อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ซานไห่ เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ผลัดใบ (7)

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com

“หากจะกล่าวสั้นๆ เธอคือเจ้าหญิงจากอีกดินแดนหนึ่ง เป็นบุคคลที่เปิดเผยและเป็นมิตร ผมมักคิดถึงเธอในฐานะของหญิงสาวที่มีบุคลิกอันโดดเด่น เธองดงามจริงๆ และทำให้ผมคิดว่าความงามของเธอนั่นเองคือที่มาของหายนะทั้งปวง”

ฮาราดะ โทโมมิโกะ

นอกเหนือจากเรื่องราวของบทบาทในสงครามจีน-ญี่ปุ่นของเธอแล้ว เรื่องราวความรักของ โยชิโกะ คาวาชิม่า เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่ผู้คนจดจำ

นอกจากความสัมพันธ์ทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้นจำนวนมากระหว่างเธอกับนายทหารญี่ปุ่นแล้ว ชีวิตคู่ของเธอในลูชุนยังเป็นสิ่งที่ถูกโจษจันในแมนจูกัวยามนั้นอีกด้วย

ปี 1927 หลังตัดสัมพันธ์กับครอบครัวที่ญี่ปุ่นและนานิวะพ่อบุญธรรมของเธอ ทำให้เธอต้องกลับมาอยู่ที่ลูชุนบ้านเกิดของเธออีกครั้ง

แม้ว่าจะเป็นบ้านเกิดของเธอเอง แต่ โยชิโกะ คาวาชิม่า กลับรู้สึกเปล่าเปลี่ยว

เธอถึงกับเอ่ยว่า “ฉันกลับมาบ้านเกิด แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนอาศัยอยู่ในโรงแรมเล็กๆ ในดินแดนอันห่างไกล”

ชีวิตที่ตัดขาดจากครอบครัวเช่นนั้นส่งผลต่อภาวะทางการเงินของเธออย่างยิ่ง แม้ว่าเธอจะเติบโตในประเทศญี่ปุ่น แต่สำนึกว่าเธอคือเจ้าหญิงของแมนจูกัวนั้นยังมีอยู่ ทำให้เธอพึงพอใจชีวิตแบบหรูหราอยู่เสมอ และนั่นทำให้เธอต้องเลือกวิธีที่เก่าแก่ที่สุดในการพยุงฐานะการเงินอันได้แก่การเเต่งงาน

พฤศจิกายน 1927 หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวเรื่องของเธออีกครั้ง แต่ในครานี้เป็นข่าวประกาศการวิวาห์ของเธอที่ลูชุน

โยชิโกะสลัดชุดแต่งกายแบบชายที่ผู้คนพบเห็นจนชินตามาเป็นหญิงสาวในทรงผมนำสมัยและรองเท้าส้นสูง

เธอถ่ายรูปคู่กับสามีของเธอผู้มีนามว่า กันจูร์จาบ-Ganjurjab

 

กันจูร์จาบนั้นเป็นบุตรชายของบาบูจาบ-Babujab ผู้นำทหารของชาติมองโกลที่เสียชีวิตในสงครามเอกราชระหว่างมองโกล-ชายแดนแมนจู ในปี 1911

ว่ากันว่าสงครามครั้งนั้นฝ่ายมองโกลได้รับการสนับสนุนลับๆ ให้แข็งขืนกับ หยวน ซือ ไข (ผู้นำของสาธารณรัฐจีนที่เพิ่งตั้งไข่) จากองค์ชายซูพระบิดาของโยชิโกะ อีกทั้งนานิวะบิดาบุญธรรมของโยชิโกะก็มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย

นั่นทำให้กันจูร์จาบมีความคุ้นเคยกับครอบครัวของเธอเป็นอย่างดีจนถึงกับเคยพำนักที่บ้านของเธอในโตเกียวเป็นระยะเวลาสั้นๆ ด้วยซ้ำไป

กันจูร์จาบนั้นจบจากโรงเรียนด้านการทหารในญี่ปุ่น และในช่วงที่เข้าสู่พิธีวิวาห์เขาก็ได้เข้ารับราชการในกองทัพญี่ปุ่นอีกด้วย

ภาพงานพิธีวิวาห์ของทั้งคู่นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง กันจูร์จาบอยู่ในชุดแต่งกายแบบชาวมองโกล ส่วนโยชิโกะนั้นอยู่ในชุดแต่งกายแบบเจ้าสาวมองโกลเช่นกัน

