ทางรอดอยู่ในครัว : มื้อเช้าการบัญชี / ครัวอยู่ที่ใจ : อุรุดา โควินท์

อุรุดา โควินท์

ครัวอยู่ที่ใจ

อุรุดา โควินท์

 

ทางรอดอยู่ในครัว

: มื้อเช้าการบัญชี

 

ถ้าคุณคิดให้ละเอียดเรื่องเวลา คุณย่อมพบข้อเท็จจริงที่ว่า อาหารสามมื้อนั้น หากลงมือเอง ย่อมเรียกร้องเวลาจากคุณ-ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง ฉันคิดเผื่ออาหารยาก อาหารง่าย มื้อที่อุ่นกิน มื้อที่แค่ทอดไข่ หุงข้าว ถึงอย่างไร โดยเฉลี่ย เราต้องมีเวลาให้กับการครัวอย่างน้อยสองชั่วโมงสำหรับอาหารสามมื้อ

ถามว่าคุ้มค่ามั้ย คำตอบของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน เพราะข้อจำกัดและต้นทุนของคนไม่เท่ากัน

คำตอบของฉัน อยู่ที่การปฏิบัติ ฉันลงมือเองเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน ก็น่าจะมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของมื้ออาหารทั้งหมด

ฉันเข้าใจ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าครัว คำว่าทำอาหาร ไม่ใช่แค่ลงเตา มันเริ่มจากการซื้อ ได้ของมาก็ต้องเก็บ ระหว่างทำมีสิ่งที่ต้องล้าง ทำเสร็จแล้วก็ต้องล้าง กินเสร็จ-แน่นอน การล้างย่อมตามมาอีก

แคล่วคล่องว่องไวแค่ไหน ทำมานานเพียงใด งานครัวก็ยังเรียกร้องเวลาจากเราไม่น้อย

 

ในปีที่ฉันทำทุกอย่างในบ้านอย่างสนุกสนาน ใช่ ฉันยอมรับว่าฉันสนุกกับงานครัว ฉันสนุกกับสบู่ ฉันสนุกกับการกวนแยม ทำน้ำพริก ฉันสนุกเสียจน บางเดือน ฉันไม่ได้ออกไปไหนเลย นอกจากตลาดสดสัปดาห์ละครั้ง หรือสองครั้ง ฉันกดทุกอย่างจากออนไลน์ และใช้เวลาเกือบทั้งหมดในแต่ละวัน ทุกวัน อย่างบันเทิง กับการงานในบ้าน ทั้งที่เกิดรายได้ และไม่เกิดรายได้

แต่มีสิ่งหนึ่งหายไป นั่นคือการเขียนเรื่องแต่ง

9 ปีที่ผ่านมา ฉันมีหนังสือออกทุกปี บางปี 3 เล่ม ยกเว้นปี 2564

ตลอดทั้งปี ฉันเขียนเรื่องสั้นขนาดยาวเพียงเรื่องเดียว เป็นเรื่องสั้นที่ฉันใช้เวลายามเช้า ในเช้าที่ตื่นไหว ตื่นมาเขียนวันละนิดละหน่อย ฉันบอกตัวเองว่า จะจบเมื่อไรก็ช่าง ฉันจะเขียนจนกว่ารู้สึกเต็มอิ่ม เขียนโดยไม่มีข้อจำกัดทางเวลา

บางวันหนึ่งหน้า บางวันสองบรรทัด แต่นั่นก็คือการเขียน คือความคืบหน้า และเรื่องสั้นนั้นก็จบก่อนสิ้นปี

เป็นของขวัญปีใหม่ที่ฉันมอบให้ตัวเอง ของขวัญที่ไม่มีราคา แต่ล้ำค่ากว่าอัญมณี

ความล้ำค่าอยู่ตรงที่ ฉันได้แสดงให้ตัวเองเห็นว่า ฉันสามารถแบ่งเวลาได้อีก มันทำให้ฉันรู้จักคำว่าคืบคลานอย่างสง่างาม และนั่นทำให้เรื่องแต่งอีกหลายเรื่อง ผุดขึ้นมาระหว่างที่ทำครัว หรือไม่ก็กวนสบู่

 

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันจึงเฝ้าวนเวียนอยู่กับความคิดที่จะจัดสรรเวลาให้ดีกว่าเดิม

อย่างสั้นและง่ายที่สุด ทำอย่างไรให้ฉันมีรายได้เท่าเดิม แต่มีเวลานั่งหน้าคอมพิวเตอร์มากขึ้น และได้วิ่งมากขึ้น โดยต้องขีดเส้นใต้ว่า ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ได้กินอาหารดี

ดูยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้

ฉันสั่งโมลด์สบู่เพิ่ม สั่งอุปกรณ์ทำสบู่เพิ่ม เมื่อทุกอย่างมาถึง ฉันก็บอกเขา

“ต่อจากนี้ พูจะกวนสบู่วันละ 10 แบช”

“หะ”

“ถ้าพูกวนวันละ 6 แบชได้ พูก็ต้องกวนวันละ 10 แบชได้เหมือนกัน แค่ยืนนานขึ้นอีกสองชั่วโมงโดยประมาณ”

“ไม่หนักไปเหรอ”

ฉันหัวเราะ สบู่ไม่ใช่งานหนัก เป็นงานละเอียดที่ต้องการความแม่นยำ ความละเอียดเกิดจากการสังเกตและความใส่ใจ ความแม่นยำเกิดจากการฝึกฝน ฉันฝึกมาปีกว่า ไม่เคยหยุด และอย่างมากมาย มากชนิดที่ครูสอนทำสบู่บอกฉันว่า ฉันกวนสบู่มากกว่าการกวนของเธอทั้งชีวิต

อย่างนั้นแล้ว ทำไมฉันจะเพิ่มศักยภาพไม่ได้ล่ะ

 

ฉันเตรียมตัวให้ดีขึ้น ระหว่างที่ไม่ได้ทำ ฉันออกแบบสบู่ไว้ในสมุด ห่อโมล์ดรอไว้ ตอนเย็น ผสมด่างทิ้งไว้ ชั่งน้ำมันรอ ด้วยวิธีนี้ฉันจะยืนน้อยลง ทำสามสี่แบช ฉันสามารถนั่งพักดื่มกาแฟ ไม่ได้หนักหนาเลย

ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ ฉันจะได้เวลากลับมาทำงานเขียนมากขึ้น และหมายถึง ในวันที่จะทำสบู่ ฉันจะต้องวางแผนเรื่องอาหารไว้อย่างดี

มื้อเช้าในวันนี้จึงเป็นอาหารที่ง่าย เร็ว อิ่ม และประหยัดเวลา เราจะมีมื้อเช้าประมาณนี้ในวันที่ฉันกวนสบู่ 10 แบช ซึ่งก็แค่ 6 วันต่อเดือน

ดีออก

เราจำเป็นต้องวางแผนเรื่องอาหาร เพราะอาหารคือพลังงาน

ฉันสั่งขนมปังแซนด์วิชจากเจ้าประจำไว้ กดสั่งเบคอนกับแฮมมารอในตู้เย็นแล้ว เนยมี ผักมีแล้ว ก็แค่…

“จะแฮม หรือเบคอนกรอบดี” ถามเขา

“แฮมดีกว่า และใส่หอมหัวใหญ่เยอะๆ”

ขนมปังฉันชอบหั่นเอง หั่นให้มีความหนาพอเหมาะกับไส้ อุ่นโดยการปิ้ง พอให้ร้อน แต่ไม่ต้องกรอบทั้งแผ่น

ระหว่างนั้นก็เปิดเตา ตั้งกระทะ นาบแฮม กับแฮม ถ้าไม่นาบจะลวกก็สะดวกดี แต่นาบย่อมอร่อยกว่า

มะเขือเทศฝานบางๆ หอมหัวใหญ่ฝานบางกว่า

ทาเนยบนขนมปัง ตามด้วยมัสตาร์ด จากนั้นก็ประกอบร่าง วางผัก วางแฮม กดแซนด์วิชให้แน่น ตัดครึ่งด้วยมีดตัดขนมปัง

เสร็จสิ้นการเตรียมอาหารเช้าภายใน 15 นาที รวมการล้าง

ใครจะปฏิเสธแซนด์วิชอร่อยๆ กับกาแฟได้เล่า

 

“กินแบบนี้ก็ดีนะ เร็วดี”

“มีบ่อยแน่ เพราะมันบริหารเวลาได้น่ะ”

เขาพยักหน้า “เข้าใจๆ เรียนบัญชีมา ย่อมคิดถ้วนถี่”

ถ้าเขาไม่พูดขึ้นมา ฉันอาจลืมไปแล้ว ว่าฉันจบการบัญชี และอาหารเช้าจานนี้อาจเป็นผลพวงจากพื้นฐานความคิดของนักบัญชีก็เป็นได้