โลกหมุนเร็ว/เป็นฌอนวันนี้เพราะมีความคิด

เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
ฌอน บูรณะหิรัญ

โลกหมุนเร็ว/เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง penseeppp@gmail.com

เป็นฌอนวันนี้เพราะมีความคิด

เขียนเรื่องนี้ก็เหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะกำลังจะเขียนเรื่องของ ฌอน บูรณะหิรัญ ที่กลายเป็นขวัญใจชาวเน็ตไปแล้วเรียบร้อย

สังคมออนไลน์รู้จักหนุ่มที่เกิดและโตเมืองนอกคนนี้เป็นอย่างดี

เฟซบุ๊กของเขามีคนติดตามเป็นล้านๆ คน และยัง go strong ทุกวันนี้

ปรากฏการณ์ของนักคิดนักเขียนรุ่นหนุ่มที่อยู่ในกลุ่ม “สร้างกำลังใจ” สร้างมิติในสังคมไทยมาได้พักใหญ่ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนอย่าง “หนุ่มเมืองจันท์” “นิ้วกลม” หรือแม้แต่ ฌอน บูรณะหิรัญ คนนี้

พัฒนาการที่เริ่มจากงานเขียน กลายเป็นงานพูด งานทอล์กโชว์ กำลังเกิดขึ้น เช่นเดียวกับผู้สร้างกำลังใจในโลกตะวันตกที่ใช้คำพูดเปลี่ยนคนที่หมดกำลังใจให้กลับมามีกำลังใจและพลังในด้านบวก

มันเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนเราทุกวันนี้ต้องการ กำลังใจ กันอย่างมากมาย

และยังเป็นข้อพิสูจน์ว่า คนที่คิดเป็น คิดดี คิดคมคาย ถ่ายทอดออกมาได้ สามารถใช้มันเป็นเครื่องมือให้เกิดอาชีพได้

ลองมาดูงานที่กลั่นจากความคิดของฌอนเพื่อเป็นการแนะนำตัวเขากัน

คลิปนี้มีชื่อว่า “คนที่ออกจากชีวิตคุณ” มีเนื้อความอย่างนี้ค่ะ

“คนที่ออกจากชีวิตคุณ คือคนที่ทำให้คุณเครียดและสูญเสีย การที่เขาออกจากชีวิตคุณ นั่นมันเป็นสิ่งที่ดี บางคนเข้ามาในชีวิตเราเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต มีเหตุผลและฤดูของมัน และมันแค่หมดเวลาแล้วสำหรับช่วงชีวิตนี้ บางคนเข้ามาเพื่อให้บทเรียนกับเรา และต้องจากไป บางทีเราต้องเสียใครสักคนเพื่อกลับมาเป็นตัวของตัวเอง เสียใครสักคนเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับคนที่ใช่ได้เข้ามาในชีวิตเรา การเสียใครสักคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเราโตขึ้น บางทีคนที่เราต้องการในชีวิต เขาอาจไม่ใช่สำหรับชีวิตเรา แทนที่เราจะสนใจกับคนที่เดินจากไป ลองสนใจคนที่ยังอยู่รอบข้างเรา ที่ให้กำลังใจเราเสมอ ถ้าให้ผมเลือก ผมยินดีที่จะเหงาช่วงหนึ่ง แทนที่จะมีความสัมพันธ์ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจ และความเจ็บปวด ถ้าให้ปมเลือกผมยินดีที่จะมีเพื่อนแค่คนเดียว แทนที่จะมีเพื่อนที่ไม่จริงใจ ยี่สิบกว่าคน…”

อ่านดูก็คงพอเดาออกว่าฌอนกำลังพูดถึงเพื่อน หรือไม่ก็คนรัก

คำพูดของฌอนฉุดคนที่กำลังดำดิ่งอยู่ในความรู้สึกสูญเสีย ผิดหวัง หมดกำลังใจ หมดแรง กลับมาได้คิดว่า ดีแล้วที่คนที่ทำให้เรามีแต่ความทุกข์นั้นได้จากไป และเราจงดีใจกับโอกาสใหม่ๆ

สําหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักฌอน แนะนำสั้นๆ ได้ว่าฌอนเป็นคนหนุ่มที่เกิดและเติบโตในสหรัฐอเมริกาจากพ่อแม่คนไทยที่เป็นคนธรรมดาๆ ไปทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัว

ทำให้ฌอนต้องไปโรงเรียนธรรมดาๆ และเรียนร่วมกับเด็กอเมริกันในระดับครอบครัวชั้นล่าง

ต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้ง ชกต่อย และเขาก็ใช้ความรุนแรงเข้าสู้

และในที่สุดก็ถึงจุดเปลี่ยน ตอนที่ต้องเข้าคุก ได้คุยกับเด็กคนหนึ่งในคุก เด็กบอกว่าถ้าได้ออกไปจะทำเหมือนเดิม แต่ฌอนไม่คิดอย่างนั้น เขาคิดว่าเขาไม่คู่ควรกับที่นั่น

โทษของฌอนคือต้องรับใช้สังคม 1,000 ชั่วโมง มีชิพผูกที่ข้อมือ นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ฌอนคิดได้ และเติบโตขึ้น พร้อมกับก้าวไปข้างหน้าและทำสิ่งใหม่ๆ

ฌอนเล่าว่าตอนนั้นมีสารคดีที่ผู้คุมคนหนึ่งเอามาให้ดู เป็นการทดลองเกี่ยวกับน้ำในน้ำสองแก้ว แก้วหนึ่งเขียนว่ารัก อีกแก้วหนึ่งเขียนว่าเกลียด ผลึกน้ำจะไม่เหมือนกัน ทำให้ฌอนคิดได้ว่าเจตนาของความคิดมีอิทธิพลต่อโลกและต่อชีวิตคนเรา

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งเมื่อฌอนได้คิดและตัดสินใจเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่เป็นลบของตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

จากโรงเรียนที่เรียนร่วมกับเด็กขาวที่ดูถูก กลั่นแกล้ง ไปอยู่โรงเรียนที่มีคนเอเชียด้วยกันทำให้มีเพื่อนและมีแรงสนับสนุนที่ดี

เขาเริ่มเรียนดีเพราะไม่ต้องใช้เวลาเอาตัวรอด

ฌอนก้าวไปด้วยความคิด ในแต่ละจังหวะชีวิต ความคิดล้วนๆ เลยค่ะ

ก้าวที่สำคัญอีกก้าวของฌอนคือตอนที่เขารู้ว่าการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ เขาเล่าถึงเด็กชายคนหนึ่งอายุ 7 ขวบที่พ่อบอกว่าให้อ่านหนังสือทุกวันและเขียนถึงความสำเร็จ พออายุ 14 ก็เขียนหนังสือออกมาและขายได้ 1 แสนเหรียญ

อีกจุดหนึ่งเมื่อก้าวจากคนทำเพลงมาเป็นคนทำเพจ ฌอนเล่าว่ามีผู้ใหญ่แนะนำว่าปล่อยทุกอย่างให้เป็นตามธรรมชาติ และสิ่งที่เหนือกว่าชื่อเสียงคือการเป็น master หรือการเป็นปรมาจารย์ สมาธิของฌอนขณะนี้จึงไปอยู่ที่การเป็น master อะไรสักอย่าง ฌอนตระหนักว่าถ้าเขาจะยึดติดอะไรสักอย่างคงเป็นปัญญามากกว่าความสำเร็จหรือเงินทอง เขาบอกว่า “ถ้าคุณเอาเงินผมไป เอาชื่อเสียงผมไป ถ้าผมมีปัญญา ผมจะสร้างตัวเองขึ้นใหม่”

ฌอนรู้ตัวแล้วว่าเขาจะเป็น master ด้านไหน

ถ้าใครเคยได้ยินเรื่อง พหุปัญญา หรือ Multiple Intelligence ของการ์ดเนอร์ ก็จะรู้ว่าการ์ดเนอร์ได้แบ่งความสามารถของคนออกเป็น 8 อย่าง

