คำตอบไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน (1) / ท่าอากาศยานต่างความคิด : อนุสรณ์ ติปยานนท์

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์

[email protected]

 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน (1)

 

หากผิวหนังของคนจะถือได้ว่าเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาว ชายผู้นั้นน่าจะเป็นคนที่แต่งตัวสุภาพที่สุดของหมู่บ้าน แต่เนื่องจากมันไม่ใช่เช่นนั้น เขาผู้เป็นบุคคลดังกล่าวจึงกลายเป็นคนที่แปลกปลอมที่สุดแห่งหมู่บ้านนี้แทน

ผมพบเขานับตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาพำนักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ช่วงเย็นของวันนั้น หลังการขนลังสิ่งของทั้งหมดที่นำติดตัวมาไปกองเทรวมกันที่มุมห้องมุมหนึ่ง ผมกับเหงื่อชุ่มโชกก็ลากเก้าอี้ไม้ไผ่ที่เก่าคร่ำคร่ามาตั้งไว้หน้าบ้าน มันเป็นเก้าอี้ที่เจ้าของเก่าทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า จากสภาพของมันหากไม่ใช้งานในวันสองวันนี้ ผมคงต้องทิ้งมันไปตลอดกาล

เก้าอี้ตัวนั้นรับน้ำหนักพอใช้ได้ เมื่อเอนกายลง ลมแม่น้ำจากเขื่อนลำปาวก็พัดมาให้คลายร้อน แสงแดดโพล้เพล้แลดูชวนเศร้าหมอง และในท่ามกลางแสงท้ายๆ ของวัน ชายที่ท่อนบนเปลือยเปล่า ปราศจากเสื้อสวมใส่ และมีเพียงกางเกงบอลขาสั้นสีน้ำเงินกับกระเป๋าคาดเอวสีดำก็เดินผ่านหน้าบ้านผมไป

ท่าเดินของเขามั่นคง องอาจ ปราศจากความไหวหวั่นใดๆ กล้ามเนื้อที่อยู่บนร่างกายท่อนบนของเขานั้นได้รูปของความกำยำ แสดงถึงการทำงานหนักเป็นประจำ

ถนนสายนี้น่าจะเป็นถนนสายที่เขาคุ้นเคยและน่าจะเป็นถนนที่ผู้คนอื่นก็คุ้นเคยกับเขาด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีใครเหลือบแลเขา ไม่มีใครสนใจเขาทั้งที่เขามีท่าทีที่ไม่เหมือนใคร

คงมีผมเพียงคนเดียวที่มองตามร่างของเขาไปจนลับตา

 

อีกสองชั่วโมงต่อมา ในขณะที่ผมกำลังปรุงบะหมี่สำเร็จรูปเป็นอาหารรองท้อง ชายผู้นั้นก็เดินกลับมาอีกครา

ครั้งนี้ในมือของเขามีถุงพลาสติกที่ใส่เหล้าขาวขวดเล็กติดตัวมาด้วย กระนั้นท่าเดินของเขาก็ยังมั่นคง องอาจเช่นเคย หามีทีท่าของคนมึนเมาไม่

เขาเดินผ่านหน้าบ้านของผมก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าไปในบ้านที่อยู่ถัดห่างออกไปอีกสองหลัง ไม่นานนักเสียงวิทยุที่เล่นเพลงลูกทุ่งก็ดังขึ้นจากบ้านของเขา

ช่างเป็นค่ำคืนที่ดูรื่นรมย์สำหรับคนที่อยู่อย่างสันโดษในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ดนตรี เครื่องดื่มรู้ใจ และชีวิตที่ดูจะปราศจากความกังวล

เขากลายเป็นชายที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผมนับแต่นาทีนั้นเอง

อีกสองวันต่อมา ผมจึงล่วงรู้ชื่อของเขา

การไปสอบถามชื่อของเขาจากบุคคลอื่นนั้นดูไม่สมควรในความคิดผม คำถามที่จะต้องติดตามมาคือเพราะอะไรถึงอยากรู้จักเขา และเพราะเหตุใดจึงอยากรู้เรื่องราวของเขา ในพื้นที่หมู่บ้านที่จำกัดไม่ใหญ่โตนัก การเผชิญหน้ากันแบบตรงไปตรงมาน่าจะใช้ได้ผลที่สุด ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของมิตรภาพ

ดังนั้น เมื่อผมเดินออกจากบ้านในเย็นวันดังกล่าวเพื่อไปหาซื้อของใช้ที่ร้านชำในอำเภอ ผมจึงพบเขานั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าร้านชำ

แน่นอนเขานั่งอยู่พร้อมกับเหล้าขาวขวดหนึ่ง

 

ร้านชำแห่งนั้นมีโต๊ะนั่งเพียงที่เดียว โอกาสเดียวและโอกาสดีที่จะได้ร่วมโต๊ะกับบุคคลผู้น่าสนใจเช่นนี้ ผมลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งประจันหน้าเขา สั่งเครื่องดื่มส่วนตัวพร้อมด้วยถั่วทอดสองถุง ผมยื่นถั่วถุงหนึ่งให้เขาแล้วเอ่ย “กินด้วยกัน ดื่มอย่างเดียวไม่มีของแกล้มมันฝืดคอ”

ชายผู้นั้นยิ้มให้ผม เป็นยิ้มที่ใสซื่อบริสุทธิ์และน่ารักอย่างยิ่ง “ขอบคุณครับพี่ พี่ก็เอาเหล้าด้วยสิครับ หรือไม่คุ้น”

ผมกล่าวปฏิเสธ เครื่องดื่มใส ดีกรีแรงไม่ใช่เครื่องดื่มที่ผมคุ้นเคยเลย ผมหยิบกระป๋องน้ำอัดลมสองกระป๋องมาสมทบ เปิดกระป๋องให้เขาและผม “พี่มานั่งที่นี่ทุกวันหรือครับ ผมเห็นพี่เดินไปและกลับทุกวันเลย”

สีหน้าของชายผู้นั้นดูครุ่นคิด “พี่เห็นผมเดินไปมา อ้อ พี่คือคนที่ย้ายมาอยู่ใหม่ที่บ้านนั้นเอง”

ก่อนที่ผมจะได้ตอบรับอะไร เสียงจากเจ้าของร้านชำก็ดังขึ้น “ต่อ เอ็งจะเอาอะไรเพิ่มอีกไหม วันนี้น้าจะปิดร้านเร็วเพราะจะเข้าไปขอนแก่น อย่าไปกวนลูกค้าเขานะ”

ผมเอ่ยกับชายผู้เป็นน้าว่าไม่มีปัญหา ผมเสียอีกที่ดูเหมือนจะไปรบกวนเวลาส่วนตัวของเขา หลังการสนทนานั้นเองที่ผมได้รู้ว่าชายผู้นั้นมีชื่อว่า “ต่อ”

และรู้สืบเนื่องไปว่าเขามีศักดิ์เป็นหลานของผู้เป็นเจ้าของร้านชำ

 

เสียงปิดประตูร้านชำเป็นสัญญาณว่าเราทั้งคู่จะถูกทิ้งให้คุยกันอย่างโดดเดี่ยว ลานกลางหมู่บ้านที่ปลูกล้อมด้วยเรือนแถวเช่นนี้เมื่อร้านชำอันเป็นร้านขนาดใหญ่ปิดทำการ ทุกอย่างก็จะหลงเหลือแต่ความเงียบ

ผู้คนที่ซื้อของจากตลาดสดจะพากันกลับบ้านไปหุงหาอาหาร

นักเรียนจากโรงเรียนรอบที่เตร่เล่นอยู่แถวนั้นจะกลับไปทำการบ้านและพักผ่อน

เมื่อได้เวลาหกโมงเย็นก็มีผู้คนผ่านไปมาน้อยเต็มที และเมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง หมู่บ้านแห่งนี้ก็แทบจะเป็นหมู่บ้านที่ปราศจากผู้คน

ความเงียบนั้นเป็นของแปลก บางคนก็ชอบ บางคนก็ชัง บางคนก็ไปถึงขั้นสร้างจินตนาการที่กว้างไกลไปถึงเรื่องราวของภูตผีปีศาจ

มีอยู่คืนหนึ่งที่ผมนั่งฟังเพลงเพียงลำพังจากลำโพงตัวใหญ่ที่เจ้าของบ้านเก่าทิ้งไว้ให้อีกเช่นกัน

