บางอย่างในความรักของเรา (13) / ท่าอากาศยานต่างความคิด : อนุสรณ์ ติปยานนท์

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์

[email protected]

 

บางอย่างในความรักของเรา (13)

 

ผมกลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้ง หมกมุ่นกับการอ่านหนังสือเพื่อสอบกลางภาคของภาคการศึกษาที่สอง ผมพบว่าตนเองทำข้อสอบได้ไม่ดีนักในแทบทุกวิชา ยกเว้นแต่วิชาอารยธรรมตะวันตกของอาจารย์นพพร ผลการสอบและคะแนนดิบรวมถึงช่วงของเกรดถูกติดไว้ที่กระดานหน้าคณะศิลปศาสตร์ ผมรอจนกลุ่มนักศึกษากลุ่มสุดท้ายที่มาดูผลคะแนนของพวกเขาจากไป มันเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เสียงเรือด่วนเจ้าพระยาวิ่งไม่ขาดสายเพื่อพาผู้คนกลับบ้าน

จากคะแนนหนึ่งร้อยเต็มผมทำได้ถึงเก้าสิบคะแนน ผลการสอบเช่นนั้นให้ความสุขกับผมอย่างมาก

เป็นความสุขเพียงเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นกับผมในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา

อาจกล่าวด้วยความสัตย์จริงว่าแม้นผมตั้งใจที่จะช่วงชิงปิ่นกลับมาสู่โลกของผม ผมก็ยังหาได้เห็นทางใดที่จะกระทำการเช่นนั้นจนสำเร็จ เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ยังดูเป็นจินตนาการ

ผมเดินผละออกจากหน้ากระดานที่ติดผลคะแนน นั่งลงบนที่นั่งหินกลมรอบต้นโพธิ์ มีนักศึกษาคนหรือสองคนเดินผ่านผมไป พวกเขาน่าจะเป็นนักศึกษาคนท้ายๆ ที่จะออกจากมหาวิทยาลัยนี้ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะหมดหน้าที่ของมัน

นั่งอยู่ตรงนั้น ตรงใต้ต้นโพธิ์ ตรงบริเวณที่เรียกว่าลานโพธิ์ ผมหวนนึกถึงอดีตของพื้นที่แห่งนี้ หลายสิบปีก่อน พื้นที่ที่ผมนั่งทอดอาลัยตายอยากคือพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยแรงปะทุ ด้วยพลังงาน ผู้คนนับพัน นับหมื่นมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหวังการเปลี่ยนแปลง พวกเขาต้องการการเลือกตั้ง ต้องการการหลุดพ้นจากการปกครองที่มีทหารเป็นแกนสำคัญ

พวกเขาต้องการรัฐธรรมนูญ ต้องการเสรีภาพที่จะกำหนดบทบาทและหน้าที่ของตนเอง

ธีรยุทธ บุญมี เสกสรรค์ ประเสริฐกุล คือชื่อของบุคคลในตำนานของพื้นที่แห่งนี้ที่ไม่อาจจะเว้นเสียได้ เสียงโทรโข่ง เสียงกู่ก้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงคงดังระงมไปทั่วบริเวณ

แต่ ณ วันนี้ ในเย็นวันนี้ เสียงเดียวที่ผมได้ยินคือเสียงถอนหายใจของตนเอง

ผมเงี่ยหูฟังเสียงดังกล่าว พยายามจะอาจหาญถึงขั้นที่จะฟังเสียงเต้นของหัวใจ แต่แน่นอนมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เรารู้ว่าหัวใจของเราเต้นอยู่เสมอแทบทุกเวลานาทีวินาที แต่หัวใจของเราเต้นอย่างเงียบงัน เต้นอย่างสงบเงียบเชียบ ปราศจากความอึกทึกครึกโครมใด ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ หัวใจของเราก็เต้นอย่างเงียบเชียบ

สิ่งเดียวที่เราจะรู้สึกได้ล้วนผ่านความรู้สึกของเราเพียงเท่านั้น ในความสุขเรารู้สึกคล้ายดังหัวใจทำงานหนัก เบิกบานและลิงโลด ในความทุกข์เรารู้สึกว่าหัวใจของเราเอื่อยช้าและดูสิ้นหวัง

เราสำรวจมันผ่านความรู้สึกของเราและเราคาดการณ์ต่อมันตามความรู้สึกเหล่านั้นเอง

 

มีเวลาเหลืออีกราวสองเดือนก่อนที่จะปิดภาคการศึกษา คะแนนสอบของชั้นปีที่ 1 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะมันจะกลายเป็นเกรดสะสมที่จะติดตัวเราไปตลอดเวลาอีกสี่ปีที่เหลือ

