บางอย่างในความรักของเรา (14) / ท่าอากาศยานต่างความคิด : อนุสรณ์ ติปยานนท์

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์

[email protected]

 

บางอย่างในความรักของเรา (14)

 

ผมปรับตัวเข้ากับห้องเช่าห้องนั้นทีละน้อย วันแล้ววันเล่าที่ผมพยายามทุ่มเทเวลาให้กับมัน ผูกมิตรให้กับมัน สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผมกับมัน

บางวันผมจมอยู่ในห้องนั้นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จะผละออกจากห้องเฉพาะเวลาจำต้องอาบน้ำหรือรับประทานอาหาร

แต่ในบางวันผมกินอาหารในห้องนั้นเลยด้วยซ้ำไป ผมซื้อกาต้มน้ำร้อนหนึ่งเครื่อง ซื้อบะหมี่สำเร็จรูปหนึ่งลัง

ดังนั้น ในวันที่ผมไม่ออกจากห้อง อาหารที่ผมกินจึงมีเพียงบะหมี่แป้งและน้ำร้อนเท่านั้นเอง

แต่กระนั้น ผมก็มีความสุขดี มีความสุขดีอยู่บนความเจ็บปวดรวดร้าวแห่งการไต่คืนสู่ยอดเขาแห่งความรักระหว่างผมกับปิ่น

ผมใช้ช่วงเวลานั้นเยียวยาความเจ็บปวดรวดร้าว ผมใช้ช่วงเวลานั้นตั้งสติวางแผน ผมใช้ช่วงเวลานั้นดึงตนเองกลับมาสู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้แข็งขัน

ผมอ่านหนังสือประกอบการเรียนอย่างบ้าคลั่ง จดรายละเอียดของประเด็นสำคัญ ขยายประเด็นเหล่านั้นจากแง่มุมของข้อสอบ นำมันไปซักถามผู้สอนอย่างละเอียดลออ

ผมทำอย่างนั้นแทบทุกวิชา จนอาจารย์ผู้สอนในแต่ละวิชาจดจำผมได้

ผมกลายสภาพจากนักเรียนขี้แพ้สู่ความเป็นนักเรียนชั้นนำ

แม้ว่าในความเป็นนักเผชิญรัก ผมยังคงเป็นผู้แพ้ดังเดิม

 

ในชั่วโมงสุดท้ายของวิชาอารยธรรมตะวันตก ผมตั้งใจที่จะขอบคุณอาจารย์นพพรที่ทำให้ผมได้พบกับความรู้ใหม่อย่างมหาศาลผ่านวิชานี้

ผมดักรออาจารย์อยู่ที่ประตูทางออกของมหาวิทยาลัยด้านถนนท่าพระจันทร์

อาจารย์นพพรในท่าทีที่ผ่อนคลายหลังการสอนเดินจุดบุหรี่พร้อมทั้งถือกระเป๋าหนังส่วนตัวมุ่งหน้าไปสู่ร้านอาหารมากมายบริเวณนั้น

ผมเดินเข้าไปใกล้อาจารย์ และส่งเสียงทักทายอาจารย์อย่างนอบน้อม อาจารย์นพพรหันกลับมาตามเสียงทักทายนั้น ผมยกมือกระพุ่มไหว้อาจารย์ด้วยความเคารพ อาจารย์นพพรรับไหว้ผมและก่อนที่อาจารย์จะเกิดความงุนงงสงสัย ผมก็แจ้งแก่อาจารย์ว่าผมคือนักศึกษาที่เคยสอบถามอาจารย์ในหัวข้อของปรัชญา Existentialism

และเมื่อวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนการสอน ผมจึงอยากบอกอาจารย์ว่าหัวข้อบรรยายในเรื่องปรัชญาครั้งนั้นรวมถึงสารพัดเรื่องในวิชาทำให้ผมก้าวผ่านความยุ่งยากของชีวิตในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างปลอดภัย

และผมอยากขอบคุณอาจารย์อย่างหมดจิตหมดใจ

อาจารย์นพพรพยักหน้ารับคำขอบคุณนั้นก่อนจะส่งสัญญาณให้ผมเดินตามอาจารย์ออกไปนอกมหาวิทยาลัย

เราสองหยุดยืนที่หน้าร้านหนังสือเปิดใหม่ริมทาง อาจารย์สูบบุหรี่ที่คีบไว้ในมือจนหมด ดับมันลงในซองที่เขี่ยบุหรี่และจุดบุหรี่อีกตัวขึ้นสูบ

“ขอบคุณคุณมากที่บอกเรื่องนี้กับผม ชีวิตการเป็นคนสอนหนังสือคงไม่มีอะไรให้ความสุขเท่ากับการที่มีใครสักคนเห็นความสำคัญในสิ่งที่เราพร่ำสอน คุณมีธุระที่ใดหรือไม่ จะขึ้นไปดื่มกาแฟข้างบนร้านกับผมสักครู่ไหม” อาจารย์นพพรเปิดบทสนทนาอย่างยืดยาว