หากเทียบกับภาพของเธอในเครื่องแบบทหารที่จะปรากฏภายหลังในเวลาต่อมา ใบหน้าของเธอเรียบเฉยและแลดูเหมือนเป็นหญิงสาวอีกคนที่ยอมจำนนในชะตากรรมและพร้อมจะกลายเป็นเจ้าสาวที่อยู่ในจารีตอันหลีกเลี่ยงมิได้

หลายปีต่อมา โยชิโกะได้แก้ต่างว่าพิธีวิวาห์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากความไม่สมัครใจของเธอ

“ฉันเพิ่งฟื้นไข้จากอาการเจ็บป่วย ก่อนจะพบว่าวันรุ่งขึ้นนั้น ฉันต้องเข้าสู่พิธีวิวาห์ ทั้งตกใจและโกรธแค้น ในระหว่างพิธี ฉันเดินออกจากงานหลายต่อหลายครั้ง เมื่อถึงตอนที่เจ้าบ่าวต้องสวมแหวน ฉันปัดมือเขาลง แหวนตกลงที่พื้น เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่แม้จนบัดนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าแหวนวงนั้นเมื่อตกสู่พื้นแล้วมันหายสาบสูญไปไหน”

คำสารภาพที่ว่านี้ โยชิโกะได้สารภาพออกมาภายหลังที่เธอได้กลายเป็นภาพลักษณ์ของวีรสตรีแห่งสงครามและเข้ารับภารกิจของกองทัพญี่ปุ่นแล้ว

เธอคงปรารถนาจะสร้างความทรงจำใหม่ให้กับตัวเธอเอง

ทั้งที่หากใครสักคนจะเพ่งมองภาพถ่ายในพิธีวิวาห์ของเธอก็จะแลเห็นแหวนปรากฏอยู่ในนิ้วนางข้างซ้ายของเธอนั่นเอง

สำหรับบุคคลอื่น คำพูดที่ว่าเธอถูกบังคับให้เข้าสู่พิธีวิวาห์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นจริงเลย น้องชายของเธอเล่าให้ฟังว่าโยชิโกะได้สารภาพกับเขาว่า

“กันจูร์จาบได้ส่งจดหมายหาฉันอยู่เสมอ และเมื่อฉันคิดว่าไม่มีอะไรในตัวของเขาที่ฉันรังเกียจเลย ฉันจึงคิดว่าอาจเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าฉันจะแต่งงานกับเขา”

 

จิน โมยุ น้องสาวของโยชิโกะผู้มีอายุเพียงเก้าขวบในตอนนั้นรำลึกความหลังได้ว่าเธอได้เข้าร่วมพิธีวิวาห์ในวันนั้นที่ลูชุน

เธอได้ร่วมร้องเพลงประจำโรงเรียนของเธอในงานแต่งงานครั้งนั้นด้วย

เธอเล่าว่าเธอไม่ได้สังเกตเห็นอาการขัดขืนใดๆ ของโยชิโกะในพิธีวันนั้นเลย โยชิโกะแลดูเหมือนเจ้าสาวทั่วไปและเเขกเหรื่อทุกคนในงานก็ล้วนแต่มีความสุข

โมยุ ยังเล่าเสริมอีกว่า “กันจูร์จาบนั่นเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาและเป็นสุภาพบุรุษมาก เห็นได้ชัดว่าเขาตกหลุมรักโยชิโกะอย่างยิ่งแม้ว่าเธอจะเป็นผู้ที่ไม่เหมาะกับการเป็นศรีภริยาก็ตามที สิ่งที่น่าสนใจในงานวิวาห์วันนั้นคือแขกเหรื่อส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวญี่ปุ่น ประธานในพิธีคือผู้นำกองทัพกวางต่ง สิ่งเดียวที่ทุกคนแปลกใจคือการแต่งงานข้ามเชื้อชาติระหว่างชาวมองโกลกับชาวแมนจูเท่านั้น”

