คุยกับ ‘ปลัด พม.’ ครอบครัวไทยน่าห่วง! คนไม่มีลูก-ผู้สูงอายุถึง 50% รัฐดูแลไม่ไหวแน่?

นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อธิบายสถานการณ์ครอบครัวในสังคมไทย กรณีปัญหามีเด็กเกิดน้อยว่า ทาง พม.เรามีภารกิจที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องการสนับสนุนให้มีการตั้งครรภ์มากขึ้นอย่างเต็มตัว แต่พยายามทำโครงการเพื่อมารองรับ

โดยถ้าคนมีลูกจะมีมาตรการ-โครงการต่างๆ มาดูแล เช่น การให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเราให้ตั้งแต่ 0 ถึง 6 ปี ทุกเดือนอย่างน้อยที่สุดมีค่านมให้ลูกเดือนละ 600 บาทจนกว่าจะครบ 6 ขวบ อันนี้จะให้กับแม่ที่มีความยากลำบากที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทปี เป็นส่วนที่กระทรวงทำอยู่

อีกส่วนหนึ่งก็คือก่อนเวลาที่เด็กจะเข้าสู่การดูแลในสถานรับเลี้ยงเด็กเรามีการจัดมาตรฐานสถานรับเลี้ยงเด็ก ถ้าลูกของคุณได้รับการดูแลอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่ได้มาตรฐาน คุณจะอุ่นใจในความปลอดภัย ได้รับการดูแลสารอาหารครบถ้วน เป็นส่วนหนึ่งที่จะการันตีว่าถ้ามีลูกจะสามารถดูแลคุณได้ และเราก็มีเงินกองทุนคุ้มครองเด็กที่เราดูแลเด็กที่มีความยากลำบากคือให้เงินสงเคราะห์เงินอุดหนุนให้กับเด็ก เป็นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้า

หรือแม้แต่เรามีโครงการครอบครัวอุปถัมภ์ สำหรับพ่อแม่ที่ดูแลลูกไม่ไหว แล้วไปส่งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงดู แล้วตัวเองก็ไม่ได้มีเงินส่งให้ปู่ย่าตายาย สามารถรับเป็นอุปถัมภ์เด็กได้ ก็จะมีเงินรายเดือนให้

ซึ่งในส่วนนี้อาจจะไม่ได้เยอะมาก มีจำนวนจำกัดแต่ก็พยายามดูแลเด็กเพื่อไม่ให้เด็กหลุดจากการศึกษา ถึงแม้ว่าทางกระทรวงเราไม่ได้เข้าไปดูแลเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะ แต่เราก็มีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการและเขาก็มีกองทุนเสมอภาคทางการศึกษาที่จะดูแลเด็ก หรือถ้าเรามีกองทุนพิการดูแลลูกสำหรับบุตรที่พิการด้วย

ทางกระทรวงเราช่วยส่งเสริมในหลายจุด แต่ไม่ใช่ในส่วนที่ทำให้พ่อแม่มีลูกมากขึ้น ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้เรามีอยู่นานแล้ว ซึ่งสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา คือเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เพราะผลจากการวิจัยศึกษาในหลายประเทศ พบว่าช่วงอายุเด็ก 0-3 ขวบเป็นช่วงที่สำคัญมาก จำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ได้รับความอบอุ่น มีอาหารการกินครบถ้วนทุกหมู่

จึงเป็นที่มาที่เราพยายามให้เกิดโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเพราะเราเห็นว่าเป็นช่วงอายุที่เด็กควรจะต้องได้รับตามที่มีงานวิจัยกันไว้ ดังนั้น เราก็เลยทำในส่วนนี้ ซึ่งทางเราเองเห็นว่าบ้านเรามีช่วงรอยต่อของเด็กก่อนเข้าโรงเรียน จึงเห็นสมควรให้ 0 ถึง 6 ขวบเลย

อีกทั้งกระทรวงเราเคยทำข้อเสนอว่าควรขยายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดให้ครบถ้วนทุกคนซึ่งเราได้เสนอไปแล้ว แต่ต้องยอมรับด้วยภาวะของรัฐบาล สภาพการเงินของประเทศมันไม่มีเพียงพอที่จะช่วยเป็นเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดให้ครบอย่างถ้วนหน้า

