อ่าน ทหารพระราชา/โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

โลกทรรศน์

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

 

อ่าน ทหารพระราชา

 

แม้เหนื่อยมากจากการต้องอ่านชื่อนายทหารในประวัติศาสตร์ถึงการเมืองไทยร่วมสมัยเป็นจำนวนมาก แถมผมยังเหนื่อยมากเป็นพิเศษเพราะต้องอ่านชื่อนายทหารไทยเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ต้องบอกว่า ชื่อนายทหารที่สำคัญต่อการเมืองไทยนั้น มีอยู่ครบ ไม่ตกหล่นเลย

แม้ผู้เขียนบอกว่า นี่ไม่ใช่งานวิชาการ แต่การอ้างอิงเกือบทุกย่อหน้าของข้อเขียน ก็ได้ใช้การอ้างอิงบทความ หนังสือ ข่าว ทั้งจากงานวิชาการฝรั่งและไทยจากนักวิชาการ นักเขียน นักข่าวระดับพระกาฬ อีกทั้งยังใช้เอกสารราชการ เช่น ประกาศกระทรวงกลาโหม ประกาศกฎกระทรวง ราชกิจจานุเบกษาอีกมากมายที่ช่วยให้เห็นความน่าเชื่อถือของการอ้างอิง

พร้อมด้วยการสัมภาษณ์อดีตผู้บัญชาการทหาร นักการเมืองผู้เป็นบุคคลสำคัญในการเมืองช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ซึ่งนอกจากให้น้ำหนัก ความน่าเชื่อถือในบุคคลสำคัญทางการเมืองแต่ละช่วงแล้ว ยังช่วยสร้างสมดุลให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณให้มากเพื่อเข้าใจ ทหารพระราชา หรือ A Soldier King

อ่าน ทหารพระราชา นี้ผมหมายถึงงานของสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี หนังสือเรื่อง A Soldier King : Monarchy and Military in the Rama x พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Institute of Southeast Asian Studies-ISEAS ที่เป็น Think Tank โด่งดังระดับโลกของสิงคโปร์ เพิ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ค.ศ.2022 นี่เอง

ประเด็นหลักของทหารพระราชา ของการเมืองไทยที่สุภลักษณ์อธิบายคืออะไร? ก่อตัวอย่างไร? มีผลอย่างไรต่อการเมืองไทยร่วมสมัย โดยเฉพาะนับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2006 เป็นต้นมา

ทหารพระราชา

สุภลักษณ์ชี้ให้เห็นว่า ทหารพระราชา ด้วยการก่อตัวและสถาปนาอำนาจทางการเมืองของตน เกี่ยวพันกับยุคก่อตัวของรัฐประชาชาติ (Nation-State) ในศตวรรษที่ 19 ที่เริ่มต้นและเด่นชัดด้วยพระบรมราโชบายของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เพื่อต่อกรกับพลังและอันตรายของลัทธิอาณานิคม (Colonialism) จากชาติตะวันตกที่ได้ล่าและยึดครองเมืองขึ้นได้แก่ จีน อินเดีย แล้วคืบคลานมาสู่เวียดนาม เขมร ลาว พม่า สยาม มาลายู อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

สำหรับผม นอกจากสายพระเนตรที่ยาวไกลของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ด้วยทรงก่อตั้งทหารขึ้นมาแทนระบบไพร่ ด้วยการส่งพระราชโอรสและพระน้องยาเธอหลายพระองค์ไปทรงศึกษาวิชาทหารยังประเทศตะวันตกหลายประเทศ ซึ่งก็คือประเทศล่าอาณานิคมนั่นเอง ระบบไพร่ซึ่งเป็นระบบควบคุมกำลังพลเพื่อเศรษฐกิจ ภาษี การค้า ศึกสงครามและการเมืองของชนชั้นนำสยาม อันล้าสมัยไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมสมัยนั้นก็เป็นเหตุสำคัญของที่มาของกองทหารสมัยใหม่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในแง่วิชาการ ผมและนักวิชาการท่านอื่นๆ รวมทั้งสุภลักษณ์ด้วยก็เห็นว่า ทหารพระราชา หรือกองทัพสมัยใหม่ที่สถาปนาขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับลัทธิอาณานิคมนั้น ทหารสมัยใหม่ยุคนั้นไม่ได้ รบ ครั้งสำคัญและเป็นสถาบันหลักที่เผชิญ ภัยคุกคามจากภายนอก (external threat)

แม้ช่วงล่าอาณานิคม สยามก็ได้สร้างกองทัพสมัยใหม่เพื่อทำหน้าที่หลักในการล่าอาณานิคมภายใน (internal colonialism) คือภาคเหนือ อีสานและภาคใต้ของสยาม เป็นการใช้กองทัพสมัยใหม่รวบรวม ผนวก ยึดครองดินแดนนอกสยามเวลานั้น ให้เป็นสยาม

และใช้กองทัพสมัยใหม่ สถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolutism) สร้างความมั่งคั่งจากการสะสมทุนในระบบทุนนิยมที่ไหลบ่าเข้าสู่สยามจากระบบทุนนิยมโลก ด้วยวิธีการจัดเก็บภาษีอากรรูปแบบต่างๆ ยิ่งความมั่งคั่งของระบบเศรษฐกิจสยามถูกรีดเร้นและจำกัดด้วยสนธิสัญญาเบาริ่ง (Bowring treaty) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1885 ด้วยเงื่อนไขของสนธิสัญญาสยามเก็บภาษีการค้าได้ไม่เกินร้อยชัก 3