เหล่าแขกเหรื่อที่เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นคงไม่มาร่วมงานเช่นนี้เป็นแน่หากพวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์จากการวิวาห์ครั้งนี้ พิธีวิวาห์ระหว่างเจ้าหญิงแมนจูกับบุตรรายของวีรบุรุษชาวมองโกล งานวิวาห์ครั้งนี้ส่งเสริมภาพลักษณ์ของดินแดนแมนจูกัวที่กำลังก่อตัว และเป็นการตอกย้ำว่าแมนจูเรียและมองโกเลียหาเป็นส่วนหนึ่งของจีน และเป็นดินแดนเอกเทศด้วยตัวมันเอง

งานแต่งงานของกันจูร์จาบและโยชิโกะเป็นดังสัญลักษณ์ของความสำเร็จแห่งกองทัพกวางต่งที่สามารถสถาปนาดินแดนใหม่ขึ้นก่อนจะรุกคืบไปในประเทศจีนอันเป็นแผนต่อไป


หลังพิธีวิวาห์ โยชิโกะย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวของกันจูร์จาบ หญิงสาวหัวสมัยใหม่ต้องไปอาศัยอยู่กับครอบครัวที่เคร่งจารีต การพูดภาษามองโกลไม่ได้ยิ่งเป็นปัญหาหนักในการสื่อสาร แม้ว่าเธอจะมีสัมพันธ์อันดีกับมารดาของกันจูร์จาบ แต่สำหรับคนอื่นในครอบครัวแล้ว เธอแทบจะเป็นตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากข้องเกี่ยวเลยด้วยซ้ำไป

“ชีวิตประจำวันของฉันเต็มไปด้วยข้อจำกัด แม้เพียงจะออกไปเดินเล่นในสวน ใครบางคนจะตามฉันไปทันที ฉันแทบไม่มีเวลาเป็นตัวของตัวเองเลย”

ความขัดแย้งที่ว่านี้นำไปสู่ข่าวลือจำนวนมาก ข่าวลือหนึ่งที่แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วนั้นว่ากันว่าเป็นเรื่องราวของความขัดแย้งที่เกิดจากการที่เธอปฏิเสธที่จะยอมให้มีการตรวจสอบที่นอนของเธอหลังวันวิวาห์ว่ามีรอยเลือดของสาวบริสุทธิ์หรือไม่

สาเหตุที่เธอไม่ยินยอมเช่นนี้บ้างก็ว่าเป็นเพราะเธอไม่ยอมปฏิบัติตนตามประเพณีอันคร่ำครึนี้ บ้างก็ว่าเป็นเพราะเธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ก่อนพิธีวิวาห์

ข่าวลือที่ว่าหนักข้อขึ้นถึงขั้นที่ทั้งคู่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันเลย

แน่นอนว่าข่าวลือทั้งหลายที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ โดยเฉพาะชีวิตคู่ของหญิงสาวที่เป็นตัวของตัวเองอย่างโยชิโกะ

 

กันจูร์จาบเองตอนนั้นก็วุ่นวายอยู่กับกองทัพปลดแอกของมองโกลซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพกวางต่งอย่างลับ แม้ว่าเป้าหมายของกองทัพปลดแอกจะเป็นการขับไล่พวกฮั่นหรือคนจีนให้พ้นดินแดนไป หากแต่ช่วงเวลานั้นการขับไล่คนจีนก็คือการเปิดทางให้คนญี่ปุ่นเข้ายึดครองดินแดนเหล่านั้นแทนต่างหาก ในบันทึกคำสารภาพฐานะอาชญากรสงครามของเขาในภายหลัง กันจูร์จาบได้เล่าปฏิบัติการของเขาว่า

“ฤดูร้อนปี 1933 ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลเงาแห่งแมนจูกัว ผมเริ่มต้นการยึดอาวุธจากผู้คนในมองโกเลียโดยเฉพาะในดินแดนทางใต้ ผมแบ่งกองกำลังออกเป็นสามหน่วย แต่ละหน่วยมีผู้คุมหน่วยเป็นชาวญี่ปุ่น พวกเราจะยึดอาวุธทุกชนิดที่พบไม่ว่าจะเป็น ปืนไรเฟิล ปืนพก หรือแม้กระทั่งปืนใหญ่ แต่ละหน่วยล้วนประสบความลำบากในการเก็บอาวุธเหล่านี้ ชนชาวมองโกลนั้นยังชีพด้วยการล่าสัตว์ เรายึดอาวุธได้ทั้งหมดราวหมื่นเจ็ดพันกว่าชิ้นและทำให้ชาวมองโกลเหล่านั้นตกอยู่ในสภาพอดอยาก โดยเฉพาะพวกนายพรานและพวกที่อาชีพเกษตรกรรมที่สัตว์เลี้ยงของพวกเขาจะถูกฆ่าหรือทำร้ายโดยพวกสุนัขป่าอย่างที่ไม่มีหนทางป้องกัน หลังจากที่เราปลดอาวุธ สัตว์เลี้ยงในดินแดนเหล่านั้นตายไปเป็นจำนวนกว่าสองหมื่นชีวิตเลยทีเดียว”

