บางอย่างในความรักของเรา (5) / ท่าอากาศยานต่างความคิด : อนุสรณ์ ติปยานนท์

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์

[email protected]

 

บางอย่างในความรักของเรา (5)

 

อาจารย์นพพรเริ่มต้นคำบรรยายของเขาด้วยการเล่าถึงชีวิตในวัยนักศึกษาของเขาที่ประเทศฝรั่งเศส ช่วงเวลานั้นเขาได้งานพิเศษทำที่ห้องสมุดแห่งหนึ่งในฐานะของผู้ช่วยบรรณารักษ์ เขาเล่าถึงหนังสือจำนวนมหาศาลที่เขาได้พบที่นั่น เขาเล่าถึงพลังของคนหนุ่มสาวที่เขาได้พบที่นั่น เขาเล่าถึงความหิวกระหายต่อการอ่านของเขาที่เกิดขึ้นที่นั่น การประท้วง การลุกขึ้นทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น พ้นจากการสังเกตเหล่านี้เขาใช้เวลาแทบจะทั้งหมดจมอยู่กับการอ่านและอ่าน หนังสือจำนวนมากผ่านสายตาเขาหนังสือจำนวนมากทำให้เขาได้เข้าใจถึงความเป็นไปของโลก อาจารย์นพพรเล่าถึงวรรณกรรมตะวันตกที่ส่งผลต่อความคิดอ่านของผู้คน นับแต่พระคัมภีร์ไบเบิ้ล หนังสือปรัชญาของเพลโต้ ไปจนถึงนวนิยายชวนหัวอย่างเดคาเมรอนที่ต่อสู้กับความทุกข์ยากจากภัยของกาฬโรคด้วยการสร้างเรื่องเสียดสี เยาะเย้ยและล่อแหลมต่อศีลธรรมอันดี เขาเล่าถึงบทเพลงแห่งโรลองด์ วรรณกรรมที่ทำให้เราได้เห็นถึงภาพของนักรบผู้อ่อนไหว เขาเล่าถึงนวนิยายเรื่อง ดอน กิโฮเต้ ที่ทำให้เราเข้าใจสภาวะฝันเฟื่องถึงการต่อสู้ที่ไม่มีทางเป็นจริงในเชิงอุดมคติ น้ำเสียงในขณะบรรยายของอาจารย์นพพรไหลลื่น ชวนฟัง กลวิธีการบรรยายของเขาเป็นไปอย่างมีจังหวะจะโคน นุ่มนวลและงดงาม ตลอดเวลาสามชั่วโมงเขาจะพักจิบน้ำเพียงเล็กน้อย แต่นอกเหนือจากนั้นเขาปล่อยตัวให้ดื่มด่ำไปกับการเล่าเรื่องและการสอนไม่ต่างจากผู็เฒ่าแห่งชนเผ่าโบราณที่เล่าตำนานในอดีตผ่านแสงไฟจากกองไฟได้อย่างไม่ติดขัด ด้วยท่าทีเช่นนั้นเขาเป็นอาจารย์คนแรกในมหาวิทยาลัยที่ผมประทับใจอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลย

หลังจบการบรรยาย ผมตรงไปที่ห้องสมุด ยืมหนังสือทุกเล่มที่ถูกอาจารย์นพพรเอ่ยถึงในชั้นเรียน ผมพกหนังสือเหล่านั้นกลับบ้านก่อนจะเริ่มต้นอ่านเดคาเมรอนด้วยความเพลิดเพลิน เรื่องเล่าที่ล้อเลียนบาทหลวงและชีวิตในอารามของพวกนักพรตในยุคกลางช่างมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง ผมอ่านเดคาเมรอนจบในเวลาเพียงสามวันก่อนจะเข้าฟังคำบรรยายของอาจารย์นพพรในอาทิตย์ต่อมา

 

