อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ซานไห่ เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ผลัดใบ (4)

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com
CEADTE Puyi of the Manchu Aisin Gioro clan, was the last Emperor of China, and the twelfth and final ruler of the Qing Dynasty.

“I had planned to distance myself from all attachments but I could not do it. Attachments are power and at the same time they are death. Only when you are dead do attachments fall away. While you alive they amount to nothing except to outstanding people, crazy people, and fools.”
Yoshiko Kawashima-

“ฉันตั้งใจจะปลีกตัวห่างจากสิ่งที่ผูกมัดฉัน หากแต่ฉันทำไม่สำเร็จ สิ่งผูกมัดเหล่านั้นทรงพลังเหลือเกิน อีกทั้งมันยังหมายถึงความหายนะด้วย มีแต่ความตายเท่านั้นที่จะทำให้การผูกมัด ผูกพันเหล่านั้นจบสิ้นลง หากคุณยังมีชีวิตอยู่ สิ่งผูกมัดเหล่านั้นล้วนนำคุณไปสู่คนบ้าบอและเรื่องไร้สาระจำนวนมากเท่านั้นเอง”
-โยชิโกะ คาวาชิม่า-

ในปี 1990 ภาพยนตร์เรื่อง Yoshiko Kawashima หรือ โยชิโกะ คาวาชิม่า (ชื่อภาษาไทยคือ ผู้หญิงพันธุ์มหาอำนาจ เข้าใจว่าเป็นเพราะมี หลิว เต๋อ หัว นำแสดง และมีความนิยมตั้งชื่อภาพยนตร์ของเขาในช่วงนั้นโดยมีคำว่าผู้หญิงนำหน้า นับจาก ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ เป็นต้นมา) ถูกนำออกฉายเป็นครั้งแรก

ผู้แสดงนำคือ แอนนิต้า เม่ย-Anita Mui หรือ เหม่ย เอี้ยน ฟาง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยฉากการจับกุมโยชิโกะ ก่อนจะนำตัวเธอขึ้นศาลในข้อหาผู้ทรยศต่อประเทศชาติ

ภาพยนตร์เล่าเรื่องภารกิจจำนวนมากของเธออันเป็นสาเหตุของการถูกประหารชีวิตรวมถึงความสัมพันธ์ของเธอกับคู่รักจำนวนมาก รวมถึง หลี่ เซียง หลาน หรือ โยชิโกะ ยามากูจิ นักร้องดังในยุคนั้นด้วย

ชีวิตของ โยชิโกะ คาวาชิม่า นั้นเป็นชีวิตที่มีสีสัน จนบัดนี้ก็ยังมีหนังสือหรือข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเธอถูกนำเสนอออกมาอยู่เสมอ

เธอเป็นตัวละครเอกแห่งโชคชะตาที่ทุกอย่างถูกพัดพาเข้ามาสู่เธอแบบที่เธอไม่ได้ร้องขอ

และเมื่อเธอคิดจะร้องขอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการอย่างจริงจัง ทุกสิ่งก็ดูจะสายเกินไปแล้ว

 

ภารกิจแรกของ โยชิโกะ คาวาชิม่า ในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นที่นำพาชีวิตเธอไปสู่ความหายนะในบั้นปลายนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในราชวงศ์ชิง

จักรพรรดิปูยี-Puyi ผู้ไม่เคยแสดงความพอใจเธอเลยตลอดชีวิตกลับเป็นผู้ที่ต้องขอความช่วยเหลือจากเธอ หลังถูกขับบอกจากบัลลังก์มังกรในปี 1912

จักรพรรดิปูยียังได้รับการอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้ามอย่างสำราญพระทัยต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปี 1924 หนึ่งในกลุ่มขุนศึกที่ครองอำนาจในประเทศจีนรู้สึกเบื่อหน่ายกับองค์จักรพรรดิไร้บัลลังก์ที่ผลาญเงินไปวันๆ ผู้นี้และขับเขาออกจากพระราชวัง

ตอนนั้นเองที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งกำลังแสวงหาอำนาจในจีนได้เอื้อมมือเข้ามาช่วยเหลือ

ญี่ปุ่นนำเขาไปอาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษของญี่ปุ่นที่ปักกิ่งก่อนจะส่งเข้าไปพำนักยังเทียนสินภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของกองทัพกวางต่ง

