บางอย่างในความรักของเรา (4) / ท่าอากาศยานต่างความคิด : อนุสรณ์ ติปยานนท์

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์

[email protected]

 

บางอย่างในความรักของเรา (4)

 

หนึ่งปีในชีวิตมหาวิทยาลัยของผมผ่านไปอย่างรวดเร็ว ระยะเวลาสี่เดือนในแต่ละภาคการศึกษาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในภาคการศึกษาแรก ผมผูกสัมพันธ์กับผู้คนในคณะได้น้อยเต็มที ในคณะที่ทุกคนมีความหวังที่จะจบออกไปเป็นนักธุรกิจ เป็นนักการตลาด เป็นนักการบัญชีผู้สามารถ ผมผู้พลัดหลงเข้ามาในคณะนี้และไม่มีความปรารถนาใดเป็นชิ้นเป็นอันจึงกลายเป็นดังคนแปลกปลอม เป็นคนที่แปลกแยก

บริเวณชั้นบนสุดของห้องสมุดจึงเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลามากที่สุดที่นั่นในเวลาที่ไม่ได้เข้าฟังคำบรรยาย

ในมหาวิทยาลัย วิชาพื้นฐานของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งนั้นไม่มีการตรวจสอบการเข้าเรียน

ในห้องเรียนชั้นที่หนึ่งและสองของคณะศิลปศาสตร์เป็นห้องเรียนที่จัดวางโทรทัศน์วงจรปิดไว้สำหรับนักศึกษาที่ไม่ปรารถนาจะเผชิญหน้ากับผู้บรรยายหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยท่านนั้น

วิชามนุษย์กับสังคม วิชามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม วิชามนุษย์กับปรัชญาคือรายชื่อวิชาที่ผมเข้าเรียนเพียงแค่ครั้งแรกหลังจากนั้น ผมก็พบตนเองที่ร้านถ่ายเอกสารพร้อมกับสมุดคำบรรยายของปิ่น

ปิ่นเข้าฟังคำบรรยายทุกครั้ง ปิ่นมีกลุ่มเพื่อน ปิ่นมีวินัย ในขณะที่ผมไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย

ดังนั้น นอกจากการพบกับปิ่นในทุกเย็นก่อนการกลับบ้านของเธอแล้ว ผมแทบจะใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างเลื่อนลอยเต็มที

 

ในขณะที่แรงต้านทางสายตาจากผู้เป็นพ่อของปิ่นไม่เคยเบาบางลง ทุกครั้งที่เขามารับปิ่น ทุกครั้งที่เขาพบผม ความรู้สึกไม่เป็นมิตรจะปรากฏขึ้นชัดเจน ผมแลดูเหมือนคนแปลกที่แปลกทางที่พยายามจะยัดเยียดตนเองลงไปในพื้นที่ที่ว่านั้น

ผมครุ่นคิดถึงเรื่องที่ว่านี้อย่างเจ็บปวดในหลายค่ำคืน ไม่ใช่เพียงแต่ว่ามันเกิดรอยร้าวขึ้นในความรักของเราหากแต่นี่เปรียบเสมือนโตรกผาขนาดใหญ่ในความรักของเราทั้งคู่เลยทีเดียว

แทนการยอมรับมันและบรรเทา ผมกลับแสดงอาการแข็งขืนและต่อต้าน

ผมรู้ว่าพ่อของปิ่นเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เขารักใคร่ในความเป็นระเบียบ ความมีกฎเกณฑ์นานา ความอยู่ในมาตรฐานและบรรทัดฐานของสังคม

จนบัดนี้แม้จะผ่านมาครึ่งภาคการศึกษาแล้วปิ่นก็ยังคงแต่งเครื่องแบบนักศึกษามายังมหาวิทยาลัย

ในขณะที่ผมเริ่มต้นสร้างตนเองในแบบที่หลุดออกจากความคาดหวังของตนเองและผู้อื่น ผมซื้อเสื้อผ้ามือสองจากตลาดวังหลังที่อยู่แถวศิริราช

ผมทำตัวห่างหายจากร้านตัดผม เส้นผมของผมยาวเกินความจำเป็นขึ้นทุกขณะ หนวดเคราของผมยาวเกินกว่าเพื่อนในรุ่น

