บางอย่างในความรักของเรา (11) / ท่าอากาศยานต่างความคิด : อนุสรณ์ ติปยานนท์

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์

[email protected]

 

บางอย่างในความรักของเรา (11)

 

ผมเดินเข้าไปหาปิ่นอย่างช้าๆ ชายผู้เป็นพ่อของปิ่นมองผมด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตรเหมือนดังครั้งก่อนที่เราได้พบกัน แต่ผมไม่สนใจ ผมดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งออกจากมุมห้อง นั่งลงเคียงข้างปิ่นโดยไม่เอ่ยคำพูดใดออกมา

ปิ่นยังคงร้องไห้อย่างไม่หยุดยั้งราวกับว่าเธอสามารถขับน้ำตาในตัวออกมาได้อย่างมากมายไม่จบสิ้น ผมเอื้อมมือตนเองไปกุมมือของปิ่น ชายผู้เป็นพ่อของปิ่นมองผมด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร แต่ผมไม่สนใจ

พยาบาลหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้อง เธอจดตัวเลขบนเครื่องตรวจจับชีพจรข้างเตียงพร้อมกับเดินอ้อมมาที่ขวดน้ำเกลือ ปรับการไหลของน้ำเกลือให้เร็วขึ้นพร้อมกับเอ่ยกับชายผู้เป็นพ่อของปิ่นว่าเมื่อน้ำเกลือหมดขวดขอให้ไปแจ้งเธอที่ประจำการอยู่ด้านนอกด้วย

ก่อนออกจากห้อง พยาบาลผู้นั้นยื่นกล่องกระดาษชำระให้ผม ผมรับมันจากเธอ ดึงกระดาษสองสามแผ่นออกจากกล่องและใส่มันลงในมือของปิ่น ปิ่นใช้มันซับน้ำตาแต่กระนั้นปิ่นยังคงร้องไห้ต่อไป

และไม่ช้าก็เร็วการซับน้ำตาเพียงชั่วคราวก็จะไม่มีประโยชน์อันใด

 

ในวัยเด็ก พ่อเคยพาผมไปงานวัดใกล้บ้าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นกระเช้าลอยฟ้า ม้าหมุน การแสดงรถมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง สาวน้อยตกน้ำ ได้ชิมอ้อยควั่น ข้าวโพดคั่ว ได้ชมลิเกและการแสดงต่างๆ ในคืนนั้นผมขอพ่อขึ้นไปนั่งกระเช้าลอยฟ้า พ่อซื้อตั๋วสองใบ เราทั้งคู่นั่งเคียงข้างกัน เมื่อได้เวลา กระเช้าก็เคลื่อนตัวจากฐานอย่างช้าๆ หมุนวนเป็นรอบ รอบแล้วรอบเล่า ผมได้เห็นภาพของหลังคาโบสถ์ในวัด ผมได้เห็นภาพของผู้คนที่ค่อยๆ มีขนาดเล็กลงเมื่อกระเช้าเลื่อนสูงขึ้น สายลมแรงที่ปะทะใบหน้าขณะที่อยู่บนจุดยอดสุดของกระเช้าลอยฟ้าทำให้ผมรู้สึกเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก เมื่อกระเช้าลงกลับมาที่พื้นอีกครั้ง ผมจึงขอร้องกับพ่อที่จะขึ้นมันอีกครั้งหนึ่ง

พ่อซื้อตั๋วเพียงใบเดียวให้ผมในรอบนั้น พร้อมกับบอกผมว่าพ่อจะรอดูผมอยู่ข้างล่างโดยให้ผมขึ้นกระเช้าลอยฟ้าเพียงลำพัง ไม่มีอะไรน่ากลัวและลูกจะได้ฝึกความกล้าในครั้งนี้ ผมกำตั๋วใบนั้นไว้ในมือ เหงื่อจากฝ่ามือของผมเปียกตั๋วจนชุ่มโชก หลังจากนั้นผมยื่นตั๋วให้กับผู้ดูแลกระเช้าลอยฟ้า เขาพาผมไปนั่งยังที่นั่ง ปิดประตู ลงกลอน ที่นั่งข้างๆ ผมว่างเปล่า ไม่มีพ่ออยู่ด้วย

ไม่นานนักกระเช้าลอยฟ้าก็หมุนรอบของมัน เมื่อมันขึ้นถึงจุดสูงสุด ผมแลเห็นภาพของโบสถ์ในวัด ภาพของผู้คนที่มาเที่ยวงานที่มีขนาดเล็กประมาณหัวไม้ขีด ผมมองภาพนั้นอย่างเนิ่นนาน กระเช้าลอยฟ้าหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไหวใดๆ ต่อไปอีก