ผมแหงนหน้ามองขึ้นไปยังชั้นบนของอาคาร มีร้านกาแฟร้านหนึ่งอยู่บนนั้น จากผนังกระจกเราจะเห็นนักศึกษาสองสามคนร่วมวงสนทนาอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง มันช่างดูเป็นร้านกาแฟที่เหมาะกับอาจารย์นพพรเสียนี่กระไร

อย่างใดก็ตาม พ้นจากการทักทายใครต่อใครตามปกติแล้ว ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมอยากอยู่กับตนเองมากกว่าใดอื่น ผมตอบปฏิเสธอาจารย์นพพรในวันนั้นและเป็นสิ่งที่ผมเสียใจอย่างมากจนบัดนี้ หลายปีหลังจากนั้น ผมเดินสวนอาจารย์นพพรบ่อยครั้งในมหาวิทยาลัย แต่นอกเหนือจากการทักทายด้วยความเคารพตามปกติ เราทั้งคู่ไม่มีบทสนทนาที่ยืดยาวใดเลย

ผมสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลังจากนั้น และไม่นานนักผมก็ทราบข่าวว่าอาจารย์นพพรเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย

วันเวลาของผมกับอาจารย์นพพรยุติลงหลังจากการทราบข่าวร้ายดังกล่าว

เรื่องราวของเราไม่มีการเดินหน้าต่อไป เว้นแต่การหวนนึกถึงวันเวลาเก่าของผมที่ไม่มีการหวนคืน

 

ผมผละจากอาจารย์นพพร เดินตรงไปยังท่าเรือข้ามฝาก ผมควานหาเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกง หยิบมันออกจ่ายมันให้กับพนักงานเก็บเงินตรงทางลงเรือ ผมรออยู่ชั่วครู่ก่อนที่เรือข้ามฟากลำต่อไปจะมาเทียบท่า

ช่วงบ่ายวันนั้น มีผู้โดยสารรอเรืออยู่สองสามคน เป็นบ่ายที่เงียบเหงาไม่น้อย เมื่อเรือเทียบท่า ผมก็กระโดดขึ้นเรือ ราวสิบนาที ผมขึ้นท่าเทียบเรืออีกฟากของแม่น้ำ เดินตรงไปยังห้องเช่าของตนเองโดยไม่แยแสร้านอาหารจำนวนมากริมทาง

ผมไม่รู้สึกหิวเลยในบ่ายวันนั้น การปิดภาคเรียนดูจะมาพร้อมกับการจบสิ้นทุกอย่างของผม รวมถึงความอยากอาหารด้วย

ผมเปิดประตูห้องเช่า ทิ้งตัวลงนอนกับหมอนใบเก่าที่เจ้าของบ้านจัดหาให้ ผมจดไว้ในใจว่าผมควรหาเวลาไปซื้อหมอนใบใหม่เสียที แต่ผมก็ยังไม่ได้ทำเช่นนั้น

ในท่านอนผมเอื้อมมือควานหาหนังสืออ่านเพื่อฆ่าเวลา ผมพบหนังสือเล่มหนึ่งใต้หมอน มันเป็นหนังสือแปลของนักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย ผู้แต่งพยายามเล่าเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ ชื่อของหนังสือคือ “เต๋าแห่งฟิสิกส์” ชื่อของผู้แต่งคือ “ฟริตจ๊อฟ คาปรา” ผู้แปลคือ “วเนช”

ผมซื้อหนังสือเล่มนี้จากแผงหนังสือที่ตั้งอยู่ตรงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยด้านท่าพระจันทร์

 

แผงหนังสือตรงประตูท่าพระจันทร์นั้นเป็นร้านที่มีลักษณะแปลกไม่น้อย การจัดวางหนังสือของร้านเต็มไปด้วยความเรียบง่าย ไร้ความเสแสร้งมารยาใดๆ เสื่อหรือแผ่นไม้ถูกจัดวางลงบนขาตั้งเหล็กเกรอะสนิม ก่อนจะรองด้วยแผ่นพลาสติก มีวัสดุเพียงไม่กี่ชิ้นสำหรับการสร้างร้านนี้ให้เป็นรูปทรงขึ้นมา ทว่า ความเป็นแผงหนังสือของมันกลับทรงพลังอย่างยิ่ง

ความทรงพลังของแผงหนังสือแห่งนี้อยู่ตรงบรรดาหนังสือที่ถูกนำมาวางจำหน่ายเสนอ แม้ว่าเราจะมีศูนย์หนังสือประจำมหาวิทยาลัย แม้ว่าเราจะมีร้านหนังสือใหม่มาเปิดถึงสองร้านรอบมหาวิทยาลัย แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่ของแผงหนังสือแห่งนี้ก็ดูจะไม่ถูกทำให้ลดน้อยลงเลย

หนังสือบนแผงดังกล่าวมีตั้งแต่ตำราทางวิชาการ เช่น หนังสือเรื่องฐานันดรไพร่ ของขจร สุขพานิช ไปจนถึงหนังสือที่เป็นที่นิยมของเหล่านักศึกษาปัญญาชน อาทิ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอม และโองการแช่งน้ำ ของจิตร ภูมิศักดิ์ จริยศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ์ โดยอาจารย์เฉลิมเกียรติ ผิวนวล หรือหนังสือ ลอกคราบสังคมไทย ของ ส.ศิวรักษ์