โยชิโกะติดตามกันจูร์จาบไปยังมองโกเลีย แต่ไม่ช้าเธอก็กลับมาต้าเหลียน อากาศหนาวเย็นในดินแดนในมองโกลไม่เหมาะกับเธอ

การกลับมาต้าเหลียนครั้งนี้เป็นการจบสิ้นของชีวิตคู่ แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะยังดำเนินต่อไป

น้องชายของกันจูร์จาบเล่าว่า “ที่มองโกเลียนั้น โยชิโกะไม่เคยแยแสงานบ้านหรือสิ่งอื่นๆ ในครอบครัว เธอออกไปเต้นรำ ใช้ชีวิตกลางคืน ทุกคนที่พบเธออยากถ่ายรูปกับเธอ อยากได้ลายเซ็นของเธอ ดังนั้น เมื่อเธอจากมา พี่ชายของผมจึงคิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว”

กันจูร์จาบแต่งงานใหม่ น่าสนใจที่ในพิธีแต่งงานนั้น โยชิโกะได้ปรากฏตัวขึ้นและทำการอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว และทุกครั้งที่กันจูร์จาบได้ทายาท โยชิโกะจะส่งของขวัญแสดงความยินดีในทันที ชีวิตของกันจูร์จาบดูจะเป็นไปด้วยดีนับจากนั้นหากญี่ปุ่นจะไม่แพ้สงคราม เขาตกเป็นจำเลยในฐานะอาชญากรสงคราม ถูกคุมขังโดยพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลังจากได้รับการปล่อยตัวในปี 1960 เขากลับไปยังมองโกเลียก่อนจะพบกับวิบากจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ครอบครัวที่เหลือของเขาถูกสังหาร

และกันจูร์จาบต้องอยู่อย่างเดียวดาย

 

เมื่อการแต่งงานจบสิ้นลงด้วยความล้มเหลว

โยชิโกะตัดสินใจกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น น้องชายของเธอคือเสียนลี่เล่าว่าเขาประหลาดใจมากที่วันหนึ่งพบเธอยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน เพราะเขาได้ข่าวว่าเธอได้มีชีวิตครอบครัวอันสุขสงบที่มองโกเลียแล้ว

การกลับมาของเธอในครั้งนี้เริ่มต้นพร้อมกับการผจญภัยครั้งใหม่ เธอออกเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ในทันที แม้เธอจะอ้างว่าเธอเพียงไปส่งเพื่อนที่ท่าเรือและบทสนทนาอันยืดยาวทำให้เธอไม่ได้สังเกตว่าเรือกำลังลอยออกจากฝั่ง

น้องชายของเธอเชื่อว่าการเดินทางอย่างปัจจุบันทันด่วนนั้นเป็นเพราะเธอกลัวว่ากันจูร์จาบจะกลับมานำตัวเธอกลับไปมองโกเลีย

การกลับไปเซี่ยงไฮ้ในยามนั้นทำให้เซี่ยงไฮ้กลายเป็นสถานที่พึ่งพิงของเธอเสมอเมื่อยามที่เธอเจ็บปวดจากชีวิต

และเซี่ยงไฮ้นั้นเองทำให้เธอได้พบกับบุคคลสองคนที่จะส่งอิทธิพลต่อเธอในเวลาต่อมา

คนหนึ่งคือ ไต้ลี่-Dai Lie สายลับประจำตัวเจียงไคเช็ก

และอีกคนหนึ่งนั้นคือ โยชิโกะ ยาวากูจิ นักแสดง

บทความก่อนหน้านี้สมุนไพรมหิดล : ผีเสื้อนวล
บทความถัดไปจิตต์สุภา ฉิน : โลกอนาคตมองไปแล้วเห็นอะไรบ้าง