บทเพลงบรรเลงไปจากเพลงลูกทุ่งสู่เพลงลูกกรุง และในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นเพลงบรรเลงไทยเดิม เสียงระนาด ฆ้อง ดังรัวผสานด้วยเสียงปี่และเสียงเอื้อนทำนองเสนาะ ท่ามกลางความเงียบนั้น เสียงดังกล่าวไม่ต่างกับการมีวงมโหรีโบราณมานั่งบรรเลงเพลง

ชั่วเวลานั้นเองที่มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านทางมา ผู้ขับขี่เปิดไฟสว่างจ้าดังกับจะเอาดวงไฟเป็นเพื่อนอันเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมลุกออกจากเก้าอี้เพื่อไปหยิบหนังสือมาอ่านก่อนนอน

การปรากฏตัวอย่างไม่คาดฝันของผมพร้อมกับเสียงเพลงวังเวงทำให้คนขี่จักรยานยนตร์คันนั้นตะโกนลั่นออกมาว่า “ผี” เขาสูญเสียการบังคับรถคันดังกล่าวและปล่อยให้รถไหลตกถนนไป

ผมพยายามวิ่งเข้าไปช่วยเขา แต่ดูจะไม่ทันการณ์ เขาขึ้นควบรถจักรยานยนต์คันนั้นแบบทุลักทุเลและขี่มันออกไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะพึงมี

ความเงียบและความวังเวงในหมู่บ้านแห่งนี้ก่อให้เกิดอารมณ์เช่นนั้นเอง

 

แต่ในความเงียบดังกล่าว ชายผู้ที่บัดนี้ผมเรียกอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “พี่ต่อ” ดูจะโอบรัดมันไว้ด้วยความยินดี

การคุยกันอย่างออกรสในเย็นนั้นทำให้ผมรู้ว่าพี่ต่อเป็นลูกชายคนเดียว มีพี่สาวที่ทำงานอยู่จังหวัดชายทะเลฝั่งตะวันออก มีแม่ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศและคอยส่งเงินมาให้พี่ต่อใช้เป็นรายเดือนพร้อมๆ กับอนุญาตให้พี่ต่อรับเงินเบี้ยผู้สูงอายุไปใช้อีกทางหนึ่ง

เงินจำนวนไม่กี่พันที่พี่ต่อได้รับในทุกเดือนนั้นอาจแลดูชักหน้าไม่ถึงหลังสำหรับใครหลายคน แต่เงินจำนวนดังกล่าวกลับทำให้พี่ต่อมั่งมีเหนือใคร

บ้านของพี่ต่อไม่มีทั้งไฟและน้ำจึงไม่มีค่าใช้จ่าย (ส่วนการที่พี่ต่อมีไฟและน้ำใช้นั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง) อาหารการกินของพี่ต่อในแต่ละวันนั้นเรียบง่าย อาหารเช้าของพี่ต่อคือไข่ดาวหนึ่งฟองที่ปรุงรสด้วยซอสฝาเขียวกับข้าวเปล่า

ส่วนอาหารเที่ยงจะถูกงดยกเว้นเป็นส่วนใหญ่หรือมีขึ้นตามอารมณ์

ในขณะที่อาหารค่ำของพี่ต่อคือเหล้าขาวสักขวดหรือสองขวดก่อนจะปิดท้ายด้วยไข่ดาวราดซอสฝาเขียวกับข้าวเปล่าอีกเช่นเคย

น้าผู้มีร้านชำขายข้าวให้พี่ทีละกระสอบในราคาต้นทุน บัตรพลังประชารัฐทำให้พี่ต่อได้ปลากระป๋องมากินบ้างแก้เลี่ยน

การรับลุกขึ้นมาหางานทำสักสองสามวันคือทางออกที่พี่ต่อใช้หาเงินเวลาอยากได้อะไรวิเศษใส่ท้อง ซึ่งสำหรับพี่ต่อแล้วร้านหมูกระทะประจำหมู่บ้านถือว่าวิเศษยิ่ง

เราสนทนากันเช่นนั้นจนเครื่องดื่มของพี่ต่อหมด ผมชวนพี่ต่อกลับไปนั่งคุยกันที่แคร่หน้าบ้านผม ก่อนจะมอบกุญแจรถจักรยานยนต์ส่วนตัวและเงินอีกจำนวนหนึ่งให้พี่ต่อไปซื้อเครื่องดื่มจากร้านสะดวกซื้อที่อยู่ห่างออกไปอีกหนึ่งหมู่บ้านมาเพิ่มเติม