ดังนั้น เราก็ต้องรอให้ประเทศฟื้นตัวกว่านี้ หลังจากสถานการณ์โควิดก็คิดว่าคงจะเสนออีกรอบหนึ่งเพื่อจะดูแลเด็กได้อย่างถ้วนหน้า

ปลัด พม.บอกอีกว่า ขณะที่สถานการณ์เด็กใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พบว่ามีเด็กยากจนเยอะมาก จึงเสนอให้เปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก 0-3 ขวบ ให้ท้องถิ่นที่สามารถดูแลได้ โดยเปิดทุกพื้นที่หมู่บ้าน เพื่อทำให้การดูแลเด็กได้ดีขึ้น นั่นคือส่วนที่กระทรวงพยายามทำ

อีกด้านหนึ่งเราก็อยากจะทำโรงเรียนเพาะกล้าคุณธรรม เรามีโรงเรียนนำร่องอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีแค่หนึ่งแห่ง มีที่เราอยากจะขยายอีก 5 โรงเรียน ที่ลำพูนนราธิวาส พิษณุโลก และในกรุงเทพฯ เราจะเปิดตรงนี้มารองรับเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาเด็กที่พ่อแม่ญาติพี่น้องไม่สามารถส่งเสริมเลี้ยงดูในเรื่องของการศึกษาได้

เราอยากจะเข้าไปช่วยนำเด็กเหล่านี้ให้ได้รับการศึกษาไม่ให้หลุดออกจากระบบ แล้วเราจะเพิ่มคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็กมากขึ้น รวมทั้งทักษะชีวิตในการดูแลตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่าจะต้องมีคนมาดูแล ก็อยากเพิ่มตรงนี้ไปด้วย

เรื่องของเด็ก จริงๆ แล้วถือว่าเป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว เรามีบอร์ดระดับชาติและมีชุดคณะกรรมการอีกหลายชุดที่มาดูแลเรื่องเด็กโดยเฉพาะ ดังนั้น ในแผนแม่บทเรื่องของแผนพัฒนาเด็ก มีเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งคิดว่าตัวบอร์ดระดับชาติเองก็ให้ความสำคัญ นายกฯ เองก็ให้ความสำคัญ หรือทางกระทรวงสาธารณสุขเขาก็พยายามมีโครงการที่เข้ามาดูแลโครงการคุณแม่แก้มแดงเพื่อสนับสนุนให้มีลูกมากขึ้น หรือกระทรวงเราก็ร่วมกับกระทรวงศึกษาฯ ในการจูงลูกจูงหลานกลับมาเรียน เป็นส่วนหนึ่งที่ให้เกิดความร่วมมือ

เราจะต้องพยายามดูแลเด็กๆ ที่มีอยู่ให้เป็นเด็กที่มีคุณภาพ เพราะเรามองว่า ปัญหาที่เด็กเกิดน้อยคือพวกเราก็ต้องช่วยกันสร้างความมั่นใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองว่าเมื่อท่านมีลูกแล้ว จะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เพราะฉะนั้น ถ้าเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือเป็นเด็กที่มีศักยภาพ แม้จะมีอยู่น้อยแต่มีอย่างคุณภาพ เขาจะช่วยเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ปลัด พม.กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัวถามว่าทำไมคนยุคใหม่เขาไม่อยากมีลูกกัน

ส่วนแรกคิดว่าเรื่องภาระทางเศรษฐกิจ พ่อแม่ยุคใหม่ไหนเขาจะต้องมีภาระผ่อนบ้านผ่อนรถ อาหารการกิน แถมส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีภาระการใช้จ่ายค่อนข้างสูง การที่จะมีลูก 1 คน บางครอบครัวแม่ต้องหยุดการทำงาน ขาดรายได้ อาจจะมาแค่ทางเดียว หรือถ้ามีลูก 1 คนแล้วพ่อแม่ทำงานก็ต้องไปจ้างคนมาดูแลลูกมันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการที่จะเข้ามาดูแลลูก 1 คน จนกว่าลูกจะจบการศึกษา นั่นคือเรื่องหนึ่ง

