การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ สั่นสะเทือนคมกริบนั้น

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์parinyasin@gmail.com

“อีพี่…”

รอยเรียกชื่อฉัน และตัวมันก็ขยับเข้ามาใกล้

“มึงอย่าร้องสิ…มึงขี้แยหยั่งนี้แล้วรึ…มึงร้องทำไม”

ฉันยังปากไม่ออก ยิ่งคิดย้อนหลังไป เหมือนภาพมากมายผุดขึ้นมาในความนึกคิด

เราเคยเล่นด้วยกัน วิ่งตะโกนไล่กัน ตีนเปื้อนที่กวดกันไปบนถนนทรายผ่านท้องทุ่ง อ้ายกล้วย เด็กกะออม แก้มหอม…และนัยน์ตาใต้หางนกยูง

…ชื่นใจ

ฉันสะอื้นออกมาอย่างอดกลั้นไว้ไม่ได้ ความรู้สึกพร่างพราย เหมือนมีก้อนน้ำขนาดใหญ่อัดแน่นอยู่ในอก มันไม่ใช่ของแปลกใหม่เลยที่ฉันจะรู้สึกอย่างนี้

ฉันเคยรู้สึกอย่างนี้

ฉันเคยรู้สึก…

รู้สึกมามากเกินไป

“อีพี่”

อ้ายหมารอยเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีก แล้วแขนล่ำสันก็ดึงตัวฉันเข้าไปหา

อกของมันกลับกลายเป็นแผงแผ่นกว้างใหญ่ พอรั้งหัวฉันให้ซบเข้า ก็เหมือนมันเอาผ้าห่มหนาๆ สองสามชั้นเข้ามาคลี่คลุมฉันไว้

“มึงร้องไห้ทำไม อีพี่” รอยลดเสียงลงกระซิบ

ฉันยังคงพูดไม่ได้ แค่อ้าปาก ก็ปลดปล่อยได้แต่เสียงสะอึกสะอื้น เกินการจะควบคุมน้ำตาและแรงดันที่อัดแน่นไปแทบทั้งหน้าแล้ว

จมูกคัดตื้อจนหายใจไม่ออก สุดท้ายฉันก็ต้องหลับตา รู้เพียงว่าใบหน้าเกลือกน้ำตาน้ำมูกของตัวเองอยู่กับอกญาติผู้พี่

“…น้อง”

ยินเสียงเรียกชื่อดังมาจากหน้าห้อง แล้วคล้ายจะสะดุดไปฉับพลัน ลืมตาขึ้น ก็สบกับใบหน้าที่ซีดเผือดนิ่งขึงอยู่

พี่ฝน

 

“หยุดร้องไห้ได้แล้ว” รอยลากเสียง เกลื้อเสียงหัวเราะเบาๆ “โธ่เอ๊ย ไม่เก่งแล้วนี่หว่า”

ฉันเริ่มตั้งสติได้แล้ว กระถดตัวออก แต่วงแขนของญาติที่เคยสนิทก็ยังโอบตัวอยู่

“ปล่อย” ฉันพูดเบา “เดี๋ยวพี่โฟมาเห็นเข้า”

“เห็นแล้วจะเป็นยังไง?” อ้ายหมารอยเสียงแข็งขึ้นมา “พี่น้องกัน จะกลัวผิดผีที่ไหน”

คนตัวขาวเหลือบตามาดู แต่ไม่พูดอะไร มือง่วนกับอะไรสักอย่างทางมุมห้อง

“พี่โฟละพี่” ฉันเอ่ยเสียงถามข้ามไป

“มันให้กินข้าวไปก่อน ไม่ต้องรอ” พี่ฝนตอบ “วันนี้เฮียเขาจะพาไปเปิดหูเปิดตา”

“อ้อ” ฉันพยักหน้ารับรู้ ปาดมือเช็ดน้ำตาที่ยังตกค้างข้างแก้ม

อ้ายหมารอยทำหน้าแปลกๆ…คล้ายจะอาทรเอ็นดู ซึ่งนึกไม่ออกเลยว่า มันเคยมีสายตาแบบนี้มาก่อนบ้างไหม

“ทำอะไรพี่ ให้ช่วยมั้ย” รอยลุกขึ้น ทำท่าจะเข้าไปหาพี่ฝนอย่างอัธยาศัยดี

แต่คนผมสั้น ซึ่งไถเกรียนขึ้นกว่าที่เคยเห็น กลับทำหน้านิ่งอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่เป็นไรหรอก พี่ซื้อของกินมาให้เขาน่ะ”