และการที่ผมห่างหายจากเพื่อนฝูงทำให้ผมได้รับสมญานามว่า “ฤๅษี” ในที่สุด

 

สภาวะที่ถูกตราหน้าว่าเป็นฤๅษีทำให้ผมแสวงหาทางออกจากนิยามนี้ไม่มากก็น้อย

ผมเดินตัดสนามฟุตบอลจากคณะของตนไปยังอาคารกิจกรรมที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างคณะนิติศาสตร์

ผมเลือกชมรมค่ายอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นที่พึ่งแรก

ผมออกค่ายที่แสดงออกถึงการต่อต้านการสร้างเขื่อนที่จังหวัดชัยภูมิ

ผมเลือกชมรมค่ายอาสาพัฒนาเป็นที่พึ่งต่อมา ผมออกค่ายที่ศึกษาความแร้นแค้นที่อีสานที่จังหวัดขอนแก่น

ผมเลือกชมรมศึกษาปัญหาสลัม ผมติดตามรุ่นพี่ของชมรมไปสอนหนังสือเด็กด้อยโอกาสที่สล้มคลองเตย

ผมเลือกชมรมพุทธศาสนา ผมติดตามการเดินธรรมยาตราของสมาชิกชมรมที่นครนายก

ในภาคการศึกษาแรกนั้นอาจกล่าวได้ว่านอกจากการจมอยู่กับพื้นที่ส่วนตัวในห้องสมุดแล้ว ผมแทบจะไม่ได้เข้าชั้นเรียนเลย ผมอยู่ต่างจังหวัด อยู่ตามงานต่างๆ ของชมรมต่างๆ

กิจกรรมเช่นนั้นทำให้ผมห่างจากปิ่น ทำให้ผมปลอดจากสายตาแห่งการจับจ้องและทำให้ผมพบว่ามีโลกอันกว้างใหญ่อยู่นอกเหนือห้องเรียน

แต่แม้จะรู้สึกเช่นนั้น ผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผมต้องการให้ปิ่นอยู่ในโลกอันกว้างใหญ่นั้นกับผม

ผมปฏิเสธไม่ได้ว่าท่ามกลางความโดดเดี่ยวดังกล่าว ผมคิดถึงปิ่นอยู่เสมอ

ในท่ามกลางความโดดเดี่ยวและเดียวดายนั้น ผมคิดถึงปิ่นมากกว่าใคร

 

ผมสอบผ่านภาคการศึกษาแรกได้อย่างไม่ยากเย็น ข้อสอบแบบอัตนัยดูจะเป็นสิ่งแปลกใหม่ การต้องทบทวนคำถาม พยายามบ่งชี้ให้ได้ว่าผู้ออกข้อสอบต้องการอะไร คำว่าจงอภิปรายหมายถึงเรามีอิสระและเสรีที่จะนำเสนอความเห็นของเราแม้จะขัดแย้งกับคำบรรยายของอาจารย์ผู้สอนก็ตามที

หากแต่ถ้าเรามีตรรกะหรือเหตุผลที่ใช้รองรับมากพอ คำอภิปรายนั้นย่อมฟังขึ้นและมีข้อเสนอที่น่าสนใจ การปรับให้ตกย่อมไม่อาจเป็นได้

ส่วนหากจงอธิบายย่อมหมายถึงการสรุปคำบรรยายที่เราได้ฟังมาตลอดภาคการศึกษาและเรียบเรียงมันอย่างชัดเจน สมุดจดคำบรรยายของปิ่นช่วยผมได้มาก ปิ่นจะขีดเส้นใต้ข้อความเหล่านั้นด้วยปากกาเคมีสะท้อนแสงสีสด ซึ่งเมื่อผมถ่ายเอกสารผมจะทำเครื่องหมายดอกจันกำกับอีกหนหนึ่ง

หากมีข้อสงสัยจากการอ่านข้อความที่ปิ่นจด ผมจะค้นหนังสือที่เกี่ยวข้องจากในห้องสมุดเพิ่มเติม

ในตอนนี้ห้องสมุดสำหรับผมแทบไม่ต่างจากบ้านหลังที่สอง ผมรู้ตำแหน่งของหนังสือด้านสังคมศาสตร์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านปรัชญา ด้านวิทยาศาสตร์

ผมอ่านงานเขียนเชิงสารคดีของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จนแทบจะครบถ้วน

