‘ลิ่ม’ การเมือง ยี่ห้อ ‘ทักษิณ’ ‘ตอก’ สนิมเนื้อในรัฐบาล ชี้สัมพันธ์ 3 ป. ‘hate and love’ พี่ป้อมมีโอกาสขึ้นแทน ‘ตู่’

การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ รัฐบาลเจอมรสุมซัดกระหน่ำใส่รอบด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจข้าวของแพง และปัญหาเสถียรภาพภายในรัฐบาล

พรรคเล็กร่วมรัฐบาลออกมาเปิดเกมเขย่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แวะเวียนร่วมวงดินเนอร์กับพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นหลังสภาเปิดสมัยประชุม 22 พฤษภาคม

กระแสนายกฯ สำรอง ทำให้หลายฝ่ายจับตาอายุขัยรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ อาจต้องปิดฉากก่อนครบเทอมเดือนมีนาคมปี 2566 หรือไม่ทันข้ามปีนี้เสียด้วยซ้ำ

ในสถานการณ์สุกงอมใกล้ร่วงหล่น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมอง วิเคราะห์คาดการณ์ทิศทางการเมืองไทยหลังจากนี้

รวมถึงการที่พรรคเพื่อไทยดึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง มารับหน้าที่หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เตรียมนำทัพเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้าภายใต้เป้าหมายแลนด์ไลด์

 

ทักษิณ ชินวัตร ประเมินสถานการณ์การเมืองไทยหลังจากนี้ว่า สนิมเกิดจากเนื้อในตน ถ้าฝ่ายค้านเคาะเหล็กกล้าจะได้ยินแต่เสียง เหล็กกล้าไม่พัง แต่ถ้าเหล็กมีสนิมเกิดขึ้น เคาะเบาๆ ก็ร่วง

รัฐบาลมีปัญหาในตัวเอง เป็นเรื่องผลประโยชน์ที่ทุกคนอยากถือโอกาสช่วงที่รู้ว่านายกฯ ต้องง้อ จึงถือโอกาสทำรายได้

การเมืองจะเริ่มเข้มข้นขึ้นอีกเพราะ หนึ่ง เรื่องชิงผลประโยชน์ สอง ความขัดแย้งภายในพลังประชารัฐ ถึงขนาดบอกว่าเอ็งไปอยู่ข้างนอกทีมหนึ่ง แต่ก็พยายามจับมือกันอยู่ เป็นการจับมือที่มีดาบอยู่ข้างหลัง ความไม่จริงใจเกิดขึ้นแล้ว สนิมเริ่มเกาะเนื้อใน ไม่รู้จะไปเมื่อไหร่ แต่เคาต์ดาวน์แล้ว

สำหรับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน อยู่ที่ภายในรัฐบาลว่าพร้อมแตกหักแล้วไปเลือกตั้งหรือยัง

ถ้าพร้อมเมื่อไหร่เขาก็แปรพักตร์ได้ตลอดเวลา เหตุการณ์รอบนี้น่าจะแรงตั้งแต่การพิจารณางบประมาณ ไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สภาเปิดวันที่ 1 มิถุนายน งบประมาณเข้า ฝ่ายค้านอภิปรายได้เต็มที่ เช็กเสียงฝั่งรัฐบาลได้จากการอภิปรายงบประมาณ ถ้างบประมาณพังก็มีค่าเท่ากันคือยุบสภา หรือลาออก

ดังนั้น อยู่ที่ยุทธศาสตร์ว่าฝ่ายค้าน รัฐบาลอาจขอจับมือกันเพื่อเอางบประมาณให้ผ่านก่อน แล้วค่อยทางใครทางมัน ก็จะเริ่มหาคะแนนเพื่อไปเลือกตั้ง เวลาเรือใกล้ถึงฝั่ง คนมักรีบโดดขึ้นฝั่งโดยถีบหัวเรือ

ตอนนี้รัฐบาลและนายกฯ ต้องรู้ว่าเสียงเป็นอย่างไร ถ้าเสียงไม่ถึงก็ต้องรีบชิงยุบสภาก่อน

ที่สำคัญต้องดูว่ากล้วยในสวน ลิงยังกินอยู่หรือเปล่า ถ้าลิงยังกินอยู่ กล้วยมีเยอะพอหรือไม่