นั่นหมายถึงฉัน

“เอาก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยมาให้ เผื่อจะซดน้ำร้อนๆ ให้คล่องคอ”

“งั้นไม่ต้องหรอกพี่” รอยสวนคำออกไป ยิ้มกว้างอย่างเคยคุ้นตา “ผมซื้อก๋วยเตี๋ยวมาให้เขาเหมือนกัน ยังไม่ทันได้แกะเลย เป่าปี่เสียก่อน”

เสียงถ้วยกระทบโต๊ะ แต่ก็ฟังไม่ออกว่าหลุดมือหรือตั้งใจ

พี่ฝนพูดห้วนๆ

“งั้นก็ไม่ต้องกินแล้วล่ะถุงนี้ ดีเหมือนกัน จะได้เอาไปให้หมาโก้งมันเสีย”

 

ฉันมองตามร่างที่เดินออกนอกห้องไปด้วยความรู้สึกอันบอกไม่ถูก รอยคงไม่จับสังเกตอะไรได้ พอพี่ฝนลับตาไป ก็ยักไหล่ทีหนึ่ง

“อีนี่กวนตีน”

“อะไร”

“เพื่อนพี่มึงนะสิ กูว่านะอีพี่ เอ็นชิบหาย” นั่นเป็นคำเมือง หมายความว่าหยิ่งนัก “ถ้าไม่เห็นว่าเป็นคนใหญ่ กูจะสั่งสอนสักที”

ฉันมองหน้ารอยด้วยความประหลาดใจสุดแสน ไม่ได้แปลกใจกับความเจ้าอารมณ์อย่างที่มันเป็นเสมอมา แต่เพราะรู้สึกวูบขึ้นมาว่า รอยก็ไม่ต่างจากคนที่ฉันเคยพบเจอมา

คนที่มีแววตากระเหี้ยนกระหือรือจะทำอะไรบางอย่าง

หากมีโอกาสเท่านั้น

ถุงก๋วยเตี๋ยวยังวางอยู่บนพื้น ความร้อนเริ่มลดลง แต่กลิ่นน้ำส้มพริกดองก็ยังอบอวล ส่วนไอติมนั้นเปื้อนไปทั่วตักของฉัน

มันแค่หล่นลง เหลว ละลาย

 

“กูไปก่อนนะ เดี๋ยวคืนนี้จะไม่กลับดึก”

อ้ายหมารอยเดินเข้ามาบอก สวมเสื้อสีเทากับกางเกงสีใกล้กัน ร่างดูสูงเพรียวหล่อเหลา ถ้าขาไม่กะเผลกเสียอย่าง คงไปสมัครเป็นดาราได้

ใบหน้าของรอยคมสัน ยิ่งโตขึ้น ขนตายังเป็นแพหนา คิ้วเข้มดกดำ ใจกระหวัดนึกถึงปิมปาขึ้นมาได้…ที่มีใบหน้าละม้ายพี่ชายไม่น้อย ต่างเพียงผิวขาวกว่า

เออนะ…ป่านนี้…เด็กผมขอดนั่นจะเป็นยังไง

“ไปเถอะ” ฉันบอก

รอยพยักหน้า หันหลังเดินออก แต่แล้วก็หยุด หันมา

“อีพี่”

ฉันเงยหน้ามอง

“กูดีใจนะที่ได้เจอมึงอีก” หยุดไปครู่หนึ่ง “และดีใจที่ได้เป็นคนช่วยมึงกลับมา”

ฉันมองดูใบหน้าของรอย ดั่งเวลาหยุดไปชั่วครู่ ความจริงจังของเด็กชายคนเก่าหวนคืนมาอีกครั้ง

เคยมีหลายคราวที่รอยทำให้ใครๆ สำเหนียกถึงอันตราย

แต่ก็มีหลายครั้ง ที่ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย

หากไม่คาดคิดเลยว่า แล้วอ้ายหมารอยจะเดินกลับมา ก้มเอาปากแตะหน้าผากฉันทีหนึ่ง

 

“เดี๋ยวคงหายวันหายคืนแล้วสิ”

พี่ฝนเดินกลับเข้ามาเงียบๆ อีกครั้ง หลังเสียงฝีเท้ารอยเงียบหายไปแล้ว

คนคิ้วเข้มสวมเสื้อยืดคอปก มองเห็นอกนูนเพียงเล็กน้อย ผมตัดเกรียนไถขึ้นเหนือใบหู ดูเหมือนผู้ชายยิ่งกว่าที่เคยเห็น

กลิ่นแป้งสปริงซองรวยรินมาจากที่ไหนสักแห่ง และอย่างช่วยไม่ได้ ใจฉันสะท้านขึ้นวูบหนึ่ง

