อนุสรณ์ ติปยานนท์ : เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ซานไห่ผลิใบ (11)

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com

“หินอ่อนสีดำ หินอ่อนสีขาว ภายใต้หินอ่อนเหล่านี้ เป็นร่างของแม่ผม
และผมเขียนคำไว้อาลัยเหล่านี้ด้วยตนเอง”

หลุมศพแห่งคุณนายเชิน มารดาของ ซูเกหยวน
จารึกโดยบุตรชายของเธอ เกหยวน
15 กุมภาพันธ์ 1929

เมษายน ฤดูรื่นเริง
ในแถบชนบทแถวนี้ ลมจากทิศใต้มักพัดพากลิ่นหอมของปลายฤดูใบไม้ผลิมาให้สูดดมเสมอ ดวงตะวันฉายแสงเจิดจ้า ท้องฟ้าก็เป็นสีคราม ทุกดอกไม้ป่าล้วนผลิบาน ที่นี่ไม่มีเสียงกล่อมจากดนตรีแจ๊ซ ไม่มีอาคารระฟ้า ไม่มีภาพของเลขาที่กำลังยั่วยวนเจ้านาย ท้องทุ่งกว้างใหญ่ ถนนทอดยาวไม่สิ้นสุด อากาศก็หยุดนิ่ง ชายในป้ายโฆษณาก็สงบถ้อยคำ แม้ว่าเขาจะยังคงพ่นควันบุหรี่ออกมาก็ตาม

เบื้องหน้า หลุมฝังศพมารดาของผม ผมรู้สึกหมดจด สะอาดบริสุทธิ์ หัวใจของผมเต้นราวกับทารกเกิดใหม่

ทุกเช้าๆ ผมจะมาที่นี่เพียงลำพัง พร้อมกับช่อดอกไม้ก่อนจะวางมันลงหน้าป้ายชื่อของมารดา และแล้วผมจะนั่งลงภายใต้เงื้อมเงาไม้ใหญ่ จ้องมองไปที่ท้องฟ้า

ผมชื่นชมความทรงจำที่มีต่อแม่ผู้โดดเดี่ยวและอยู่ห่างไกลจากผม

หลายครั้งผมจะนำบทกวีที่แต่งขึ้นเองติดตัวมาด้วย นอนลงบนพื้นหญ้าและเฝ้าอ่านมันไปมา

บางครั้งก็หยิบฮาร์โมนิก้าคู่ใจมาและเป่ามันเป็นเพลงซิมโฟนี่หมายเลขแปด

เบื้องหน้าหลุมฝังศพของแม่ ผมจะไม่สูบบุหรี่แม้เพียงตัวเดียว

นั่นเป็นเพราะแม่แพ้ควันจากบุหรี่อย่างมาก


และเนื่องจากผมมาที่สุสานนี้ทุกวัน ผมจึงคุ้นเคยกับผู้ดูแลสุสานแห่งนี้เป็นอย่างดี เขามักจะสนทนากับผมในเรื่องราวต่างๆ นานา ผมเป็นคนช่างคุยและชื่นชอบการสนทนาอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ผู้จากไป

ผมจะเล่าให้เขาฟังว่าแม่เป็นคนแบบไหน ในขณะที่เขาจะเล่าให้ผมฟังถึงผู้คนที่ถูกฝังลงที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของเขาหรือคนใกล้ชิดที่พากันมาเยี่ยมเยือนผู้จากไปก็ตามที

“คุณหลิงก็มาที่นี่บ่อยเหมือนกัน” เขาเล่าให้ผมฟังในวันหนึ่ง “และถ้าเธอมาแล้วละก็ เธอก็จะนั่งลงแบบที่คุณนั่งเช่นนี้เป็นเวลานานๆ เลยทีเดียว”

“ทำไมผมถึงไม่เคยพบเธอเลยเล่า?”