ผมได้ยินผู้คนข้างล่างส่งเสียงตะโกน ผมพยายามมองหาพ่อ แต่มันยากเหลือเกินที่จะระบุว่าใครเป็นใคร ผมติดอยู่บนนั้น บนกระเช้าลอยฟ้า สายลมพัดแรง ท้องฟ้ากำลังมืดมิดลง ผมรู้สึกว่างเปล่าคิดอะไรสับสน

แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนผมไม่ได้คิดอะไรเลย ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหนักอึ้งแบกรับอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก ในแง่หนึ่งผมรู้สึกถึงความเป็นอิสระ ในอีกแง่หนึ่งผมรู้สึกถึงการไม่มีตัวตน

และในอีกแง่หนึ่งผมรู้สึกถึงความกลัวที่อยากจะหลบหนีออกจากที่นั่งตรงนั้น ผมอาจปีนออกมากระโจนลงไปให้จบสิ้นทุกอย่าง

แต่ผมเองก็รู้สึกถึงความกล้าที่จะไม่หนีไปจากมัน หลายต่อหลายอย่างปะทุขึ้นในความคิดคำนึงของผม และไม่กี่นาทีต่อมา กระเช้าลอยฟ้าก็เคลื่อนที่อีกครั้ง ผมกลับลงมาถึงพื้นในที่สุด พ่อกอดผมแทบจะในนาทีแรกที่ผมถึงพื้น ผมรู้สึกถึงการผ่านความอันตรายบางอย่าง

เป็นความอันตรายที่ผมไม่ปรารถนาเลย

 

ความรู้สึกที่ว่านั้นเองเกิดขึ้นกับผมอีกครั้งในเวลานั้น ในช่วงเวลาที่ผมนั่งอยู่เคียงข้างปิ่น ผมรู้สึกถึงอันตรายบางอย่างที่ทำให้ผมอยากลุกหนีจากเธอ บอกลาเธอและเดินหันหลังจากไป

แต่ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกถึงความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน ความแตกต่างที่มีระหว่างสองเหตุการณ์นี้คือในเหตุการณ์แรกผมไม่รู้ว่าความอันตรายอยู่ที่ใด แต่ในเหตุการณ์หลังผมรู้ได้ว่าความอันตรายนั้นมาจากชายผู้นั้น ชายผู้เป็นพ่อของปิ่นนั่นเอง

เสียงร้องไห้ของปิ่นเงียบลง ความเงียบนั้นปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ ความเงียบนั้นเกิดจากการที่น้ำเกลือในถุงหมดลง ชายผู้เป็นพ่อของปิ่นเดินออกไปจากห้อง เขากลับมาพร้อมกับพยาบาลคนเดิม พยาบาลรูดผ้าม่านรอบเตียงผู้ป่วย พร้อมกับเตรียมโถปัสสาวะ เราทุกคนพากันออกจากห้อง ปิ่นเดินนำหน้าเป็นคนแรก ตามมาด้วยพ่อของเธอโดยมีผมรั้งท้าย ปิ่นขอตัวไปห้องน้ำ และแทบจะทันทีที่เธอลับสายตา ชายผู้เป็นพ่อของปิ่นก็เรียกผมให้เดินตามเขาไป

เขาเดินนำหน้าผมไปยังสวนของโรงพยาบาล เขาชี้ไปที่ม้านั่งหินตัวหนึ่งก่อนจะนั่งลงที่ม้านั่งหินอีกตัว เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ในตอนนั้นผมอยากขอบุหรี่เขา แต่สถานการณ์ดังกล่าวบอกว่าเรากำลังจะลงมือเจราจากันในฐานะของศัตรูไม่ใช่มิตร

และผมไม่ควรขอสิ่งใดจากศัตรู

 

“เธอชื่ออะไร?” ผู้เป็นพ่อของปิ่นเอ่ยคำถามแรก

ผมบอกชื่อของผมให้กับเขา ซึ่งผมแน่ใจว่ามันไม่มีผลใดเลย ไม่ว่าผมจะมีชื่อใดก็ตาม เขาก็หาได้ลดความเกลียดชังของเขาที่มีต่อผมลงได้ มันเป็นความเกลียดชังที่ปราศจากสาเหตุ เกิดขึ้นโดยฉับพลันนับแต่วันแรกที่เขาเห็นผมเดินคู่เคียงกับปิ่น มันเป็นความเกลียดชังที่มาจากการที่ผมไม่ใช่บุคคลที่เขาคาดหวังว่าจะทำเช่นนั้น