การทำคะแนนสอบในชั้นปีแรกได้ไม่ดีจะส่งผลต่อคะแนนสอบในชั้นปีถัดไป

การจะเอาชนะใจปิ่นและคนรอบข้างของเธอหมายความว่าผมจะต้องรักษาสถานภาพของนักศึกษาไว้ให้ได้ และนั่นหมายความถึงการทำงานหนักเพื่อผ่านชั้นปีนี้ไปก่อนที่จะคิดถึงเรื่องอื่นในเวลาต่อมา

ผมเดินออกจากมหาวิทยาลัย โดยสารเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนร่วมชั้นปีคนหนึ่งของผมบอกว่ามีหอพักราคาไม่แพงนักสำหรับนักศึกษาซ่อนตัวอยู่แถวพรานนกและรอบๆ ผมตัดสินใจที่จะใช้เวลากับการเดินทางให้น้อยที่สุดและใช้เวลาให้กับการเรียนอย่างมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของตน

ผมเดินไล่เรื่อยไปตามซอยแถวนั้น มองหาหอพักและห้องเช่าก่อนจะสะดุดกับป้ายที่แขวนอยู่หน้าประตูเหล็กในซอยที่ทะลุออกไปยังวัดละครทำ มีห้องว่างหนึ่งห้องในบ้านไม้สองชั้นหลังนั้น เป็นบ้านไม้ที่มีอายุราวห้าสิบปี เจ้าของเป็นนายทหารเรือบำนาญที่กั้นห้องชั้นบนและล่างรวมกันได้สี่ห้อง

เขาสำรวจตรวจตราผมด้วยการมองเผินๆ ก่อนจะพาผมขึ้นไปดูห้องชั้นบน ขนาดของห้องมีความกว้างและยาวราวสองเมตรคูณสองเมตร มีหน้าต่างบานใหญ่อยู่ที่ฝาด้านหนึ่งซึ่งเมื่อเปิดออก เราจะมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาได้จากระยะไกลอันเป็นทิวทัศน์เดียวแห่งความเพลิดเพลิน

“ห้องน้ำอยู่ข้างล่างและเป็นห้องน้ำรวม ค่าเช่าห้องเดือนละแปดร้อยบาท ถ้าสนใจก็มัดจำไว้ก่อนแล้วจ่ายที่เหลือเป็นค่าเช่าล่วงหน้าเดือนแรกตอนย้ายเข้ามา” ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านเอ่ย

ผมเปิดกระเป๋าเงินหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทจำนวนสองใบให้เขาก่อนจะยกมือไหว้เขาอย่างสุภาพ

“พรุ่งนี้เย็น ผมจะย้ายของเข้ามา” ผมบอก

และไม่นานนับจากนั้นผมก็พบว่าตนเองกำลังโบยบินสู่อิสรภาพที่ผมคิดถึงมันมาเนิ่นนาน

ผมใช้เวลาเก็บของใช้ส่วนตัวและสิ่งของที่จำเป็นอยู่ตลอดคืน เช้าวันรุ่งขึ้นผมเขียนจดหมายบอกพ่อและแม่ฝากไว้กับน้องสาว

พ่อกับแม่ออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดเหมือนเคย อันที่จริงผมสามารถดักรอสนทนากับพวกท่านได้ แต่ผมรู้สึกดังว่าคำอธิบายทั้งหลายของผมหากผ่านการเขียนจะชัดเจนกว่า น้องสาวของผมรับจดหมายฉบับนั้นไว้ในมือก่อนจะขอตัวไปขึ้นรถประจำโรงเรียนที่มารับเธอ

ผมออกจากบ้านเป็นคนสุดท้ายในเช้าวันนั้น ปิดประตูบ้านราวกับการเดินทางไกล คงอีกสักพักใหญ่กว่าผมจะได้หวนกลับมา

ภาพที่ผมหมกตัวอยู่ในห้องของตนเอง จมอยู่กับความปวดร้าวที่คิดถึงปิ่นเมื่อหลายเดือนก่อนยังคงหลอกหลอนผมและผมจำเป็นต้องมีชีวิตใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

เมื่อเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย ผมเข้าไปที่ร้านสหกรณ์ประจำมหาวิทยาลัย ซื้อหาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต สบู่ แชมพูสระผม ปากกา สมุดและของจิปาถะอีกสองสามสิ่ง ก่อนออกจากร้านผมหยิบบุหรี่หลายซองรวมลงไปในของเหล่านั้น ถึงเวลาที่ผมควรจะสูบมันอย่างจริงจังเสียที

ผมใช้เวลาตลอดบ่ายวันนั้น ทบทวนเค้าโครงการเรียนการสอนของทุกวิชา จดรายชื่อหนังสือทั้งหมดรวมทั้งรายชื่อตำราที่แนบท้ายเค้าโครงการสอน