อีกประการต่อมาที่คนยุคใหม่ไม่ค่อยแต่งงานด้วย เด็กรุ่นใหม่ชอบชีวิตเป็นอิสระ ดังนั้น เราจะเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแต่งงาน อายุ 30-40 ไม่แต่งแล้ว ดังนั้น เขาไม่แต่งงานหรือแต่งงานช้าโอกาสจะมีบุตรน้อยลงมากก็เป็นส่วนหนึ่ง คนก็นิยมมาอยู่คนเดียวสบายกว่า โดยเฉพาะผู้หญิงมีแนวคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีใคร อยู่คนเดียวก็ได้สบายดี ไม่มีคนกวนใจ

สำหรับทางออกในเรื่องนี้จริงๆ เราก็พยายามมุ่งเน้นไปที่สถาบันครอบครัว

เรามีกรมกิจการสตรีที่ดูแลครอบครัวอยู่ เราก็มุ่งเน้นตรงนั้นว่าจะเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการที่จะมีครอบครัวอย่างไร เราจึงเปิดโรงเรียนครอบครัว เพื่อเตรียมพร้อมที่จะให้พ่อแม่ที่ยังไม่แต่งงาน แต่สนใจอยากจะมีครอบครัวก็เข้ามาเรียนรู้เรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนมีครอบครัวได้

ถ้ามีครอบครัวแล้วจะปฏิบัติหน้าที่อะไรอย่างไร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่า ถ้าแต่งงานแล้วจะไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด

หรือเรามีศูนย์แม่เลี้ยงเดี่ยว กรณีแม่ที่มีลูกแล้ว อาจจะมีการหย่าร้างกับสามีหรือสามีเสียชีวิตก็มีศูนย์ให้คำปรึกษา คำแนะนำเพื่อให้คนเหล่านี้อยู่ได้ และเป็นตัวอย่าง ว่าหากแต่งงานมีลูกแล้วจะถูกทิ้ง แล้วต้องผจญความลำบากจะทำอย่างไร

ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่ามีหน่วยงานรองรับอยู่ และผู้หญิงคนหนึ่งก็มีศักยภาพเพียงพอ ถึงแม้ว่าคุณแต่งงานแล้วคุณมีลูก คุณไม่มีสามีคุณก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ สามารถเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่างให้กับลูกหลานได้

ปลัด พม.แสดงความเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งคือ ในอนาคตถ้าจำนวนมากกว่า 50% ของประชากรเป็นผู้สูงอายุเมื่อไหร่ประเทศจะอยู่ได้ลำบาก

ส่วนตัวก็มองว่าถ้ารัฐบาลยังทำลักษณะการอุ้มทุกกลุ่มคน อย่างอุดหนุนเด็กแรกเกิด มีเงินสงเคราะห์ครอบครัว มีเงินสงเคราะห์เด็ก สงเคราะห์คนพิการ สงเคราะห์ผู้สูงอายุ มีเบี้ยต่างๆ อีก ถ้าเอามารวมเงินแล้วในหน้างานที่กระทรวงเรารับผิดชอบอยู่ถือว่าเยอะมาก ยังไม่รวมกลุ่มเกษตรกร เงินช่วยของกระทรวงยุติธรรมก็มี ทุกกระทรวงมีเงินที่ช่วยอุดหนุน มันเหมือนกับว่าภาระของรัฐมันเยอะเกินไป

ถ้าเราตัดบางส่วน และทำเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า ก็จะบรรเทาได้โดยเราจะต้องเริ่มต้นใหม่คือกวาดเงินทั้งหมดมารวมกัน แล้วมาวิเคราะห์ดูเป็นครอบครัว อย่าดูเป็นคนคน เพราะดูเป็นคนเมื่อไหร่เงินจะไม่พอ เงินควรจะไปทุ่มให้กับครอบครัว เช่น ครอบครัวมีทั้งผู้สูงอายุ มีทั้งเด็กมีบัตรคนพิการ ก็จ่ายแค่ก้อนเดียวไม่ต้องให้จ่ายเงินทั้งหมด

ทำให้สามารถกระจายความช่วยเหลือไปถึงครอบครัวอื่นๆ ได้

เราก็ศึกษาเรื่องนี้อยู่ว่า ถ้าจะดูแลพี่น้องประชาชนจะดูแลแบบไหนที่ทำให้เขาสามารถอยู่ได้ มีกินมีใช้

ชมคลิป