“ไม่สิ คุณเคยพบเธอแล้ว เพียงแต่เธอไม่ใช่คนช่างพูด เธอเป็นคนน่ารักมากทีเดียว อายุราวสิบแปดหรือสิบเก้าปีเห็นจะได้ รูปร่างเล็กสมส่วน บางครั้งเธอก็จะมาที่นี่กับพ่อของเธอ”

ผมจำได้แล้ว ผมเคยพบเธอจริงๆ หลายครั้งด้วยซ้ำไป เธอมักใส่น้ำหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ รูปร่างบอบบาง เพียงแต่ผมนึกหน้าตาและกิริยาท่าทางอื่นๆ ของเธอได้ไม่แจ่มชัดนัก

สิ่งเดียวที่ผมนึกได้คือ ความประทับใจในความขัดแย้งที่มีในตัวเธอ บางครั้งเธอก็แลดูเหมือนดอกไลแลคที่แสนจะโดดเดี่ยว เงียบเหงา บางครั้งเธอก็แลดูเหมือนนกพิราบที่รื่นเริงและโผบินอยู่ใต้แสงแดดแจ่มจรัสนั้น

“หลุมฝังศพไหนเป็นคนในครอบครัวของเธอ?” ผมเอ่ยถามชายผู้ดูแลสุสาน

“ทางด้านโน้น หลุมที่สี่จากขวามือของคุณ หลุมที่มีดอกไม้วางอยู่ เห็นไหม คุณหลิงเพิ่งมาเมื่อเช้านี้เอง”

หลุมฝังศพนั้นแลดูถูกจัดสร้างขึ้นอย่างประณีตและงดงาม เมื่อเปรียบเทียบกับหลุมฝังศพของแม่ผม ป้ายชื่อบนหลุมนั้นอ่านได้ว่า อูหยาง

“หลุมที่มีป้ายชื่อว่าอูหยางใช่ไหม”

“ใช่ เธอเป็นคนที่มาจากกว่างดง”

“ผู้ตายเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ คุณพอรู้ไหม?”

“น่าจะเป็นแม่ของเธอ ถ้าผมจำไม่ผิด”

“ลูกกำพร้าอีกคนที่เดินทางมาเยี่ยมแม่ผู้จากไป” ความคิดที่ว่านี้ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของผม

 

วันนั้นเมื่อผมเดินทางออกจากสุสานและกำลังมุ่งหน้าผ่านถนนสายเล็กที่ปกคลุมด้วยต้นเฟิร์นผมก็แลเห็นเธอเดินสวนทางมา

ผมพยายามพินิจพิจารณาเธอ สายลมที่พัดพาความหนาวเย็นมาจากตัวสุสานทำให้ชุดของเธอปลิวไสวไปมา นอกจากนี้มันยังพัดเส้นผมดำสลวยของเธอด้วย อันก่อให้เกิดภาพอันน่าประทับใจ

เธอมีดวงตาคู่ที่ลึกลับ มีใบหน้าที่ซีดขาวและโหนกแก้มที่ดูซูบเซียว แค่เพียงแวบแรกที่มองเธอคุณก็จะรู้สึกได้ว่าเธอมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงนัก

เธอทำให้ผมนึกถึงลำห้วยเล็กที่ใสกระจ่างในหุบเขา

เธอทำให้ผมนึกถึงหมอกจางๆ ในยามเช้า

เธอทำให้ผมนึกถึงแผ่นป้ายไฟที่ตกอยู่ในม่านฝน

ผมได้พบเธออีกหลายครั้งนับจากวันนั้น ทุกครั้งเธอจะนั่งอยู่เพียงลำพัง ยิ้มน้อยๆ จ้องมองไปที่หมู่เมฆที่ขอบฟ้า อันเป็นเหมือนประตูสีดำที่ปกปิดอาณาจักรลึกลับไว้

มีเพียงครั้งเดียวที่ผมเห็นเธอมากับเพื่อนสาวจำนวนมากและจัดปิกนิกเล็กๆ ใกล้กับหลุมฝังศพของแม่เธอ

นอกจากครั้งนั้นแล้ว เธอมักมาที่นี่เพียงลำพัง ในวันนั้นเพื่อนฝูงของเธอแย้มหัวอย่างเต็มที่ จนแม้แต่หินอ่อน สิงโตหิน หรือเสาประดับประดาหลุมศพที่หักพังก็ยังอยากมีส่วนร่วมในความยิ้มแย้มนี้ด้วย ราวกับมีเสียงตะโกนลึกลับว่า

