สามฐานวัฒนธรรม / เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

สามฐานวัฒนธรรม

 

สามฐานวัฒนธรรมที่สำคัญ

หนึ่ง คือ “รากฐาน” มั่นไม่ระส่ำ

สอง คือ “พื้นฐาน” ต้องครรลองธรรม

สาม คือ “ภูมิฐาน” นำความภาคภูมิ ฯ

รากฐาน พื้นฐาน ภูมิฐาน คือสามฐานซึ่งใช้เป็นบรรทัดฐานได้กับแทบทุกเรื่อง

ที่นี้จะใช้เป็นบรรทัดมาตรวัดวัฒนธรรมจำเพาะที่เห็นเป็นสำคัญในแต่ละฐานเท่านั้น

ดังนิยามวัฒนธรรมหมายถึง “วิถีชีวิต” โดยนัย วัฒนะคือความงอกเงยขึ้น ในที่นี้ไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี

ถ้างอกดีก็คืองอกงาม ถ้างอกไม่ดีก็คืองอกง่อย

ธรรมหมายถึง “สิ่ง” คือสรรพสิ่งหรือทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไรเลย จากรากศัพท์ว่า “ธร” หมายถึงทรง คือทรงไว้ซึ่งความเป็นเช่นนั้น ภาษาอังกฤษก็คือ Sushness ซัชเนสหมายถึงความเป็นเช่นนั้น

วัฒนธรรมจึงแปลตรงๆ ว่า สิ่งที่งอกเงยขึ้น ถ้างอกงามก็เป็นอารยธรรม ถ้างอกไม่ดีก็เป็นหายนธรรม

 

โดยรวมวัฒนธรรมจึงหมายถึง “วิถีชีวิต”

คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์เป็นอยู่เป็นสำคัญนั่นเอง สิ่งที่เป็นอยู่โดยธรรมชาติไม่ถือเป็นวัฒนธรรม เช่น ท้องฟ้า ป่าเขา ฯลฯ

เมื่อวัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิต ดังนั้น สามฐานของวัฒนธรรมที่ว่ารากฐาน พื้นฐาน ภูมิฐาน ของวัฒนธรรมจึงหมายถึงอะไร

ซึ่งที่จริงแต่ละฐานล้วนมีหลากหลาย หากในที่นี้จะเน้นจำเพาะที่เห็นเป็นหลักของสังคมไทยเป็นสำคัญเท่านั้น

รากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทยคือ “ภาษา” เพราะภาษาเป็นสื่อความเข้าใจในทุกเรื่อง และดูจะเป็นปัญหาที่สุดไม่จำเพาะสังคมไทยเท่านั้น ช่องว่างทางความเข้าใจระหว่างกันก็เพราะไม่สามารถสื่อความกันได้โดยเฉพาะความเข้าใจไม่ตรงกันแม้ในคำคำเดียวกัน

เช่นคำว่า “ข้าว” หากเอ่ยขึ้นมาลอยๆ บางคนก็อาจตอบว่า “อิ่มแล้ว” นักภาษาอาจอธิบายความหมายของข้าวได้อีกยืดยาว ชาวนาก็อาจว่า “ขายไม่ได้ราคา” เรียกว่าเข้าใจไปสารพัดกับคำว่า “ข้าว” เพียงคำเดียว

จำเพาะสังคมไทยเรานั้นเวลานี้ภาษาดูจะตกอยู่ในภาวะวิกฤต ด้วยเราใช้ภาษาต่างชาติมากที่สุดโดยเฉพาะบาลีสันสกฤตจนแทบจะกลายเป็นภาษาไทยไปแล้ว ทั้งที่เข้าใจความหมายไม่ตรงกัน

ดังคำ “วัฒนธรรม” ที่กล่าวมานั้น

ยิ่งชื่อคนเวลานี้ใช้ศัพท์บาลีสันสกฤตซึ่งทั้งเรียกยากแปลยาก ก็ยังอยากจะเปลี่ยนจะตั้งด้วยศัพท์ยากๆ นั้นมุ่งถือเอาเป็นมงคลนามเป็นหลัก ยิ่งเรียกยากแปลยากกลายเป็นยิ่งดี

หนักข้อคือ ภาษาอังกฤษที่มากับความเจริญของโลกยุคใหม่จนเหมือนว่าเป็นเรื่องทันสมัยใครไม่รู้ภาษาอังกฤษเหมือนจะกลายเป็นคนไม่มีการศึกษาล้าหลังไปนั่น

 

นี่ไม่ใช่บ่นงึมงำแบบ “ล้าหลัง-คลั่งชาติ”

หากเห็นปัญหาช่องว่างทางความเข้าใจว่าเรามีมากขึ้นทุกวัน

ยิ่งทางการเมืองเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญแต่ปัญหาสำคัญยิ่งก็คือ ความเข้าใจไม่ตรงกันแม้ในคำสำคัญยิ่งคือคำ “ประชาธิปไตย” นี้เอง

ภาษาจึงเป็นส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญสุดในหลายๆ ส่วนที่จัดเป็น “รากฐาน” ของวัฒนธรรม

รากฐานภาษานี้พัฒนาได้ด้วยการอ่านและการเขียน

การอ่านนั้นเป็นวัฒนธรรมทางความคิด

การเขียนนั้นเป็นอารยธรรมทางปัญญา

ผู้รู้กล่าวว่า “คนที่รู้หนังสือ แต่ไม่อ่านหนังสือก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่รู้หนังสือ”

เวลานี้เรามีคนไม่รู้หนังสือเพราะไม่อ่านหนังสือมากเท่าไหร่ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวกับศิษย์ศิลปากรของท่านว่า

“นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร”

 

โลกยุคใหม่แย่งเวลาอ่านหนังสือเล่มมากขึ้น ทั้งที่สังคมการอ่านของเรายังมีพื้นฐานไม่แน่นพอ ยุคนี้จึงพาผู้คนเตลิดเปิดเปิงไปเป็นเหยื่อโลก “จอแผ่น” ชนิดโงหัวไม่ขึ้น

หนังสือในจอแผ่นนั้นยิ่งอ่าน เรายิ่งตกเป็นเหยื่อ ส่วนหนังสือเล่มนั้นยิ่งอ่านเรายิ่งเป็นนายมัน

การเขียนหนังสือเป็นอารยธรรมทางปัญญาด้วยมันเป็นบันทึกความคิดของมนุษยชาติเอาไว้ ไม่ดีก็เป็นบทเรียน ดีก็ได้สืบทอดสร้างสรรค์ แตกหน่อต่อแขนงสู่วิถีอารยธรรมได้จริง

ภาษาจึงเป็นรากฐานวัฒนธรรมที่สำคัญสุด

ส่วนที่เป็น “พื้นฐาน” วัฒนธรรมของบ้านเราเวลานี้คือการผลิตที่มาจากภูมิปัญญาของผู้คนบนแผ่นดิน เช่น งานหัตถกรรมทั้งหลายรวมทั้งงานศิลปวัฒนธรรมของศิลปินสาขาต่างๆ ด้วย

ภูมิฐาน คือสิ่งเป็นเอกลักษณ์บรรดามีทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังนาฏกรรมโขนและโนรา เป็นต้น

สิ่งที่เป็น “ภูมิฐาน” ทั้งหลายนั้นต่างล้วนพัฒนามาจากรากฐานสู่พื้นฐานและกลายเป็นภูมิฐานให้ได้ภาคภูมิโดยทั่วกันได้จริงนั่นเอง

นี้เป็นอารยวิถีที่เราพึงตระหนัก