ในระหว่างรอ ผมเอาเนื้อไก่แช่แข็งที่มีมาต้มเข้ากับเตาถ่านและใบมะขามอ่อน

เมื่อพี่ต่อกลับมาอีกครั้ง พร้อมด้วยอาหารการกินที่สมบูรณ์ บทสนทนาของเราก็ยืดยาวออกไปจนเกือบรุ่งสาง

ครานี้ผมได้รับรู้ว่าพี่ต่อเคยมีภรรยาแต่ไม่มีลูก เคยผิดหวังจากภรรยาจนไม่คิดจะรักใครอีก เคยทำงานในเมืองหลวงก่อนจะพบว่ามันวุ่นวายไม่เหมาะกับตนเอง และเคยเป็นทหารที่ทำให้พี่ต่อทำเป็นแทบจะทุกอย่าง แต่เป็นสิ่งที่พี่ต่อไม่อยากทำ

“ผมมีคนรักอยู่ก่อนครับพี่ อยู่กินกันมาจนผมติดทหาร แรกๆ ก็จดหมายหากันดีอยู่ พอตอนใกล้ปลดน่ะสิ จดหมายเงียบหายไป ผมปลดออกมาถึงได้รู้ว่าเขาหนีไปมีผัวใหม่ที่อีกจังหวัดหนึ่งแล้ว ก็ตามใจเขา เราก็อยู่อย่างเราไป สบายดี”

“พี่ต่อไม่คิดจะทำธุรกิจอะไรหรือ? เผื่อจะได้มีครอบครัวกับเขาอีกที ยังหนุ่มแน่นอยู่เลย”

“ไม่ละครับพี่ ผมมีความสุขแล้ว เงินไม่พอก็ค่อยไปรับจ้างหางานทำเอา สองสามวันพอแล้ว แต่ให้ทำตลอดเห็นจะไม่ไหว ผมมันคนขี้เกียจ ได้เหล้าสักขวด นอนฟังเพลงก็สุขแล้ว”

การลุกขึ้นทำงานวันหรือสองวันแล้วพอนั้นเป็นเรื่องราวปกติของหมู่บ้านในชนบท มีงานประเภทถางหญ้า ปูกระเบื้อง ยกเสา มุงหลังคา ขุดดินให้ทำเสมอ หากใครจะไม่เกียจคร้าน ชนบทไทยนั้นมีคนแก่และเด็กเป็นประชากรหลัก แรงงานจากคนหนุ่มสาวจึงเป็นของหายาก

หากพี่ต่อคิดจะสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อซ่อมหลังคาฝาบ้านที่ผุพัง หรือเพื่อติดตั้งไฟฟ้าน้ำประปาให้ตนเอง พี่ต่อก็น่าจะกระทำได้

เพียงแต่พี่ต่อไม่คิดถึงมันเท่านั้นเอง

 

ชีวิตของพี่ต่อทำให้ผมนึกถึงนวนิยายเรื่อง “เสเพลบอยชาวไร่” ของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ความทุกข์ความยากมันเป็นเรื่องที่เราคิดไปเอง เป็นเรื่องที่เกิดจากความยากได้ใคร่มีที่เกินไป ถ้ามีความสุขได้ไปวันๆ แล้ว เราก็ย่อมมีความสุขได้ในทุกวันด้วย

ว่าแล้วก่อนที่แสงตะวันจะมาถึง พี่ต่อก็ลุกจากวงไปเอากีตาร์จากในบ้านมาบรรเลงเพลงที่พี่ต่อแต่งเองชื่อว่าเพลง “เดินตามควาย” เป็นการปิดท้ายการสนทนาในคืนนั้น

“เดินตามควาย ทำไมต้องเดินตามควาย เดินตามควาย ทำไมต้องเดินตามควาย

ฉันเอาควายไปเลี้ยง ฉันเอาควายไปขาย ฉันเลยต้องเดินตามควาย

เดินตามควาย ทำไมต้องเดินตามควาย เดินตามควาย ทำไมต้องเดินตามควาย”

“เพลงดีไหมพี่ ผมว่าจะเอาไปทำอัลบั้มอยู่ ใช้ชื่ออัลบั้มว่า ‘เดินตามควาย’ โดยนักดนตรีคนซื่อนาม “ต่อ ลำปาว”