ผมแยกแต่ละวิชาออกจากกันตามลำดับความยากง่าย ในเทอมที่สองนี้ผมมีวิชาเรียนรวมหกวิชา เป็นวิชาประจำคณะสองวิชา วิชาพื้นฐานของมหาวิทยาลัยอีกสี่วิชา

ผมจดรายชื่อหนังสือที่สำคัญได้ราวยี่สิบกว่าเล่ม ซึ่งหมายความว่าในแปดสัปดาห์ผมต้องอ่านหนังสือให้จบราวสองถึงสามเล่มต่อสัปดาห์ หรือโดยเฉลี่ยสองวันต่อหนึ่งเล่มเลยทีเดียว

หนังสือสิบเล่มแรกถูกผมยืมออกจากห้องสมุดประจำมหาวิทยาลัย ผมแยกหนังสือเหล่านั้นใส่กระเป๋าอีกใบหนึ่งนอกเหนือจากกระเป๋าที่ใส่สิ่งของประจำตัว ผมโดยสารด้วยเรือข้ามฟากในช่วงเย็น เดินตรงไปยังบ้านเช่าที่จะกลายเป็นที่อยู่ใหม่ของผม เงินหกร้อยบาทที่เหลือสำหรับค่าเช่าถูกนำส่งมอบให้กับผู้เป็นเจ้าของบ้าน ผมรับกุญแจห้องจากเขา เริ่มต้นทำความสะอาดห้องด้วยไม้กวาดอ่อนที่ผมซื้อมา

หลังจากนั้นผมขอยืมถังน้ำและเศษผ้าเก่าจากผู้เป็นเจ้าของบ้าน ผมถูพื้นห้องจนสะอาดเอี่ยม เปิดพัดลมในห้องอันเป็นของใช้เดียวที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านเช่ามีให้กับทุกห้องเพื่อระบายความอับชื้น

เมื่อความมืดมาถึง ผมก็กองหนังสือที่นำติดตัวมาต่างหมอนและใช้เสื้อยืดวางทับลงบนนั้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อใช้มันต่างหมอน

ผมทิ้งศีรษะลงบนหมอนสมมุติใบนั้นและหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนแทบจะทันที

 

ผมตื่นขึ้นกลางดึกด้วยความรู้สึกหิวโหย โซซัดโซเซลงมาทางบันไดไม้ตรงชานระเบียงที่นำไปสู่ห้องน้ำสองห้องข้างหลังบ้าน ผมแขวนผ้าขาวม้าไว้กับราว อาบน้ำเย็นจัดเพื่อให้ตนเองสดชื่น

ช่วงเวลานั้นมีใครบางคนใช้ห้องน้ำห้องข้างๆ เขาคงเป็นเพื่อนร่วมห้องเช่าคนใดคนหนึ่งในอีกสามห้องที่เหลือ

ใช่สิ ผมมีเพื่อนร่วมบ้านอีกสามคน พวกเขาเป็นใครกันหนอ นักศึกษาที่อยากแสวงหาชีวิตแบบผมหรือคนที่กำลังเริ่มต้นวัยทำงานหรือชายชราที่ไร้ญาติ

ผมจินตนาการถึงเพื่อนร่วมบ้านก่อนจะราดน้ำจากถังน้ำเย็นเฉียบลงทั่วตัวเป็นขันสุดท้าย

ไม่ช้าก็เร็ว ผมคงได้พบพวกเขา ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะจินตนาการถึงเรื่องนี้ไปล่วงหน้า

หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ ผมเดินออกจากซอยบ้านช่างหล่อ ตรงไปยังตลาดพรานนก ข้อดีของพื้นที่แถบนี้คือมันไม่เคยมีเวลาหลับใหล เขียงหมูขนาดใหญ่กำลังเปิดทำการ ซากหมูที่เพิ่งออกจากโรงเชือดถูกแบกเข้าไปชำแหละภายในร้าน มันช่างดูเป็นมหรสพแห่งความตายในยามค่ำคืนที่มีสีสันอย่างยิ่ง

ผมเลือกร้านอาหารตามสั่งข้างทางร้านหนึ่งเป็นที่ฝากท้อง หลังจัดการกับข้าวไข่เจียวหมูสับจนหมดจาน ผมก็เดินต่อเนื่องไปจนถึงโรงพยาบาลศิริราช ผมได้นอนหลับไปแล้วหนึ่งตื่น ผมไม่มีความง่วงงุน

และผมอยากสำรวจค่ำคืนในดินแดนแถบนี้อย่างละเอียดลออในฐานะของผู้มาใหม่คนหนึ่ง •