จะมากน้อย คนคนนี้ คือคนที่ฉันเคยร่วมสะลีด้วย

ก่อนจะหนีจากไป

[“…น้อง…พี่ไม่ใช่คนฉวยโอกาส ถ้าน้องไม่เต็มใจ…พี่ก็ไม่ทำ แต่ทำไปแล้ว พี่ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”

คำพูดนั้นที่เคยออกปากมา

“อีนางมันยังอยู่ได้ เอาผัวมันก็ไม่อายใคร…ถ้าพี่จะเอา…”

“พี่ฝน”

ฉันเอ่ยปากขัด

“ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้กับใครหรอก พี่ไม่ต้องห่วง…แค่นี้ พี่ก็ดีกับฉันมากแล้วล่ะ”

มีสายลมไหลลอดมากับกิ่งใบพัดส่าย แดดระยิบวิบวับอยู่กับยอดดงดอกหญ้า กิ้งก่าตัวหนึ่งวิ่งปราดเปรียวขึ้นบนผิวขรุขระของต้นอะไรสักอย่าง

…จู่ๆ ทันใด ฉันเห็นผีเสื้ออีกตัว โบกปีกเหมือนร่ายรำ บินเงียบเชียบสูงต่ำเหนือกองขยะ

“…พี่ จะมีคนมาหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอก” พี่ฝนเสียงพร่า “พี่อดใจไม่ไหวจริงๆ”

“พี่ชอบ…เอ่อ ทำแบบนี้มากเหรอ”

“ใช่ ชอบมาก…พี่ชอบมาตลอด แต่ไม่ค่อยมีโอกาส…”]

 

มันเป็นความผิดของฉันไหม ที่เผลอปล่อยใจปล่อยตัว ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้สึกรักสักขณะจิตเดียว

แล้วทำไมฉันไม่รัก…ก็ไม่มีคำตอบจะบอกตัวเองได้ กับคนที่ไม่สมควรไปรักไปคิดถึงต่างหาก กลับเฝ้าแต่โหยหา

ถ้าจะให้เอ่ยความรู้สึกแท้จริงข้างใน คนที่ฉันรักได้จริงๆ คงเป็นนางฟ้า

ส่วนถ้าความชัง…จะมอบกับใครได้มากกว่าอีนังนั่น

อัมพร…ที่ทำลายชีวิตฉันย่อยยับกว่าใครๆ

เพราะหล่อนเท่านั้น ทำให้ฉันตกนรกอีกจนได้

แต่พี่ฝนยังจ้องฉันอยู่อีก และกล่าวคำพูดประชดประชันอีก

“ไม่ว่ากับใคร ก็เป็นอย่างนี้ตลอดสินะ”

หากฉันไม่มีใจจะโต้คำใด ความเจ็บปวดยังเกลือกเกลื้ออยู่ในเนื้อตัวร่างกาย เพียงพูดไปแค่ว่า

“พี่อย่าพูดอะไรเลย ฉันยังไม่อยากฟัง”

มีความรวดร้าวอย่างเห็นได้ชัดในตาคู่ตรงข้าม พร้อมกับร่องรอยคำถาม แต่ฉันยังคงไม่มีคำตอบจะให้

หรือว่าการตระหนักในอำนาจเป็นอย่างนี้ เมื่อรู้ดีว่าใครอ่อนข้อให้เรา และเราสามารถอยู่เหนือใครได้ เมื่อนั้นเราจะไม่กลัว จะกล้าพูดทุกอย่างออกไป

แต่เมื่อไหร่ที่เราตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ เราจะคิดทุกคำที่ต้องเอ่ย

ฉันก็เป็นเพียงคนเห็นแก่ตัว

“พี่อย่ายุ่งกับฉันเลย” หนนี้ คือคำพูดที่ฉันกลั่นออกมาจากใจ เพราะทำไมจะไม่รู้ว่า ตาที่จ้องเขม็งนั้น ยังชัดด้วยเยื่อใย

“ฉันเหมือนคนพิการคนหนึ่งแล้วตอนนี้ พี่ไปอยู่ของพี่ดีๆ เถอะ”

ไม่มีดาบสักเล่มในมือของฉัน แต่ก็รู้สึกได้ถึงบาดแผลกับแรงสั่นสะเทือนคมกริบนั้น เนิ่นนาน กว่าคนเคยร่วมสะลีจะถอนเท้าเดินจาก และฝากมีดที่มองไม่เห็นไว้กับฉันเล่มหนึ่งเช่นกัน