ติดตามมาด้วยงานของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ไม่นับงานของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ผมหลงใหลและโปรดปราน

ในด้านปรัชญา ผมอ่านงานเขียนของ ส.ธรรมยศ ไปจนถึงงานด้านเศรษฐศาสตร์ของพระยาสุริยานุวัตร

และยิ่งผมชื่นชอบการเดินทางที่ได้ไปยังสถานที่แปลกใหม่มากเพียงใด งานของปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ ก็เปิดโลกผมมากขึ้นเท่านั้น

ชีวิตในมหาวิทยาลัยผมมีสมดุลและดุลยภาพด้านความรู้และความเข้าใจมากขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น

ในขณะที่ชีวิตรักของผมกับปิ่นกลับแลดูสั่นคลอนและโอนเอนอย่างยิ่งยวด

 

หลังผลสอบประจำภาคการศึกษาประกาศออกมา ทั้งผมและปิ่นสอบได้ในระดับคะแนนที่สูงพอที่จะยิ้มออก

ผมตัดสินใจชวนปิ่นไปออกค่ายที่ข้องเกี่ยวกับชาวเขาที่จังหวัดเชียงราย

ผลจากการอ่านหนังสือของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ทำให้ผมสนใจกับชีวิตในพื้นที่เหล่านั้น

แต่ดังที่ผมสังหรณ์ใจ ปิ่นบอกผมว่าเธอถูกห้ามไม่ให้เดินทางไกล ถูกห้ามไม่ให้ท่องเที่ยวไปไหนเพียงลำพัง ผมพยายามอธิบายกับปิ่นว่ามีผู้ร่วมเดินทางด้วยเป็นจำนวนมาก แต่กระนั้นเธอก็ยังยืนกราน ในระหว่างบทสนทนาทางโทรศัพท์นั้น ผมได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินไปมา ก่อนจะตามมาด้วยคำสั่งที่คล้ายกับการให้วางหู

ปิ่นกล่าวลาผมก่อนที่ผมจะล่วงรู้ในเวลาต่อมาว่าเธอเดินทางไปพักผ่อนที่หัวหินกับครอบครัวของเธอตลอดการปิดภาคการศึกษานั้น

ช่วงเวลาที่อยู่บนเขาและในหุบเขานั้นเองที่ผมได้เรียนรู้ความเติบโตของชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง

เด็กนักเรียนที่เดินข้ามเขาเป็นลูกๆ เพียงเพื่อจะเรียนหนังสือเพียงสามชั่วโมงและเดินทางกลับ อาหารที่มีเกลือและพริกเป็นวัตถุดิบสำคัญ เนื้อไก่และเนื้อหมูเป็นสารอาหารที่ปรากฏให้เราได้พบในช่วงเวลานานครั้ง

ผมหลงใหลการใช้ครัวที่ตั้งอยู่บนดิน กลิ่นควันฟืน กลิ่นข้าวที่หุงใหม่หมาด

การได้ฟังภาษาพูดที่ไม่คุ้นเคยแต่เปี่ยมด้วยมิตรภาพทำให้ผมหวนนึกถึงชีวิตที่ผมใช้ในช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัยที่ภาคใต้

และเป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้ผมกลายเป็นคนอีกแบบ คนที่เริ่มแตกต่างออกไปจากคนเดิมที่ตกหลุมรักปิ่นเมื่อหลายปีก่อน

 

ผมกลับสู่วันแรกของการเปิดภาคการศึกษาด้วยสภาพที่เปี่ยมด้วยพลัง

ผมยาวประบ่าของผมถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย

ผมโกนหนวดเคราจนสะอาดอ้าน

ผมเลือกเสื้อผ้าแขนยาวสีดำ กางเกงดำ และสะพายย่ามชาวเขาที่ผมได้มาจากการออกไปใช้ชีวิตที่นั่น

ผมเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากเดิม ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมได้อ่าน ได้เรียนรู้สามารถเข้าถึงผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศ

ผมรู้สึกว่าคำว่าความรู้แบบที่เรียกว่า “หอคอยงาช้าง” นั้นเป็นคำเปรียบเปรยที่ไม่ถูกต้องเท่าใดนักหากเราสามารถล่วงรู้วิธีที่จะนำมันลงมาจากหอคอยนั้นได้อย่างสำเร็จ •