียว ที่สะท้อนถึง การกำลังกร่อน-กลาย-ปรับ-เปลี่ยน รูปทรงตัวอักขระจากอักษรมอญโบราณสมัยหริภุญไชยของลำพูน ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นตัวอักษรธัมม์ล้านนา แล้วต่อมารูปทรงค่อยๆ กลมมากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แต่อักษรในจารึกนี้ยังค่อนข้างเหลี่ยมๆ อยู่”

ข้อมูลจากพ่อหนานศรีเลา ได้รับการขยายผลซ้ำโดย ดร.ชัปนะ ปิ่นเงิน นักจารึกวิทยาอีกท่านแห่งสถาบันวิจัยสังคม มช.

ชวนให้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก เนื่องจากเราทราบกันดีว่า อักษรธัมม์ล้านนา (ตั๋วเมือง) นั้น ได้รับอิทธิพลมาจากอักษรมอญโบราณหริภุญไชยอย่างแท้จริง

ทว่า ที่ผ่านๆ มา เรายังไม่เคยพบหลักฐานจากงานจารึกชิ้นใด คัมภีร์ใบลานแผ่นใด ที่สะท้อนถึงการค่อยๆ Transform รูปร่างจากมอญมาเป็นธัมม์ อย่างเป็นรูปธรรมเลย

หากจารึกเวียงห้าวเป็นจริงตามข้อเสนอนั้น ดิฉันคิดว่าควรรีบชงเสนอให้ได้รับการจดทะเบียนขึ้นเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกอย่างไม่รอช้า เพราะถือเป็นจารึกหนึ่งเดียวที่เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ

ครั้นเมื่อถามถึง “เนื้อหา” ว่าจารึกนี้กล่าวถึงอะไร พ่อหนานศรีเลาบอกว่า เป็นเรื่องคาถาธรรมะว่าด้วย “ปฏิจฺจสมุปบาท” โดยไม่มีการกล่าวถึงชื่อบุคคล ไม่ว่ากษัตริย์หรือพระสงฆ์ว่าใครเป็นผู้สร้าง แถมยังไม่ระบุศักราช สถานที่ หรือเหตุการณ์ใดๆ อีกด้วย

จารึกเวียงห้าวด้านหลัง ภาพจากหนังสือประชุมจารึกจังหวัดเชียงราย ของสถาบันวิจัย มช.

ฤๅจารึกลานทองจะถูกล้มแชมป์

หากเป็นตัวอักษรธัมม์ล้านนาจริง แล้วอย่างไรหรือ? ทำไมต้องตื่นเต้นตูมตามด้วย?

ที่ต้องตื่นเต้นก็เพราะ “รูปแบบอักษรธัมม์ล้านนา” ที่เราเคยพบว่าเก่าที่สุดนั้น พบในแผ่นจารึกลานทองของสมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณีที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย ระบุศักราชว่าเขียนขึ้นในปี พ.ศ.1919

วงการศึกษาด้านจารึกวิทยา ไม่เคยพบตัวอักษรธัมม์ที่เก่าแก่มากไปกว่าศักราชนี้แล้ว

ดังนั้น การพบตัวอักษรธัมม์บนแผ่นจารึกเวียงห้าว ตามที่นักวิชาการเชื่อว่า ยังมีกลิ่นอายของ “ตัวอักษรมอญโบราณสมัยหริภุญไชย” อย่างเข้มข้นนั้น ย่อมชวนให้น่าตื่นเต้นเป็นธรรมดา แถมด้วยคำถามที่ตามมาอีกมากมาย อาทิ

จารึกเวียงห้าวจะต้องเก่ากว่าจารึกลานทองปี 1919 ด้วยหรือไม่ หากเก่ากว่า ก็เท่ากับเป็นการล้มแชมป์จารึกลานทองไปโดยปริยาย ใช่หรือไม่?

หรือคำถามที่ว่า จารึกเวียงห้าวเก่าถึงสมัยพระญางำเมือง-พระญามังรายหรือไม่ ตามที่เราทราบกันดีว่า ตัวอักษรธัมม์ล้านนาทั่วประเทศไทยนี้ เรายังไม่เคยพบชิ้นที่เก่าถึงสมัยพระญามังรายมาก่อนเลย

พระญามังรายสร้างเชียงใหม่ปี 1839 ทว่าจารึกลานทองของสุโขทัย ใช้ตัวอักษรธัมม์ล้านนา ระบุศักราช 1919 ตรงกับสมัยพระญากือนาแล้ว อายุสมัยห่างจากปฐมกษัตริย์มังรายถึง 80 ปี?

พวกเราเคยถามกันมาตลอดว่า แล้วระหว่าง พ.ศ.1839 หลังจากพระญามังรายเสวยราชย์ จนถึงสมัยพระญากือนาล่ะ (พระญามังราย ไชยสงคราม แสนภู คำฟู ผายู) 5 รัชกาลนี้นานเกือบศตวรรษเลยทีเดียว แต่ละรัชกาลใช้ตัวอักษรแบบไหน?