“เมษายน ฤดูอันรื่นเริงมาถึงแล้ว”

 

ในวันนั้น ผมเองก็ยิ้มอย่างสดชื่น เสียงนกกาเหว่าคูก้องมา ในท้องทุ่งมีดอกไลแลคอวดตัวเพียงลำพัง เมื่อผมเดินกลับมหาวิทยาลัยผ่านทางถนนสายแคบนั้น ผมก็นึกได้ถึงสำเนียงกวางตุ้งขึ้นจมูกของเธอ เวลาที่เธอเรียกใครสักคนว่า “คุณ” การระลึกได้เช่นนั้นทำเอาผมลืมความหิวโหยที่มี

ผมชอบสำเนียงจากทางใต้โดยเฉพาะเมื่อออกเสียงเรียกใครสักคนว่า “คุณ”

ผมไม่ได้เห็นเธอมาที่สุสานเป็นเวลาสองวันแล้ว หลุมฝังศพแม่เธอแลดูเงียบเหงาปราศจากดอกไม้ ผมนั่งลงหน้าหลุมศพนั้น ค้อมศีรษะแสดงความเคารพเล็กน้อย ผมเองก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวเช่นกัน ผมกำลังรอคอยใครหรือสิ่งใดหรือ

ผมกำลังรอคอยเสียงระฆังที่ดังมาพร้อมกับสายลมจากโบสถ์

หรือผมกำลังรอคอยไอเย็นยามค่ำ

หรือผมกำลังรอคอยความฝันที่หม่นหมอง

หรือผมกำลังรอคอยเธอ

สิ่งเหล่านี้ผมไม่อาจรู้ได้ และทำไมผมจึงต้องรอคอยเธอด้วยเล่า ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย หรือว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความห่วงหาอาลัยที่ผมมีต่อแม่ผู้จากไป อาจเป็นเช่นนั้นกระมัง

และถ้าหากเธอมาที่นี่ ผมคงแย้มยิ้มด้วยความยินดี

สิ่งนั้นผมแน่ใจได้

 

ในวันที่สามนั้นเอง ที่ผมแลเห็นเธอกำลังนั่งลงและจ้องมองไปที่หลุมศพของแม่เธอ ผมรู้สึกสดชื่นไม่ต่างจากการได้ลิ้มรสช็อกโกแลตที่ถูกใจ ผมเดินเข้าไปหาเธอและวางดอกไม้ลงที่หน้าหลุมศพนั้น

“วันนี้คุณมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว”

ใบหน้าของผมคงเต็มไปด้วยความเขินอาย ใบหน้าของเธอนั้นก็แดงระเรื่อเช่นกัน เธอตอบคำทักทายของผมเพียงเบาๆ ก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ

หลังจากเธอพ้นไปจากสายตา ผมก็ทิ้งตัวลงนอนกับผืนหญ้าเขียวชอุ่ม ผมนึกภาพตนเองว่าปราศจากปาก ปราศจากมือ และปราศจากดวงตา

ผมเป็นดังรถไฟที่เคลื่อนไป ขึ้นและลง ขึ้นและลง

ผมอยากตะโกนดังๆ ออกมา ผมอยากออกวิ่ง ผมอยากโผบิน ร่างกายของผมเต็มไปด้วยพลังงานและแรงปรารถนา ผมช่างทรงพลังยิ่งนัก

และในบัดดลนั้นเองที่ผมพบว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำนั้นทำให้ผมไม่ต่างจากคนคลุ้มคลั่ง ทำให้ผมไม่ต่างจากคนบ้า ผมจึงเริ่มสงบจิตใจลงทีละเล็กทีละน้อย ทว่าความคิดของผมยังคงเตลิดเปิดเปิงอยู่

ผมทำให้อิเล็กตรอนจำนวนมากพุ่งผ่านไปในอากาศ และอิเล็กตรอนทุกตัวที่พุ่งผ่านนั้นแลดูมีความสุข พวกมันส่งเสียงครวญเพลงผ่านหูผมไปราวกับแมลงวัน ความคิดของผมยังดำเนินต่อไป แต่ความคิดว่าด้วยอะไรหรือ ผมไม่ล่วงรู้เลย