องค์จักรพรรดิปูยีนั้นมีความต้องการจะทวงบัลลังก์ของเขาคืนเสมอมา และแม้จะรู้ดีว่าข้อเสนอให้เขากลายเป็นจักรรพรรดิเงาที่ฉางชุน ในแมนจูเรีย นั้นไม่อาจเทียบเคียงได้กับสถานะเดิมที่เขาเคยมีมา

แต่ภาวะขณะนั้นปูยีเปรียบเสมือนคนที่ลอยอยู่กลางน้ำ ขอนไม้เช่นไรที่ทำให้เขาเกาะพยุงพักพิงได้ เขาย่อมเลือกพึ่งพามันโดยไม่ลังเล

ภายหลังทั้งโยชิโกะหรืออ้ายชิง เจียวหลอเสียนอี๋ และจักรพรรดิปูยีหรืออ้ายชิง เจียวหลอปูยี จะยอมรับต่อศาลต่างกรรม ต่างวาระว่าพวกเขาถูกองทัพกวางต่งภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นหลอกใช้ พวกเขาบอกว่าพวกเขาถูกทำให้เชื่อว่ากองทัพนั้นมีความต้องการจะปลดปล่อยแมนจูเรียให้เป็นอิสระและรื้อฟื้นอำนาจของราชวงศ์ชิงขึ้นมาจริงๆ

และแม้จะรู้ว่าญี่ปุ่นอาจมีเป้าหมายอื่นแฝงแต่เจตนาของพวกเขาก็คือการยืมมือญี่ปุ่นเพื่อรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนนั่นเอง

คำแก้ตัวเหล่านี้ปูยียอมรับสภาพของมันที่เขาเรียกว่าเป็นดังการ “ยื่นศีรษะเข้าไปในปากเสือร้าย”

 

บ้านพักของจักรพรรดิปูยีในเทียนสินนั้นเป็นแมนชั่นแบบสเปนที่น่าจะแลดูสะดวกสบายสำหรับผู้พบเห็น

แต่สำหรับปูยีผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในสถานที่โอ่โถงอย่างพระราชวังต้องห้ามมาก่อน ย่อมรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เล็กเกินไปสำหรับอำนาจในตัวเขา

ไม่นับว่าสภาวะขณะนั้น มเหสีของเขาคือจักรพรรดินีหวานหลง กำลังติดฝิ่นอย่างหนัก ส่วนสนมเอกคนอื่นๆ ก็หนีหน้าไปจากเขา

ตัวของเขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงความชราที่คืบคลานเข้ามาและปรารถนาจะเริ่มต้นชีวิตที่มั่นคงเสียที

อีกทั้งช่วงเวลาขณะนั้น เจียงไคเช็ก ที่ไม่เคยแสดงความปรารถนาดีหรือเคารพราชวงศ์ชิงก็กำลังรุ่งเรืองทางอำนาจขึ้นทุกขณะ

มีข่าวลือหนาหูว่า เจียงขัดเคืองนัยน์ตากับปูยีอย่างมากและวางแผนจะกำจัดเขาและราชวงศ์ชิงให้หมดไปจากแผ่นดินจีน

ในหนังสือชื่อ “From Emperor to Citizen” หรือ “จากจักรพรรดิสู่สามัญชน” อันเป็นหนังสือที่บันทึกคำสารภาพของปูยีในภายหลังต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนและได้รับการตีพิมพ์ในปี 1964 (ก่อนจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์โดย เบอร์นาโด เบอร์โตลุคชี่ ในปี 1987 ภายใต้ชื่อ The Last Emperor) ได้เล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของเขาที่เทียนสินว่ามีความยากลำบากในเรื่องรายได้จนถึงขั้นต้องขายสมบัติของราชวงศ์เพื่อประทังตน

“เนื้อที่อันประหยัดของสวนจินหยวน-Jingyuan Garden นั้นมีขนาดเล็กจากพระราชวังต้องห้ามแบบเทียบกันไม่ได้เลย กระนั้น พวกเราก็ยังโชคดีที่ทรัพย์สมบัติที่ข้าพเจ้านำติดตัวมานั้นสามารถเปลี่ยนเป็นเงินทองพอที่จะฝากในธนาคารต่างชาติและได้รับดอกเบี้ยมาซื้อที่ดินเพื่อปล่อยให้คนเช่าจนเราได้รายได้มาจุนเจือตนทุกเดือน”