ยุคสมัยที่ชัดเจนที่สุดก็คือรัชกาลพระญากือนา มีการใช้อักษรแล้วถึงสองรูปแบบ

1. อักษรไทสุโขทัย (ต่อมาพัฒนาไปเรียกฝักขาม) หลักเก่าสุดพบที่วัดพระยืน ลำพูน พ.ศ.1912

2. อักษรธัมม์ล้านนา บนแผ่นจารึกลานทองสุโขทัยระบุศักราช 1919

คำถามที่ว่า พระญามังรายควรใช้อักษรรูปแบบใด เคยมีคำตอบอยู่ที่เศษจารึกแตกหัก 2-3 ก้อน พบที่เวียงกุมกาม อ.สารภี จ.เชียงใหม่ บริเวณวัดช้างค้ำกานโถม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษามอญโบราณของกรมศิลปากรสองท่านคือ อาจารย์คงเดช ประพัฒน์ทอง และอาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ เคยอ่านปริวรรตถอดความก้อนจารึกที่แตกๆ หักๆ จำนวน 2-3 ก้อนนี้แล้ว ได้คำตอบว่า

แต่ละก้อนใช้ตัวอักษรผสมกันในแต่ละด้าน เช่น ด้านหนึ่งเขียนด้วยตัวอักษรมอญโบราณแบบหริภุญไชยชัดเจน ทว่า อีกด้านหนึ่งนั้น เริ่มปรากฏการรับเอาตัวอักษรแบบลายสือไทของพ่อขุนรามคำแหง จากสุโขทัยขึ้นมาใช้ปะปนกันแล้ว

นักภาษาโบราณและนักจารึกวิทยาสรุปว่า จารึกที่เวียงกุมกามนี้ หากสร้างในสมัยพระญามังรายจริง ย่อมสะท้อนว่า พระองค์กำลังหยั่งพระทัยว่าจะเลือกใช้ตัวอักษรแบบไหนดี

ระหว่างอักษรของรัฐมอญโบราณอันเก่าแก่กว่า 620 ปีที่พระองค์พิชิตได้ คือนครหริภุญไชย ซึ่งมีการใช้ตัวอักษรมอญโบราณมานานแล้ว (อย่างน้อยก็พุทธศตวรรษที่ 15 แม้ไม่เก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 13 ของสมัยพระนางจามเทวีก็ตาม)

กับอีกเส้นทางคือ ต้องตัดสินพระทัยขอยืมอักษรลายสือไทมาจากพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระสหายหนุ่มที่สามารถประดิษฐ์อักษรขึ้นใช้เป็นของตัวเองได้แล้วในนครสุโขทัย (อันนี้ว่าตามศิลาจารึกหลัก 1 สุโขทัย สมมุติว่าจารึกหลักนี้ไม่ได้ทำปลอม)

นอกจากจารึกที่เวียงกุมกามแล้ว เรายังไม่เคยพบหลักฐานชิ้นอื่นใดอีกเลยที่สะท้อนถึงการกำลังจะเลือก หรือลังเลพระทัย ว่าพระญามังรายประสงค์จะใช้ตัวอักษรแบบไหนดีในอาณาจักรล้านนา

จนกระทั่งมาพบจารึกที่เวียงห้าว อ.พาน จ.เชียงราย โดยพ่อหนานอินทร์ สุใจ ชิ้นนี้นี่แหละ ซึ่งนักจารึกวิทยารุ่นใหญ่ระดับโลก ดร.ฮันส์ เพนธ์ ตีความว่า เป็นตัวอักษรธัมม์ล้านนารุ่นแรกสุด ที่กำลังค่อยๆ กร่อน-กลาย-ทำท่าจะหลุดจากเงื้อมเงาของอักษรมอญโบราณ มาเป็นอักษรธัมม์ล้านนาเต็มตัวในอีกไม่ช้า

เมื่อสดับทฤษฎีนี้ ก็รู้สึกว่าน่าตื่นเต้นสุดๆ แล้วเชียว กำลังปิดตานึกถึงภาพไม่พระญามังรายก็ต้องพระญางำเมืองแน่ๆ (เนื่องจากเมืองพานเป็นแดนกันชนระหว่างอำนาจของสองกษัตริย์) ที่กำลังให้อาลักษณ์ปรับรูปแบบอักษรมอญโบราณมาเป็นอักษรธัมม์ล้านนา

กำลังฝันหวานอยู่ดีๆ ใครจะเชื่อว่า ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่ง ที่นักวิชาการด้านมอญโบราณได้ตีความแบบคู่ขนานกันมาด้วย นั่นคือความเห็นที่ว่า

ในทางกลับกันเป็นไปได้หรือไม่ว่า จารึกหลักนี้ควรจัดเป็นตัวอักษรมอญโบราณแบบหริภุญไชยมากกว่า มีแค่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ไม่ใช้อักขรวิธีการเข้าไวยากรณ์แบบภาษามอญหริภุญไชย นั่นคือการย้อนยุคกลับไปใช้อักขรวิธีแบบอักษรเทวนาครีของอินเดียเหนือสายปาละ?

สัปดาห์หน้ามาฟังความเห็นกันต่อค่ะ ว่าทฤษฎีที่เชื่อว่า จารึกเวียงห้าวน่าจะเป็นจารึกอักษรมอญโบราณหริภุญไชย หลักแรกที่พบในดินแดนลุ่มน้ำอิง นั้นมีรายละเอียดอย่างไร? •