ส่วนเรื่องโหวตล้มจนต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ นั้น ทักษิณมองว่า เป็นไปได้ แต่ไม่คิดว่าฝ่ายรัฐบาลจะเปลี่ยนจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล

แต่ถ้าเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถือว่ามีโอกาส แต่ต้องใช้สภาโหวต ฝ่ายค้านคงไม่ยุ่ง

สำหรับอาการ 3 ป.ตอนนี้โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตรนั้น ทักษิณใช้คำว่า hate and love relationship คืออยู่ในภาวะทั้งรักทั้งชัง คิดว่า พล.อ.ประวิตรพอเห็น พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ก็คงคิดว่าใครก็เป็นได้

ทำให้อาจเกิดการไฮแจ็กขึ้นได้ แต่ไม่รู้จะไฮแจ็กโดยใคร อาจโดยภูมิใจไทยหากตกลงกับประชาธิปัตย์ได้ แต่คงยาก ประชาธิปัตย์ก็คงไม่อยากยกมือให้ภูมิใจไทยเป็นนายกฯ

“ช่วงปลายมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคม เป็นช่วงที่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ผมคาดเดาจากสถานการณ์ บวกกับช่วงเวลาสภาเปิด” ทักษิณระบุ

 

ทักษิณยังตอบประเด็นที่เคยพูดในคลับเฮาส์เรื่องจะกลับบ้าน ว่า เพราะตอนนี้ถึงเวลาต้องไปเลี้ยงหลาน ไม่มีปัจจัยอย่างอื่น ปัจจัยสำคัญคืออยากไปเลี้ยงหลาน กำลังทำอวตารตัวเอง วันนี้เป็นเบบี้บูมเมอร์ ก็สมมุติตัวเองเป็นเจเนอเรชั่นเอ๊กซ์ วาย แซด และอัลฟ่า

ผมรู้ปัญหาทุกเจเนอเรชั่น รู้อนาคตของทุกเจเนอเรชั่นเพราะอยู่มานานพอ จึงอยากไปสอนหลานเจนอัลฟ่า อยากไปอยู่ใกล้หลานและเป็นที่ปรึกษาให้ลูก

การกลับบ้านปีนี้เป็นความตั้งใจ เป็นความฝันที่อยากกลับไป แต่จะสำเร็จหรือไม่ เดี๋ยวค่อยคิดอีกทีว่าจะอย่างไร

ส่วนที่พูดหลายครั้งว่า พร้อมให้คำปรึกษาและอยากเป็นที่ปรึกษารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้มีการเกี้ยเซียะอะไรกับใครทั้งสิ้น เป็นคนจริงใจ คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น คิดว่าอยากจะมีส่วนช่วยประเทศไทย ถ้าเขาอยาก

ที่เสนอไปหมายความว่าดูแล้วรัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ โดยเฉพาะภาวะสงครามรัสเซียกับยูเครนที่อาจยืดเยื้อ หรือนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 เราจะอยู่ด้วยเงินกู้ต่อไปอย่างนี้หรือ

เราไม่คิดหรือว่า ต่อไปการดิสรัปต์การขนส่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดสงคราม เราจะมีความสามารถพึ่งพาตัวเองได้แค่ไหน ตรงนี้สำคัญ ต้องเตรียมการล่วงหน้า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมห่วง

“ผมร้องเพลงใหม่ของตัวเองชื่อเพลงคนแดนไกล ถ้าฟังแล้วจะรู้ เพราะผมอยู่ไกลใช่ไหม ถึงจะมีส่วนน้อยนิดช่วยเธอคิดเพื่อพ้นผ่านภัย นี่เป็นเนื้อเพลงที่อยากเอาความในใจออกไป”

ทักษิณยังเปรียบเทียบว่า การเมืองก็เหมือนโควิด ตอนเกิดใหม่ๆ ยาและวัคซีนไม่มี แถมเชื้อรุนแรง ตอนหลังมีวัคซีนและยา แต่เรายังอยู่ในความทรงจำอันเก่า จะไปซื้อยาแพงๆ ที่รักษาสมัยเก่าทั้งที่เชื้อใหม่เบาแล้ว ควรรักษาเหมือนไข้หวัด