“เธอเคยอยู่โรงเรียนเดียวกับปิ่น ฉันจำได้”

ผมพยักหน้าตอบ บางทีผมอาจไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกมาเลยด้วยซ้ำไป เหมือนหนึ่งว่าเขาเตรียมตัดสินทุกอย่างโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานพยานใดๆ

“และเธอก็ติดตามปิ่นมาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เป็นหนึ่งในความพยายามของเธอที่ฉันชื่นชม”

ผมพยักหน้าอีกครั้ง ผมมีเหตุผลที่เข้าเรียนที่เดียวกันกับปิ่น แต่นั่นเองอย่างที่คิด มันไม่มีความจำเป็นต้องชี้แจงในเรื่องนั้น

“ฉันจะขอพูดแบบตรงไปตรงมา ฉันมีอนาคตที่เตรียมไว้ให้ปิ่น ฉันมีแผนการศึกษาที่เตรียมไว้ให้เขา หลังจากจบการศึกษาปิ่นจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่จะเป็นที่ใดนั้นฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ ส่วนเธอไม่ว่าเธอจะเคยมีความสัมพันธ์ใดกับปิ่น ในฐานะใดก็ตาม ฉันอยากให้เธอเข้าใจว่าถึงที่สุดแล้วมันไม่อาจเป็นไปได้ ดังนั้น การยุติความคิดฝัน ความพยายามใดๆ เสียแต่ตอนนี้จึงดูเป็นเรื่องดี ทั้งสำหรับเธอและปิ่น ฉันไม่ได้บอกเธอว่าเธอเป็นคนไม่ดี เพียงแต่เธอและปิ่นไม่เหมาะสมกัน เธอเข้าใจที่ฉันพูดไหม”

ผมพยักหน้าตอบอีกครั้งหนึ่ง

“ดีแล้วที่เธอเข้าใจ” เขาเอ่ย “เธอคงเห็นแล้วว่าแม่ของปิ่นมีอาการป่วยที่ไม่สู้ดีนัก และฉันคิดว่าเขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน ดังนั้น ฉันจึงอยากจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นเสียแต่ตอนนี้ ฉันดีใจที่เธอเข้าใจอะไรง่ายดายดี ดังนั้น หากคิดว่าฉันมีสิ่งใดที่จะตอบแทนเธอได้ ขอให้บอกออกมา ฉันยินดีทำให้”

ผมส่ายศีรษะแทนคำตอบ ชายผู้เป็นพ่อของปิ่นลุกขึ้นจากที่นั่ง เขาเปิดกระเป๋าเงินยื่นธนบัตรห้าร้อยบาทให้ผม

“ค่ารถกลับบ้านของเธอ และฉันว่าคงไม่ได้เห็นเธออีกต่อไป”

 

ผมรับธนบัตรใบนั้น เราทั้งคู่เดินตรงไปยังบันไดที่ขึ้นสู่ห้องพักของผู้ป่วย ชายผู้เป็นพ่อของปิ่นเดินขึ้นบันไดไป ในขณะที่ผมเดินตรงไปทางหน้าโรงพยาบาล คนละเส้นทางกับเขา

เมื่อถึงหน้าโรงพยาบาล หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่พื้นถนนพร้อมกับเด็กหญิงตัวน้อยยกมือขึ้นไหว้ผม ในมือของหญิงผู้นั้นมีขันพลาสติกสีเหลืองหนึ่งใบ ผมหย่อนธนบัตรห้าร้อยบาทที่เพิ่งได้มาลงไปในขันใบนั้น ก่อนจะเดินจากมา

มีเสียงเรียกจากหญิงชราคนดังกล่าว แต่ผมไม่ได้หันหลังกลับไปมอง หูของผมอื้อด้วยคำจากชายผู้เป็นพ่อของปิ่นที่ว่า “ฉันหวังว่าจะไม่ได้เห็นหน้าเธออีก”

มันช่างเป็นถ้อยคำที่แห้งแล้งสุดประมาณ

มันช่างเป็นถ้อยคำที่แห้งผากไม่ต่างจากทะเลทรายขนาดใหญ่ เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ที่ผมเชื่อว่าแม้น้ำตาทั้งหมดของปิ่นในวันนั้นก็คงไม่อาจสร้างความชุ่มชื้นให้แก่มันได้แม้แต่เพียงนิดเดียว •