ปัญญาด้านภาษา สามารถเรียนรู้และใช้ภาษา คนที่มีปัญญาด้านนี้มักเป็นกวี นักเขียน นักพูด นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์

ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ มีความคิดเป็นเหตุผล คาดการณ์ คิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ มักเป็นนักบัญชี นักวิจัย นักคณิตศาสตร์ นักเขียนโปรแกรม วิศวกร นักประดิษฐ์

ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ จะรับรู้ทางสายตาได้ดี มองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทาง และตำแหน่งอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน สายวิทย์จะเป็นนักประดิษฐ์ วิศวกร ส่วนสายศิลป์ จะเป็นศิลปินแขนงต่างๆ นักวาดรูป นักเขียนการ์ตูน นักออกแบบ ช่างภาพ หรือสถาปนิก

ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว เก่งเรื่องการแสดงออกโดยใช้ร่างกาย ใช้มือ จะเป็นนักกีฬา หรือศิลปินนักแสดง ฟ้อนรำ นักกายกรรม

ปัญญาด้านดนตรี มีความสามารถซึมซับเข้าถึงสุนทรียทางดนตรี ทั้งการได้ยิน จดจำ และแต่งเพลง จะเป็นนักดนตรี นักประพันธ์เพลง นักร้อง

ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ มีความสามารถเข้าใจผู้อื่น ทั้งความนึกคิดและอารมณ์ เจตนาที่ซ่อนเร้นภายใน สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่น มักเป็นครู ผู้ให้คำปรึกษา นักการทูต ประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ

ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง มีความตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง แสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า หรือควรหลีกเลี่ยง เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ รู้จุดอ่อนของตนเอง มักเป็นนักคิด นักปรัชญา หรือนักวิจัย

สุดท้ายคือปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา เข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์และการรังสรรค์ต่างๆ ของธรรมชาติ ไวในการสังเกตและคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มักเป็นนักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ หรือนักสำรวจธรรมชาติ

ความรู้เรื่องพหุปัญญาเป็นเรื่องน่าสนใจและใกล้ตัว และเมื่อเอาความรู้นี้มาจับความเป็น ฌอน บูรณะหิรัญ เขาน่ามีปัญญาด้านภาษาและด้านมนุษยสัมพันธ์ที่โดดเด่นมาก เพราะเป็นทั้งนักคิดและสามารถพูดจูงใจผู้อื่น ฟังฌอนพูดก็รู้ว่าเขากลั่นกรองความคิดเป็นอย่างดี และใช้ภาษาที่คมคาย ชวนฟัง ชวนติดตาม และไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่เฉพาะคนรุ่นเดียวกับเขา แม้จะสูงวัยกว่าก็ยังเรียนรู้จากเขา

แรงบันดาลใจของเขาคือมาร์ติน ลูเธอร์ คิง คานธี คนที่มีชีวิตเพื่อคนอื่นแล้วถูกฆ่าตาย ฌอนได้เรียนรู้ว่าทุกคนเกิดมาต้องตาย ฌอนจึงอยากที่จะมีชีวิตไม่ใช่เพื่อแค่ตาย แต่เพื่อมีความหมายต่อผู้อื่น เขายังคิดต่อว่าหากเป็นนักแสดง พูดอะไรจะมีคนฟัง เขาจึงไปเป็นนักแสดงอยู่พักหนึ่ง

เขาต่างจากคนรุ่นใหม่ส่วนมาก ที่มีคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ แจ๊ก หม่า หรือ อีลอน มัสก์ เป็นแรงบันดาลใจ ชื่อเหล่านี้เป็นนักประดิษฐ์ แต่ฌอนสนใจนักคิดที่เปลี่ยนแปลงโลกมากกว่า อย่างเช่น ติช นัท ฮัน ซึ่งยังมีชีวิตอยู่

เป็นเรื่องน่าดีใจที่สังคมไทยได้ต้อนรับคนอย่างฌอนอย่างอบอุ่น ถ้าใช้คำโบราณก็จะต้องบอกว่าคนอย่างฌอนจะทำให้แผ่นดินไทยสูงขึ้น ด้วยคนที่ดีและมีปัญญา