การเมืองก็เหมือนกัน มิติเดิมที่เป็นบัตรเดียว พรรคเล็กพรรคน้อยก็เกิดกันหมด บางคนตั้งขึ้นมาอย่างน้อยๆ รอดคนหนึ่งแล้วในฐานะผู้ก่อตั้งพรรค

แต่วันนี้กลายเป็นสองบัตร ไม่เหมือนเดิม ยังคิดสูตรเดิมซึ่งไม่เวิร์ก ดังนั้น พรรคใหม่ก็เหนื่อย ไม่ใช่จะสร้างง่ายๆ

สำหรับเพื่อไทยมีพรรคเดียวอยู่แล้ว ไม่มีใครไปเปิดพรรคที่ไหน ศิษย์เก่าแยกออกไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่เกี่ยวกับเพื่อไทย อันนั้นแค่ก๊อบเสิ่นเจิ้น

ส่วนปรากฏการณ์กลุ่มขั้วอำนาจเก่ามาตั้งพรรค ไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

คนเหล่านี้เป็นศิษย์เก่าไทยรักไทยที่แตกออกไป เหมือนที่นายสมคิดเลียนแบบเอานโยบายไทยรักไทยไปใช้แล้วล้มเหลว แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างต้องปรับไปตามเวลา เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนไป ทฤษฎีและนโยบายก็ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยน แต่คนเหล่านี้ยังใช้วิธีเดิม

ไทยสร้างไทยก็เลียนแบบการสตาร์ตของไทยรักไทย ไทยรักไทยเริ่มอย่างไรก็ทำอย่างนั้นเป๊ะ นายสมคิดก็เอานโยบายไปใช้เป๊ะ ไม่ปรับเปลี่ยนขณะที่โลกปลี่ยน

นอกจากนี้ ทักษิณยังได้ประเมินตัวเลข ส.ส. 253 ที่นั่งที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าไว้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า

การซื้อเสียงครั้งหน้าหนักแน่นอน พรรคเพื่อไทยต้องเตรียมตัว ถ้ายืนยันไม่เป็นพรรคซื้อเสียงแข่งกับเขา ก็ต้องคิดมีอะไรไปขาย ให้ประชาชนชั่งใจเอาระหว่างเอาเสียงละพันบาทกับนโยบายพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์อย่างไร?

จุดแข็งเพื่อไทยคือเป็นพรรคที่มีแนวทางแก้ปัญหาประเทศ ทำมาหลายรอบแล้ว ดังนั้น โอกาสที่ประชาชนซึ่งหมดหวังวันนี้ ความหวังของเขาจะอยู่กับใคร เชื่อถือใครและจะอยู่ที่พรรคอะไร วันนี้คนไทยห่วงภาวะปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบันสำคัญ แต่อนาคตสำคัญกว่า

จุดแข็งตรงนี้หรือไม่ เป็นเหตุที่พรรคเพื่อไทยดึง “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เข้ามาเป็นผู้นำทัพ?

“ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยอยากเห็นว่าอย่างน้อยๆ มีอะไรยังปรึกษาผมได้อยู่ ถ้าเอาน้องอิ๊งมาอยู่ตรงนั้น สามารถปรึกษาผมได้ ผมไม่ได้ไปครอบงำอะไร คำว่าที่ปรึกษา คืออยากปรึกษาก็ปรึกษา ถ้าไม่อยากปรึกษาก็ไม่ต้องปรึกษา

แม้หลายคนกลัวการเข้ามาของ น.ส.แพทองธารจะเป็นสายล่อฟ้า แต่ส่วนตัวมองว่าดี แต่เรามีกราวด์ ผ่าลงอย่างไรก็ลงดินหมด

การเข้ามาของอุ๊งอิ๊ง ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นนายกฯ ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่ช่วยพรรคเรื่องความคิดการหาเสียงและการพบปะผู้คน เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นพรรคที่จะปรึกษาผมได้ตลอด ประชาชนอยากได้ความมั่นใจในการแก้ปัญหา”

ส่วนอุบัติเหตุทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นกับทักษิณ ทำให้หลายคนเกรงว่าจะเกิดกับ น.ส.แพทองธารด้วยนั้น