อย่างไรก็ตาม ความฟุ่มเฟือยที่ว่านี้สร้างความลำบากใจให้กับกองทัพกวางต่งที่ต้องคอยดูแลจักรพรรดิปูยีและคอยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายจากพวกก๊กมินตั๋งที่ปรารถนาจะล้มราชวงศ์ชิงให้สิ้นไป เหตุการณ์ที่มีการพบระเบิดซ่อนอยู่ใต้กระเช้าผลไม้ที่ถูกส่งมาที่สวนจิงหยวนก็ดี หรือการพบว่ามีบุคคลน่าสงสัยจำนวนมากปรากฏตนที่ร้านอาหารประจำของปูยีคือสาเหตุที่ทำให้กองทัพกวางต่งอ้างว่าถึงเวลาแล้วที่ปูยีควรย้ายตนเองไปยังแมนจูเรียที่กองทัพญี่ปุ่นสามารถให้การปกป้องได้ดีกว่า

ข้อเสนอที่ว่าได้รับการสนองตอบอย่างดีจากปูยีที่ถูกทำให้เชื่อว่าแมนจูเรียที่เป็นดินแดนกำเนิดของราชวงศ์ชิงจะเป็นฐานที่มั่นให้เขาคืนความยิ่งใหญ่กลับมา

แม้จะมีเสียงทัดทานจากผู้ใกล้ชิดจำนวนมากว่าการกระทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าบัลลังก์ของจักรพรรดิจีนนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพญี่ปุ่นแล้วอย่างชัดเจน

และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 1931 หลังจากที่ญี่ปุ่นเข้ายึดแมนจูเรียได้เบ็ดเสร็จ ปูยีและครอบครัวได้ลงเรือจากเทียนสินเพื่อเดินทางไปยังลูชุนในแมนจูเรีย

เมื่อไปถึงเขาพบว่าที่พักที่ลูซูนของเขาคือบ้านหลังเดียวกับที่องค์ชายซูเคยพำนักนั่นเอง

สาเหตุที่โยชิโกะร่วมมือกับกองทัพกวางต่งนั้นเป็นเพราะว่าเธอคุ้นเคยกับนายทหารในกองทัพญี่ปุ่นมานับตั้งแต่เด็ก บางคนก็มาเยี่ยมเยียน โยชิโกะ นานิวะ เท่านั้น บางคนก็พึ่งพานานิวะในฐานะที่ปรึกษา โยชิโกะเรียกนายทหารเหล่านั้นว่า อังเคิล หรือ ลุง การที่เธอมีเชื้อสายเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ชิงยิ่งทำให้อังเคิลเหล่านั้นเอ็นดูเธอ

ไม่มีอะไรสร้างความพึงใจด้านอำนาจเท่ากับความจริงที่ว่าแม้ราชวงศ์จีนอันยิ่งใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาอำนาจของประเทศญี่ปุ่นที่มีขนาดเล็กกว่าหลายเท่า

ดังนั้น เมื่อถึงจุดเริ่มต้นของสงครามญี่ปุ่น-จีน ในปี 1931 โยชิโกะจึงถูกผลักดันให้กลายเป็นแถวหน้าของพยานแห่งอำนาจนั้น

 

หลังเดือนพฤศจิกายนปี 1931 จักรพรรดิปูยีได้พำนักอยู่ในแมนจูเรียเป็นเวลาเจ็ดปี ช่วงเวลายามนั้นกระแสต่อต้านญี่ปุ่นรุนแรงขึ้นทุกขณะ ดังนั้น แม้จะไม่ได้รับฉันทานุมัติจากรัฐบาลกลางที่กรุงโตเกียว กองทัพกวางต่งก็อ้างสิทธิจากผลของสงคราม ญี่ปุ่น รัสเซีย ว่าตนเองมีสิทธิเหนือแมนจูเรียและมองโกเลีย ในฐานะผู้เข้ามาปลดปล่อยสองชนชาตินี้จากการครอบงำของจีน

“แมนจูเรียเป็นของคนแมนจู และมองโกเลียเป็นของคนมองโกล เราต้องทำให้ดินแดนทั้งสองดินแดนนี้พึ่งตนเองและเติบโตให้จงได้” นั่นคือคำประกาศของ นายพลอิชิวาระ คันจิ หนึ่งในผู้วางแผนบุกแมนจูเรียคนสำคัญ

