อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ซานไห่ เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ผลัดใบ (2)

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com

เมื่อ โยชิโกะ คาวาชิม่า เติบโตเป็นสาวและเป็นที่รู้จักมากขึ้น เธอมักจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงชีวิตใจวัยเด็กโดยเฉพาะในช่วงที่เธออาศัยอยู่กับ นานิวะ คาวาชิม่า ผู้เป็นพ่อบุญธรรม

ในช่วงวัยยี่สิบกว่า นิตยสารผู้หญิงในประเทศญี่ปุ่นที่ชื่อ ฟูจิน โครอน-Fujin Koron ได้ถ่ายทอดความรู้สึกของเธอที่ว่าเธอต้องประสบกับความสับสนวุ่นวายเพียงใดในการเดินทางออกจากประเทศจีนมาพำนักในประเทศญี่ปุ่นช่วงวัยเด็ก

แม้จะเป็นคำพูดเพียงสั้นๆ แต่ก็ได้เรื่องราวที่ชัดเจน

“พวกเขาถอดเสื้อผ้าแบบชาวจีนบนตัวฉันออกก่อนจะเปลี่ยนชุดแต่งกายแบบญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยสายรัดและสิ่งต่างๆ ผมของฉันถูกตัดสั้นจนเต่อ ในช่วงเวลานี้คนญี่ปุ่นจะเรียกคนจีนว่า “ชิ้ง” ฉันไม่มีเพื่อนเล่นเลย ตอนนี้เมื่อมองย้อนหลังกลับไป มันคงแปลกอยู่ไม่น้อยถ้าฉันจะพูดว่าฉันไม่ใช่คนน่ารังเกียจขนาดนั้นเลย”

นานิวะ คาวาชิม่า มักพูดกับใครเสมอว่า โยชิโกะ ลูกสาวบุญธรรมของเขานั้นปรับตัวเข้ากับประเทศญี่ปุ่นได้ดีมาก

เขาจะเล่าเสมอว่าในฐานะของปิยมิตรของเจ้าชายพระองค์หนึ่งแห่งราชวงศ์ชิง เขาได้ดูแลเจ้าหญิงพระองค์น้อยที่ได้รับการส่งมอบมาอย่างไร้ที่ติ

พวกเขาทั้งคู่สามารถก้าวข้ามเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ได้อย่างดี และเป็นดังครอบครัวเดียวกัน

นานิวะนั้นมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าเขานั่นเองคือผู้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและญี่ปุ่น

เจ้าหญิงจากราชวงศ์ที่ล่มสลายและประเทศที่ปราศจากอนาคต บัดนี้ได้เติบใหญ่ในประเทศมหาอำนาจที่กำลังเรืองรองรุ่งโรจน์อย่างสมพระเกียรติ


อย่างไรก็ตาม มีความจริงเปิดเผยขึ้นในภายหลังจากทายาทของเจ้าชายซู ว่าสาเหตุที่นานิวะเต็มใจจะรับ โยชิโกะ คาวาชิม่า เป็นบุตรบุญธรรมนั้นหาได้มาจากการต้องการเลื่อนชั้นตนเองเป็นคนสำคัญในการทูตระหว่างประเทศของจีนกับญี่ปุ่นแต่เพียงอย่างเดียว

หากแต่ยังมาจากการที่เขาผู้ใช้จ่ายเงินทองแบบมือเติบแต่ไม่มีงานการใดเป็นหลักแหล่งเลยจะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนมหาศาลจากเจ้าชายซูสำหรับการดูแล โยชิโกะ คาวาชิม่า หรือ อ้ายชิน เจียวหลอ เสี่ยนอี๋ ในการณ์นี้ด้วย

ความทุกข์จากการเติบโตในดินแดนที่ไม่รู้จักของโยชิโกะ นั้นดูจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนปี

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศญี่ปุ่น เธอถูกส่งตัวให้อยู่ภายใต้การดูแลของฟูกุ ภรรยาของนานิวะผู้มีอาการไม่มั่นคงทางจิตใจจากการใช้ชีวิตเยี่ยงเพลย์บอยของนานิวะ ฟูกุนั้นแต่งงานกับนานิวะหลังจากเขากลับจากการผจญภัยในเมืองจีน พ่อแม่ของเธอไม่ปลื้มว่าที่บุตรเขยผู้แลดูไร้ความรับผิดชอบคนนี้เลย แต่ก็ยินยอมตามใจเธอให้ได้แต่งงานกับคนที่เธอเลือกแม้ว่าเขาจะมีอายุห่างจากเธอถึงสิบหกปีก็ตามที

หลังการแต่งงาน ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันที่ปักกิ่ง และได้รับสิทธิพิเศษจำนวนมากจากการที่นานิวะมีความใกล้ชิดกับเจ้านายในราชวงศ์ชิง

หากทว่าเมื่อราชวงศ์นั้นล่มสลายไปหลังการปฏิวัติซิงไห่ นานิวะเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมคิดถึงการกอบกู้ราชวงศ์ให้กลับมา