กล่าวโดยย่อ กองทัพสมัยใหม่จึงเป็นทหารพระราชา ที่ทำหน้าที่ปกป้องและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นหลัก และนี่เองเป็นสิ่งที่ Greg Raymond นักวิชาการด้านความมั่นคงและกิจการทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทยด้วยเห็นว่า นี่เป็น รากเหง้า ของ วัฒนธรรมความมั่นคง ( Culture of Security) ของชนชั้นนำและทหารสยามเป็นหลัก ที่สืบทอดและต่อเนื่องมาตลอดช่วงเวลา

กล่าวโดยย่อ วัฒนธรรมความมั่นคง ได้แก่ การพึ่งพากองกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และอิทธิพลทางการเมืองของชาติมหาอำนาจ ในการทำสงครามในแบบฉบับ (Traditional Warfare) ต่อภัยคุกคามจากศัตรูและภัยคุกคามความมั่นคงจากภายนอก ของสยามและไทยในเวลาต่อมา

ดังนั้น สยามจึงไม่ตั้งใจและไม่ได้พัฒนาความทันสมัย (modernization) ใช้ทรัพยากรและลงทุนเพื่อสร้างกองทัพอันทันสมัยและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ก้าวหน้าเหมือนรัฐหลายรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต้องต่อต้านการล่าอาณานิคมจากตะวันตก แม้ว่ารัฐเหล่านั้นจะพ่ายแพ้ต่อลัทธิล่าอาณานิคมและตกเป็นเมืองขึ้นในที่สุดก็ตาม

 

สยามมีนโยบายความมั่นคงคือ สร้างระบบพันธมิตรกับชาติมหาอำนาจ ในช่วงที่ชนชั้นนำของไทยรู้สึกว่า เสียสมดุล (underbalance) ด้านกำลังรบ ทหาร การเมือง กิจการต่างประเทศ

ในยุคสงครามเย็น ทศวรรษ 1960-1970 วัฒนธรรมความมั่นคงของชนชั้นนำและทหารสมัยใหม่ของไทยดังกล่าวแล้ว ยิ่งเห็นได้ชัด ชนชั้นนำและกองทัพอาศัยอาวุธ กำลังทหารและอิทธิพลทางการของของสหรัฐอเมริกา ต่อต้านและทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์เวียดนาม กัมพูชาและลาว รวมทั้งต่อกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย

ตัวอย่างนี้เกิดขึ้นอีกช่วงทศวรรษ 1980 ไทยเลือกไม่เร่งใช้จ่ายงบประมาณเพียงพอต่อการป้องกันภัยจากภายนอกเพื่อเอาชนะการรุกรานของเวียดนามต่อกัมพูชา แม้ว่าภัยคุกคามคือ การดำรงอยู่ของกองกำลัง 160,000 คนที่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 300 กิโลเมตร ช่วงการยึดครองกัมพูชาของเวียดนาม1

แต่ชนชั้นนำไทยเลือก ใช้ พันธมิตรชาติมหาอำนาจภายนอก คือ จีน อาวุธจีน กองทัพ อิทธิพลทางการเมืองของจีนในภูมิภาคและของโลกคานกำลังทหารและกองทัพเวียดนาม

แนวความคิดที่ทรงพลังนี้ก็เหมือนกับหยิบฉวยใช้กองกำลังและอาวุธของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเกาหลี (1950’s) และสงครามเวียดนาม (1960’s) แทนที่ใช้กำลังทหารและอาวุธของไทยเอง ทำหน้าที่หลักต่อสู้กับภัยคุกคามจากภายนอก2

 

แน่นอน ไม่มีใครรวมทั้งผมและสุภลักษณ์ด้วย ไม่ให้ความสำคัญของทหารพระราชา ในช่วงทศวรรษ 1970’s และ 1980’s ในการเมืองไทย อย่างไรก็ตาม จำนวนที่เพิ่มขึ้น อาวุธทันสมัยในยุคอเมริกันเรืองอำนาจ และจีนผงาดและรุ่งโรจน์ นายทหารนักเรียนนอกจากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ทหารพระราชากลับต่อกรกับพลพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีมิติภายใน (internal) เป็นด้านหลัก พร้อมด้วย การแข่งขันทางการเมืองระหว่างฝักฝ่าย (factionalism) ระหว่างทหารวงค์เทวัญ บูรพาพยัคฆ์ นายทหาร จปร.1, 5 และ 7 ทหารเหล่าต่างๆ ระหว่างทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ จะมีนายทหารหน่วยรบพิเศษ ทหารสื่อสารบ้างก็มีแต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เท่านั้น ที่โดดเด่น

ภัยคุกคามจากภายนอกใดถึงจะมีอยู่จริง แต่จะรุนแรงและสำคัญเท่าความขัดแย้งระหว่างเหล่าทัพ (intra-conflict) ด้วยกันเอง ยังเติร์กและทหารประชาธิปไตย (democratic solider) ก็ถูกประกอบสร้างขึ้นมาเพื่อชิงอำนาจทางการเมืองในกองทัพและรัฐบาลในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ (semi democracy) ภายใต้การนำของทหารม้าชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั่นเอง

อ่าน ทหารพระราชา ของสุภลักษณ์แล้วมองเห็นอะไรอีกมาก จากอดีต ปัจจุบันและอนาคตเลย

1Greg Reymond, “How Thailand’s Junta threatens its external threat security”, East Asia Forum 6 April 2018. : 3.

2Ibid., : 2.