ในการบรรยายวันนั้น อาจารย์นพพรเดินหน้าสู่โลกสมัยใหม่ เขาพูดถึงปรัชญาที่ว่าด้วยการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่มีชื่อเรียกยากเย็นยิ่งว่าปรัชญาอัตถิภาวนิยมโยเขายกตัวอย่างนวนิยายขนาดสั้นที่มีชื่อว่า “คนนอก” ของ อัลแบร์ กามูส์ พร้อมกับเริ่มตั้งคำถามถึงประโยคเปิดเรื่องที่ว่า “วันนี้สินะที่แม่ตาย หรือเป็นเมื่อวานนี้” ว่าประโยคดังกล่าวมีความหมายถึงสิ่งใดและบอกอะไรถึงตัวละครที่มีนามว่าเมอร์โซบ้าง อาจารย์นพพรขยายความจากประโยคทีละจุด เขายกตัวอย่างถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ของตัวละคร เขาเล่าถึงชะตากรรมอันซ้ำซากของซิซิฟัสที่ต้องคอยกลิ้นก้อนหินขึ้นเขาอยู่เสมอ เขายกตัวอย่างจิตวิญญาณเสรีของนักศึกษาในฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่นวนิยายเรื่องนี้ถูกเขียน ก่อนจะปิดท้ายด้วยแนวคิดในการต่อต้านสงครามของกามูส์ก่อนและความตายของเขาจากอุบัติเหตุทางรถยนตร์ที่ดูจะย้ำเตือนประโยคที่แสดงถึงความว่างเปล่าไร้สาระของชีวิตตามที่เขากล่าวถึงมันอยู่เสมอ

การบรรยายในวันนั้นไม่ต่างจากการได้ชมการแสดงชั้นดี ภาพของ อัลแบร์ กามูส์ ที่คาบบุหรี่ไว้ที่มุมปากซึ่งถูกฉายผ่านจอสไลด์ให้ภาพของชายหนุ่มผู้อหังการ์ไม่ต่างจากภาพจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ผมชินตาจากอาคารกิจกรรม เมื่อจบชั่วโมงการบรรยายและอาจารย์นพพรขยับตัวออกจากที่นั่ง ผมตัดสินใจไปยืนดักรออาจารย์ที่หน้าประตูห้องบรรยาย เมื่ออาจารย์นพพรเดินผ่านมา ผมก็รวบรวมความกล้าทั้งมวลกล่าวสวัสดีอาจารย์พร้อมกับเอ่ยว่าผมประทับใจในคำบรรยายของอาจารย์เป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่ออาจารย์ประสานปรัชญาว่าด้วยการดำรงอยู่หรือปรัชญา Existentialism เข้ากับวรรณกรรม และหากอาจารย์จะแนะนำหนังสือเล่มอื่นนอกเหนือจากนวนิยายเรื่อง “คนนอก” ผมก็จะยินดีตามหาหนังสือเหล่านั้นมาอ่านโดยไม่ลังเล

แทนการตอบคำถามในทันที อาจารย์นพพรเอ่ยชวนผมให้เดินตามเขาไปยังประตูทางออกด้านท่าพระจันทร์ ร่างบอบบางของเขาดูขัดกับลมแรงที่กรรโชกมาจากมุมอาคาร เขาเปิดกระเป๋าสะพายข้างตัว หยิบซองบุหรี่มวนสั้นออกจากกระเป๋าก่อนจะยื่นมันให้ผม แต่ผมปฏิเสธ อาจารย์นพพรดึงบุหรี่หนึ่งตัวออกจากซอง ใช้มือบังลมและจุดมันขึ้นสูบอย่างกระหาย เขาสูดควันบุหรี่ลงปอดอย่างลึกก่อนจะระบายควันออกมาและเริ่มต้นการตอบคำถามของผม

จากบสนทนาในวันนั้น ผมพบว่าอาจารย์นพพรเป็นผู้ที่มีความรู้อันลึกซึ้งในวรรณคดีตะวันตกนอกเหนือจากความรู้ด้านกว้างของอาจารย์ในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ยุโรป แต่นอกจากเรื่องนั้นผมยังพบว่าอาจารย์นพพรเป็นบุคคลที่สูบบุหรี่จัดอย่างยิ่ง เขาจุดบุหรี่มวนต่อมวนราวกับว่าอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกนั้นเป็นของแปลกปลอมที่ไม่น่าอภิรมย์และมีเพียงนิโคตินและควันบุหรี่เท่านั้นที่เป็นสิ่งที่เขาให้ความหลงรักและยึดถือ ตลอดการสนทนาในชั่วเวลาไม่ถึงสิบห้านาที อาจารย์นพพรสูบบุหรี่ไปกว่าสามตัว อันทำให้ผมเชื่อว่าหากเราอนุญาตให้อาจารย์ผู้สอนสามารถสูบบุหรี่ขณะที่บรรยายได้ อาจารย์นพพรคงเป็นคนแรกที่ทำเช่นนั้นแน่นอน