การบุกแมนจูเรียเริ่มต้นในวันที่ 18 กันยายน 1931 ด้วยสาเหตุจากการที่รางรถไฟแถบเชนหยางซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของญี่ปุ่นถูกวางระเบิด มีความเชื่อว่าระเบิดเหล่านั้นถูกวางโดยเหล่าทหารญี่ปุ่นเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเปิดสงคราม

ในขณะที่ญี่ปุ่นบอกว่านั่นเป็นผลงานของพวกต่อต้าน

กองทัพญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีทหารจีนที่รักษาการณ์ในเมืองอย่างบ้าคลั่งก่อนจะบุกขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แม้จะมีเสียงต่อต้านจากนานาชาติ กองทัพญี่ปุ่นก็สามารถยึดแมนจูเรียได้ทั้งมณฑล

กองทัพญี่ปุ่นประกาศชัยชนะและเสนอว่าจะใช้ดินแดนแมนจูเรียเป็นต้นแบบของการปฏิรูปที่ประชาชนชาวมองโกล แมนจู จีน เกาหลี และญี่ปุ่น อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

มีการอพยพคนญี่ปุ่นจำนวนมากเข้าสู่แมนจูเรีย (หลังสงครามเสร็จสิ้นลงมีประชาชนชาวญี่ปุ่นหลงเหลือในแมนจูเรียถึงสองล้านคน)

มีการยึดที่ดินจากชาวจีนผู้อยู่ในดินแดนนี้มาก่อน ผลผลิตที่ได้จากการเกษตรหลังจากนั้นถูกส่งไปบำรุงเลี้ยงคนญี่ปุ่นและประชากรญี่ปุ่น ความอดอยากเกิดขึ้นโดยทั่วไป

สภาพความเป็นจริงของแมนจูเรียตอนนั้นสำหรับชาวจีนคือค่ายกักกันขนาดใหญ่ ที่แม้พวกเขาจะยังมีสิทธิ เสรีภาพ แต่ก็เป็นไปภายใต้การควบคุมอย่างเข้มแข็งของกองทัพญี่ปุ่น

 

สองเดือนหลังการยึดครองแมนจูเรีย โยชิโกะ คาวาชิม่า ถูกส่งตัวจากประเทศญี่ปุ่นไปยังแมนจูเรียในเวลาไล่เลี่ยกับจักรพรรดิปูยี

หนังสือพิมพ์อาซาฮี ลงข่าวพาดหัวการเดินทางของเธอว่า

“โยชิโกะ คาวาชิม่า ที่แต่งตัวเยี่ยงผู้ชาย ทั้งสูทและหมวก ได้เดินทางไปแมนจูเรีย บ้านเกิดของเธอ…ท่ามกลางสายฝนบนเรือไดเรน มารู ที่เดินทางไปไดเรนหรือต้าเหลียน มีหญิงสาวคนหนึ่งที่แม้จะบอบบาง หากแต่กลับแต่งกายเยี่ยงชายในชุดสูทและซ่อนตัวภายใต้เสื้อฝนสีเทาและหมวกที่ปิดบังใบหน้าบางส่วนของเธอ เธอคือลูกกำพร้าขององค์ชายซูแห่งราชวงศ์ชิงที่พึงใจกับการแต่งกายเช่นผู้ชาย ยามนี้เธอกำลังเดินทางไปมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในแมนจูเรียและมองโกเลีย ดินแดนใหม่ที่บรรพบุรุษของเธอถือกำเนิดมา ดินแดนใหม่ที่อุดมไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน…”

โยชิโกะ คาวาชิม่า กำลังเดินทางกลับสู่แมนจูเรียจริง หากแต่เธอไม่ได้เข้าร่วมในการสร้างดินแดนแห่งนี้ให้กลายเป็นดินแดนใหม่ตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เธอมีภารกิจที่สำคัญกว่านั้น

“เธอกำลังเดินทางไปช่วงชิงตัวบุคคลผู้หนึ่ง”

บทความก่อนหน้านี้ภานุ บุญพิพัฒนาพงศ์ : สื่อยุคใหม่ (3) ศิลปินหน้าใหม่มาแรงในวงการศิลปะร่วมสมัยโลก นักตั้งคำถามกับโลกรอบตัวด้วยงานศิลปะ
บทความถัดไปจิตต์สุภา ฉิน : การมาถึงของ “แชตบอต” บนแพลตฟอร์มอันยิ่งใหญ่