แต่สำหรับฟูกุเธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับความไม่แน่นอนที่ว่าและปรารถนาการเดินทางกลับโตเกียวเป็นที่สุด

อารมณ์ของฟูกุเลวร้ายลงทุกขณะจากพฤติกรรมของนานิวะ เพื่อนบ้านของเธอยังจำภาพในอัลบั้มรูปที่เธอให้ดูได้ ในนั้นมีภาพคู่ระหว่างเธอกับนานิวะในจีน

หากแต่ในภาพนั้นใบหน้าของฟูกุถูกผู้เป็นเจ้าของฉีกทิ้งจนหมดสิ้น

 

แม้ว่าโยชิโกะ จะไม่ปรารถนาที่จะพูดถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเธอ แต่เรายังมีโอกาสรับรู้เรื่องราวของเธอจากเรนโกะ-Renko ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของโยชิโกะ

เธอมีอายุน้อยกว่าโยชิโกะหกปี และถูกส่งตัวจากประเทศจีนมายังประเทศญี่ปุ่นหลังโยชิโกะ

เรนโกะเล่าถึงอารมณ์ของฟูกุที่ขึ้นลงและแปรปรวนไว้ละเอียดลออพอที่เราจะคาดเดาได้ว่าโยชิโกะผู้มาพำนักอยู่กับครอบครัวนี้ก่อนเธอต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง เมื่อเรนโกะเดินทางมาและเดินเข้าไปในบ้าน ฟูกุตะโกนใส่เธอว่า “นี่เธอไม่รู้ตัวหรือว่ากำลังทำอะไร ถุงเท้าที่สกปรกของเธอทำเสื้อตาตามิของฉันเปื้อนหมดแล้ว ถอดถุงเท้าของเธอออกและทำความสะอาดเสื้อของฉันเดี๋ยวนี้”

หรือในยามค่ำเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ฟูกุพูดกับเธอว่า “หลังการเดินทางไกล เธอคงหิวเอามากๆ ทานอาหารให้เต็มที่เลยนะ” ฟูกุพูดกับเรนโกะอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่นานนัก เธอก็กลับมาเกรี้ยวกราดอีกว่า

“หลังทานอาหารแล้ว เธอต้องล้างภาชนะทุกชิ้นให้หมด หน้าที่ทำความสะอาดเป็นหน้าที่ของผู้หญิง อย่าละเลยเป็นอันขาด”

ก่อนจะตามมาด้วยคำสั่งและการตำหนิอีกมากมาย อาทิ “ถ้วยชาและจานรองจะต้องวางหรือเก็บแยกจากกัน ไม่เช่นนั้นมันจะกระทบกันจนแตก เข้าใจหรือไม่ นี่เธอไม่เคยรู้เรื่องแบบนี้มาก่อนเลยหรือ?”

ไม่เพียงแต่ฟูกุ ผู้แปรปรวนจะเป็นบุคคลที่สร้างความกดดันให้แก่โยชิโกะ

นานิวะเองหลังจากกลับมาพำนักที่ประเทศญี่ปุ่น เขาก็สูญเสียการได้ยิน หูของเขาเข้าขั้นอาการหนวก และนั่นทำให้เขาอารมณ์ฉุนเฉียวและไม่อาจควบคุมตนเองได้มากขึ้น

อาการป่วยเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการถูกลดความสำคัญในตัวของเขาลงจากรัฐบาลญี่ปุ่น

ทั้งที่นานิวะอาจถือได้ว่าเป็นบุคคลแรกๆ ที่นำพากองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศจีนในเวลาต่อมา

 

การรับมือกับความโดดเดี่ยวเช่นนี้ โยชิโกะ คาวาชิม่า ใช้ความเงียบเป็นเครื่องกำบังตน

ความเงียบของเธอทำให้ผู้พบเห็นเชื่อมั่นว่าเธอเป็นเด็กที่มีปัญหา

อีกทั้งโยชิโกะยังเริ่มแต่งตัวแตกต่างจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกด้วย ในขณะที่เด็กสาวทุกคนในโรงเรียนใส่ชุดกะลาสีเรือ เธอกลับนุ่งกางเกงแนบตัวแบบญี่ปุ่นและใส่เสื้อผ้าไหมสีสดและติดโบขนาดใหญ่ที่ศีรษะ

และเมื่อเธอถูกตั้งคำถามที่โรงเรียนว่ามาจากที่ไหน โยชิโกะผู้ไม่อาจบ่งบอกชาติกำเนิดของเธอได้ว่าเธอเป็นชาวจีนหรือชาวญี่ปุ่นกันแน่ จะตอบออกไปเพียงว่า “เธอเดินทางมาจากข้างในท้องของผู้เป็นแม่” เท่านั้นเอง

เพื่อให้โยชิโกะเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้รวดเร็วขึ้น นานิวะได้ลงทุนจ้างครูฝึกอีกคนนามว่า อะคาบาเนะ มัตสุเอะ ซึ่งในไม่ช้าโยชิโกะก็ยึดถือเธอเป็นดังแม่บุญธรรม