บทสนทนาของเราจบลงพร้อมกับรายชื่อหนังสือที่อาจารย์นพพรแนะนำให้ผมอ่าน มนุษย์สองหน้า นวนิยายอีกเรื่องของ อัลแบร์ กามูส์ บทละครเรื่อง นรกคือคนอื่น ของ ฌ็อง ปอล ซาร์ตร์ พร้อมด้วยคำบรรยายที่ว่าด้วยปรัชญาในยุคกลางที่พิมพ์จำหน่ายประกอบรายวิชา อาจารย์นพพรจดสถานที่ทำงานของเขาที่อยู่บนอาคารคณะศิลปศาสตร์ให้ผมพร้อมทั้งระบุเวลาเข้าพบ “หากคุณมีคำถาม แวะมาคุยกับผมได้ บ่ายๆการได้นั่งมองแม่น้ำเจ้าพระยาและคุยกันไปก็เพลินดีเหมือนกัน”

หนึ่งสัปดาห์นับจากนั้น ผมอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับปรัชญาของซาร์ตร์ ภาษาของกามูส์ และคำบรรยายของอาจารย์นพพร ผมใช้เวลาว่างจดถ้อยคำที่ผมสนใจจากหนังสือเหล่านั้นลงในสมุดบันทึก หลังจากนั้นผมขยับความสนใจจากซาร์ตร์สู่คู่รักของเขาที่มีนามว่า ซีโมน เดอโบวัวร์ ความสัมพันธ์ที่ปราศจากความต้องการที่จะครอบครองซึ่งกันและกันทำให้ผมลุ่มหลงได้ไม่ยาก ผมอาจหาญแปลจดหมายรักที่ซาร์ตร์มีถึงซีโมนจนสำเร็จ ผมตั้งใจจะส่งคำแปลนี้ให้อาจารย์นพพรได้อ่านหลังคำบรรยายในอาทิตย์ต่อมา ในชั่วโมงบรรยายนั้นเองที่ผมอ่านทวนคำแปลนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า

Jean-Paul Sartre and Simone de Beauvoir /Life Magazine

“ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1929 ซาร์ตร์หนุ่มได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึง เดอโบวัวร์ สาว ขณะนั้นซาร์ตร์มีอายุได้เพียง 24 ปี ในขณะที่เดอโบวัวร์ มีอายุเพียง 21 ปี ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เขาทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกันไม่นานนัก มันเป็นช่วงเวลาไม่นานก่อนที่ซาร์ตร์จะขอเดอโบวัวร์แต่งงาน และเดอโบวัวร์ปฏิเสธ กระนั้นทั้งคู่กลับคงความรักต่อกันนานแสนนานตราบจนซาร์ตจากไป