ความหลากหลายของหนังสือบนแผงนั้นไม่ได้จบที่หนังสือเล่ม ยังมีนิตยสารและหนังสือพิมพ์ชั้นนำ เช่น นิตยสารบานไม่รู้โรย วารสารธรรมศาสตร์ วารสาร ปาจารยสาร ไปจนถึงหนังสือพิมพ์อย่างมติชน สยามรัฐ จุลสารหายากอย่าง Seed of Peace หรือหนังสือมือสองอย่างจนกว่าเราจะพบกันอีก ของศรีบูรพา

ด้วยความทรงพลังของมัน ผมจึงถือเป็นกิจวัตรที่จะแวะแผงหนังสือแห่งนี้ในทุกเช้าหรือทุกสายหรือทุกบ่ายของวันที่ไปมหาวิทยาลัย

และเป็นกิจวัตรของผมที่จะต้องซื้อหนังสือหนึ่งเล่มเสมอหลังการแวะแผงแห่งนี้

หนังสือเล่มแรกที่ผมซื้อจากแผงหนังสือแห่งนี้คือบทกวีนิพนธ์ชื่อ “คนสวน” ของรพินทรนาถ ฐากูร ที่แปลโดยผู้แปลนาม “มายา” ผมซื้อหนังสือเล่มนี้และอ่านมันจบแทบจะในวันนั้น ความรู้สึกที่ได้หลังการอ่านเล่มนี้คือความอิ่มเอม ผมอ่านทวนมันรอบต่อมาและพบว่าแผงหนังสือแห่งนี้ช่างมีหนังสือดีอย่างที่หาที่อื่นได้ยากยิ่ง

หลังจากนั้นผมซื้อ “เพลงขลุ่ยในฝัน” ของแฮร์มันน์ เฮสเส วิถีแห่งเต๋าของเล่าจื๊อ กระท่อมวิเวกของเรียวกัน ไปจนถึงนวนิยาย “ลำเนาป่า” ของศิเรมอร อุณหธูป

หนังสือเหล่านี้กองสุมอยู่ในห้องผมจากมุมหนึ่งสู่อีกมุมหนึ่ง หนังสือเหล่านี้ทำให้ผมจมอยู่กับมันและทำให้ผมลืมปิ่นได้เป็นครั้งคราว

 

บ่ายวันนั้น ผมอ่าน “เต๋าแห่งฟิสิกส์” ไปห้าสิบกว่าหน้า และเมื่ออนุภาคโปรตอนเริ่มแสดงบทบาทของมันบนหน้ากระดาษ ผมก็รู้สึกหมดแรง ผมหลับไปทั้งที่การนอนหลับในเวลากลางวันเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับผม

ในการหลับใหลนั้นผมฝัน เป็นฝันที่ตรอมตรมอย่างยิ่ง ในฝันผมเห็นตนเองยืนอยู่บนถนนสายหนึ่งที่มืดสนิท สุดปลายถนนมีแสงเรืองรองเป็นประกาย ตรงนั้นมีปิ่นยืนอยู่ ปิ่นส่งเสียงร้องเรียกหาผม เป็นเสียงที่บางเบา แต่ได้ยินอย่างชัดเจน ผมออกวิ่งตามเสียงนั้นไป แต่ปิ่นกลับถอยห่างไปทุกที ผมหาได้หยุดยั้งวิ่งตามไปจนสุดทาง แต่เมื่อไปถึงสุดทางปิ่นกลับหายตัวไป หลงเหลือเพียงผมเพียงผู้เดียวที่อยู่ตรงสุดทางนั้น

เป็นผมเพียงผู้เดียวที่ยืนอยู่อย่างเดียวดาย

ผมตื่นขึ้นมาในสภาพเหงื่อท่วมกาย อากาศยามบ่ายร้อนกว่าที่ผมคิด อีกทั้งผมก็ไม่ได้เปิดพัดลมก่อนนอน ผมโซซัดโซเซลุกออกจากที่นอน หยิบผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าชุดใหม่ลงไปยังห้องน้ำ ผมราดน้ำเย็นจากโอ่งรดตัวเอง ทำความสะอาดร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าและรู้สึกเป็นคนใหม่

ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กหน้าบ้านก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังตู้โทรศัพท์ปากซอย ผมหยอดเหรียญในช่องรับเงิน ยกหูโทรศัพท์โทรไปบ้านของปิ่น

เสียงโทรศัพท์ดังไม่กี่ครั้งก็มีผู้รับสาย เสียงปลายทางเป็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง เมื่อผมแจ้งว่าผมต้องการพูดสายกับปิ่น

คำตอบที่ได้รับก็ห้วนสั้นเพียงว่า “คุณปิ่นไม่อยู่ ทุกคนอยู่ที่วัด ทุกคนกำลังร่วมงานศพคุณแม่ของคุณปิ่น” •