ทักษิณกล่าวว่า มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เราอย่าไปคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตต้องบอกเหตุอนาคต เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเราคิดว่าเมื่อมีสิ่งหนึ่งเกิดต้องมีอีกสิ่งเกิดตามมา มันไม่ใช่แล้ว เพราะสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป

ส่วนที่หลายคนอยากเห็น น.ส.แพทองธารในบทบาทนายกฯ คงแล้วแต่เหตุการณ์ แล้วแต่น้องอุ๊งอิ๊งเลือก ลูกโตแล้ว ไปปกครอง ไปสั่งเขาไม่ได้

เช่นเดียวกับการรีแบรนด์พรรคเพื่อไทย เอาคนรุ่นใหม่เข้ามาเยอะขึ้น ก็ต้องเข้าใจว่าคนเก่าก็มีความสำคัญกับองค์กร แต่แถวหน้าคนเก่าไม่ควรไปนั่ง ควรอยู่ข้างๆ สนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เก่งขึ้น

คนรุ่นใหม่ก็ต้องเคารพ ให้เกียรติ ขอคำปรึกษา ประสบการณ์และประวัติศาสตร์กับคนรุ่นนี้ด้วย

ส.ส.เก่าบางคนยังมีศักยภาพ แต่ถ้าเริ่มไม่มีแรงเยี่ยมเยียนประชาชน ก็ต้องให้คนรุ่นหลังเป็นแทน ไม่ใช่อยู่เป็น ส.ส.จนตายคาเก้าอี้ แล้วไม่ได้ตายคาเก้าอี้ด้วย แต่ตกก่อน เพราะไม่มีเวลาให้ประชาชน

ทักษิณยังวิเคราะห์ถึงคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่ หรือนิวโหวตเตอร์ ด้วยว่า เสียงคนรุ่นใหม่ ดูแล้วน่าจะอยู่ 2 พรรคคือ เพื่อไทยกับก้าวไกล

คนรุ่นใหม่มีบางรุ่นที่พ่อแม่อยู่กับไทยรักไทยมา อาจบอกกับลูกให้เข้าใจว่าไทยรักไทยก็คือเพื่อไทยในปัจจุบัน เคยทำอะไรมา ลูกก็จะสนใจและเริ่มค้นหาในอินเตอร์เน็ต มีหมดว่าพรรคนี้เคยทำงานอะไรมา

ส่วนเด็กรุ่นใหม่ที่หัวแรงอาจไปกับก้าวไกล เพราะก้าวไกลเขาแรง เพื่อไทยจะมีคนอยู่ตรงกลางๆ ของคนรุ่นใหม่

คนรุ่นใหม่ หรือนิวโหวตเตอร์เป็นคนที่คิดเป็น ค้นหาความจริงเป็น เมื่อคิดเป็น ค้นหาความจริงเป็น เขาต้องเลือกแนวทางที่ให้อนาคตเขา ในที่สุดมนุษย์ทุกคนต้องคิดว่าอนาคตคืออะไร

ส่วนตัวมองสไตล์ของพรรคเพื่อไทยที่สร้างมานานคือ พยายามใช้ปัญญาให้มากที่สุด ปัญญาเพื่อไปสร้างโอกาสให้ประชาชน สร้างอนาคตให้เยาวชน จุดแข็งของเพื่อไทยอยู่ตรงนี้

ถ้าเพื่อไทยยืนจุดแข็งของตัวเองแบบนี้ต่อไปเชื่อว่าเพื่อไทยยังแข็งแรงและเป็นที่หนึ่งอยู่

ตั้งแต่เป็นไทยรักไทยมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภา ยังไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว กระทั่งครั้งที่แล้วที่ถูกปล้นไปก็เป็นจำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภา เพราะอะไร เพราะความจริงใจที่ใช้ปัญญาสร้าง ให้โอกาส ให้อนาคต

แต่คราวที่แล้วพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสนอนโยบาย เก็บไว้เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เก็บไว้ใช้คราวนี้

“ผมเชื่อว่าคราวนี้ พรรคเพื่อไทยคือแกนนำจัดตั้งรัฐบาล”