ถึงแม่สาวน้อยของฉัน

นานทีเดียวที่ฉันเฝ้ารอการเขียนจดหมายถึงเธอหลังจากการออกไปสนทนากับมิตรสหายซึ่งฉันจะเรียกมันต่อไปว่าเป็นกิจกรรมแห่งการบำราบปราบปราม เป็นกิจกรรมที่ทำให้ฉันคิดว่าโลกได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเรา ฉันอยากจะเอาชัยชนะที่ได้มาวางลงตรงแทบเท้าของเธอเสียเหลือเกินเหมือนกับที่ผู้คนเขากระทำกันกับคนรักในดินแดนมายันก่อนจะกลับสู่เคหาด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการต่อสู้ วันนี้ฉันช่างมีความสุขอย่างที่เธอคงไม่มีวันคาดเดาได้ และคืนนี้ฉันมีความรักต่อเธอในแบบที่เธอไม่อาจหยั่งถึง ฉันไม่ได้เขียนสิ่งนี้จากความอ่อนเพลียจากการเดินทางหรือจากความต้องการจะพบเธอ หากแต่ฉันกำลังควบคุมความรักของฉันที่มีต่อเธอและผสมรวมมันให้เป็นดังส่วนหนึ่งของตัวฉัน สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉันบ่อยครั้งเกินกว่าที่ฉันจะจดจำและบอกเล่าเธอได้หมด ขอจงเข้าใจฉันเถิด ฉันรู้สึกรักเธอเสมอเมื่อฉันหมกมุ่นกับสิ่งใดก็ตามนอกตัว ที่ตูลูส ฉันตกหลุมรักเธอ คืนนี้ในท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ ฉันตกหลุมรักเธอ ฉันตกหลุมรักเธอขณะที่หน้าต่างภายในห้องของฉันเปิดสู่โลกภายนอก เธอคือตัวฉัน ทุกสิ่งคือตัวฉัน ความรักที่ฉันมีต่อเธอได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งรอบตัวฉันไปเสียแล้วและทุกสิ่งรอบตัวฉันได้แปรเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่าความรักของฉันด้วย

แม่สาวน้อยของฉัน อย่างที่ฉันเคยบอกเธอสิ่งที่ขาดไปในตัวเธอคือการผูกมิตรกับคนอื่น และบัดนี้ได้เวลาที่เธอควรจะฝึกฝนมาแล้ว เธอได้มีเพื่อนหญิงใหม่ๆบ้างไหม ทำไมเธอจึงรู้สึกไม่เป็นมิตรกับตูลูสเอาเลย แต่ก็ดี เธอไม่ควรชอบมันนักหรอก เธอนั้นพร้อมจะมอบความรักให้โลกนี้เสมอ ฉันสังเกตได้ ตอนนี้ฉันไม่ได้พูดถึงความรักที่เธอมีต่อฉัน หากแต่กำลังพุดถึงความรักแบบที่เธอมีต่อสิ่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นที่ติวิเยร์ที่เธอตกหลุมรักภาพของชาวนาที่เดินผิวปากกลับบ้านในยามค่ำ ซึ่งปรากฏในภายหลังว่าแท้จริงแล้วคือตัวฉันเอง ขอให้เธอจดจำความรู้สึกนั้น ความรู้สึกที่เป็นเสรีและอ่อนโยนซึ่งเกิดจากการที่เราผูกพันกับใครสักคน นี่เป็นเรื่องยากที่จะเกิดกับคนทั่วไป มิตรภาพนั้นก่อให้เกิดความรักเสมอแม้ในชายเลือดร้อนสองคนที่ตายแทนกันได้ก็ตาม ฉันเคยปลอบโยนเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งและฉันรู้สึกได้ถึงความรัก ความอ่อนแอและความเจ็บปวดทำให้เรารู้สึกได้ถึงมัน เธอมีสิ่งนี้อยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่เธอต้องประจักษ์และรับรู้มันแม้ว่าเธอจะรู้สึกเกลียดชังมนุษย์ในบางครั้งก็ตาม ลองคิดดูทีหรือว่ามันจะน่าตื่นเต้นเพียงใดที่จะลองค้นให้ทั่วตูลูสดูว่ามีหญิงสาวคนใดที่มีค่าเท่าเธอและเราจะหักใจมิให้รักได้ อย่าไปกังวลกับสถานการณ์ทางกายหรือสังคม จงค้นหาอย่างจริงใจและถ้าเธอไม่พบใครเลย จงทดลองรัก อองรี ปอง ผู้ที่เธอไม่พอใจเสมอ”

ด้วยหัวใจและวิญญาณของฉัน

ซาร์ตร์

 

หลังการบรรยาย ผมลุกออกจากห้องบรรยายเพื่อไปรอพบอาจารย์นพพร และในชั่วเวลานั้นเองที่ผมเห็นปิ่นเดินลงบันไดไปพร้อมกับเพื่อนของเธอ •