ก่อนการถูกประหารชีวิต โยชิโกะ เขียนบันทึกโดยเอ่ยถึงอาคาบาเนะว่า “เธอเป็นเพียงผู้เดียวที่ฉันเชื่อว่าจะหลั่งน้ำตาให้ฉันเมื่อทราบว่าฉันจากโลกนี้ไปแล้ว คนคนเดียวที่จะยอมเสียน้ำตาให้ฉัน คือคุณแม่อาคาบาเนะ”

ประวัติของอาคาบาเนะนั้นเป็นประวัติของหญิงชาวญี่ปุ่นที่โดดเด่นอย่างยิ่ง

เธอเดินทางไปนิวยอร์กเพียงลำพัง เข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียก่อนจะกลับมายังประเทศญี่ปุ่น และเริ่มต้นทำการสอนนักเรียนต่างชาติให้เข้าใจถึงภาษาและวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกต้อง

สำหรับในกรณีของโยชิโกะที่จำเป็นต้องได้รับการดูและเป็นพิเศษนั้น อาคาบาเนะตัดสินใจพำนักอยู่ที่บ้านของนานิวะโดยอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันกับโยชิโกะนั่นเอง

การต้องอยู่ร่วมกับโยชิโกะทำให้อาคาบาเนะได้ประจักษ์ถึงความเฉลียวฉลาด ความเปราะบางและความอ่อนไหวในตัวเธอ อาคาบาเนะได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เธอเข้าใจโยชิโกะมากขึ้น

“วันหนึ่งฉันตัดสินใจว่าจะตำหนิการกระทำของผิดเรื่องหนึ่ง และคิดว่าควรใช้เวลาหลังจากการกลับมาจากโรงเรียนของเธอเป็นเวลาสั่งสอน แต่เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เธอคงสังเกตสีหน้าแววตาของฉันออกและพยายามหลบเลี่ยงฉันจนถึงเวลาเข้านอน จนฉันตัดสินใจว่าควรจะเลื่อนเวลาอบรมเธอไปเป็นวันพรุ่งนี้ก่อนจะล้มตัวนอนหลับไป

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อฉันตื่นขึ้นก็พบว่าเธอนั่งรอฉันอยู่ข้างในชุดนอนของเธอ เธอมองฉันแล้วกล่าวคำขอโทษเบาๆ ว่า “ครูคะ ยกโทษให้หนูด้วย”

อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันประหลาดใจมากทีเดียว”

 

ในปี 1921 เมื่อโยชิโกะมีอายุได้สิบสี่ปี ครอบครัวของเธอก็ต้องย้ายที่พักพิงอีกครั้ง ตอนนั้นนานิวะรู้สึกตัวดีแล้วว่าการที่เขาจะได้รับหน้าที่สำคัญในการขยายอิทธิพลของจีนในแมนจูเรียคงไม่มีอีกต่อไปแล้ว

เขาเดินทางกลับบ้านเกิดที่มัตสุโมโต้และมีโครงการจะผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์จากละแวกนั้นภายใต้ชื่อ น้ำดื่มตรา”เจ้าหญิง Z” มัตสุโมโต้นั้นเป็นเมืองเก่าเชิงเขาที่มีทั้งทิวทัศน์อันสวยงาม และปราสาทโบราณ

การย้ายกลับมาที่บ้านเกิดครั้งนี้ทำให้ฟูกุซึ่งหมดหวังต่อตัวนานิวะ ตัดสินใจกลับไปอยู่กับพ่อแม่ของเธอด้วย และปล่อยให้นานิวะเป็นผู้ปกครองของโยชิโกะแต่เพียงลำพัง

การต้องกลายเป็นเด็กที่ปราศจากแม่ทำให้โยชิโกะโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น

เธอตัดผมสั้นและเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าของเด็กผู้ชายแทน

เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเธอเรียกชื่อพวกเขาในแบบเดียวกับที่เพื่อนผู้ชายเรียกกัน ทุกคนเริ่มรู้สึกแปลกแยกกับเธอขึ้นทุกที

ในขณะที่ด้านหนึ่ง ใบหน้าอันอ่อนหวานและชวนมองของเธอจะทำให้ทุกคนหันหรือเหลียวมองเป็นซ้ำสอง เสียงพูดและท่าทีของเธอที่ไม่ต่างจากเด็กผู้ชายเกเรตามท้องถนนก็จะทำให้ทุกคนผละจากไปโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนโยชิโกะจะไม่สนใจในสิ่งเหล่านี้และอาจนับได้ว่าช่วงเวลานี้เองที่พัฒนาตัวเธอไปสู่การเป็นหญิงสาวผู้แต่งตัวในเครื่องแบบนักรบชายในเวลาต่อมา

แม้ในช่วงสิบปีให้หลังที่เธอได้ตกอยู่ในข้อหาของ-จารชน-

บทความก่อนหน้านี้จีนยุคบุราณรัฐ : ปัจฉิมกถา (ตอน3)
บทความถัดไปนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ : ‘วัฒนธรรมซูเปอร์ฮีโร่’ เมื่อหนังซูเปอร์ฮีโร่ครองเมือง (จบ)