ผมอยากยิ้ม และยิ้มออกมา

หรือนี่คือผลจากพิษไข้แห่งฤดูใบไม้ผลิกันแน่

บางส่วนจากเรื่องสั้นชื่อ The Cemetery-หลุมฝังศพ ของ มูซื่ออิง เขียนขึ้นในปี 1932


มีคำกล่าวว่าจุดเด่นของงานเขียนของ มูซื่ออิง นั้นมีอยู่สองประการ

ประการแรก คือมันแสดงถึงความเศร้าสร้อยหรือการมองโลกในแง่ร้าย อันมีที่มาจากสังคมเมืองอันบีบบังคับและหดหู่

ในผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มสองของเขาที่มีชื่อว่า The Cemetery เขายกตัวอย่างว่าเรื่องสั้นภายในเล่มไม่ว่าจะเป็น Black Peony (ที่กล่าวถึงหญิงสาวนักเต้น) หรือ Five People in a Nightclub (ที่พูดถึงนักเที่ยว) และอีกหลายเรื่องล้วนแสดงถึงชีวิตของผู้คนที่สิ้นหวังดังนี้

“ผมเพียงอยากบรรยายถึงชายไร้หน้าบางคนที่ตกหลุมรักบางสิ่งและจมลงสู่ความพังทลาย ในสังคมของผม ผมได้พบเจอผู้คนมากมายที่ผุพังจนยากเยียวยาและถูกชีวิตเล่นงานจนพังพินาศ หากแต่พวกเขาเหล่านั้นกลับแสดงให้เห็นถึงอีกด้านของชีวิตที่มองสิ่งเหล่านั้นอย่างยโสโอหังหรือมีชีวิตชีวาเป็นที่ยิ่ง พวกเขาสวมใส่หน้ากากแห่งความสุขทับลงไปบนใบหน้าจริงอันเศร้าโศก และแม้ว่าเขาจะไม่เคยแสดงความเศร้าเหล่านั้นให้พวกเราเห็น พวกเราก็ล้วนรับรู้ได้ถึงความเปล่าเปลี่ยวในหัวใจของเขา เป็นความเปล่าเปลี่ยวที่ไม่อาจถอดถอนออกไปได้ แม้ว่าเราทุกคนไม่มีทางเข้าใจใครได้สมบูรณ์หรือบางส่วนก็ตามที พวกเราก็ยังล้วนมีจุดตัดขาดทางความรู้สึกกับคนอื่นเสมอ และพวกเราทุกคนก็ล่วงรู้ข้อจำกัดของตนเองดี ยิ่งชีวิตขมขื่นมากเพียงใด ยิ่งมนุษย์อ่อนไหวมากเพียงใด ความเปลี่ยวเหงาเช่นนี้ก็จะลงลึกถึงก้นบึ้งของพวกเขามากเพียงนั้น”

จุดเด่นประการที่สองของงานเขียนของ มูซื่ออิง คือการบรรยายทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวละครหรือฉากราวกับถูกถ่ายทำด้วยกล้องภาพยนตร์ เทคนิคที่ว่านี้มีชื่อเรียกว่า Cinematique หรือ Cinematic นั่นเอง

โดยในเรื่องสั้นชื่อ หลุมฝังศพ ของ มูซื่ออิง เราจะเห็นได้ถึงความสามารถของเขาในการบรรยายความทุกข์ตรมของตัวละครทั้งสองอันได้แก่ผู้เล่าเรื่องคือ เกหยวน และคุณหลิง ตัวละครเอกอีกคน ทั้งคู่ล้วนสูญเสียผู้เป็นแม่ หากแต่ในบุคคลหนึ่งกลับแสดงออกด้วยความสงบ อดกลั้น และอีกบุคคลหนึ่งแสดงออกด้วยความวิปลาสพร้อมจะเสียสติไป

กระนั้น ตัวละครทั้งคู่ก็แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ที่ไม่อาจบรรเทาได้อันเป็นสิ่งที่ มูซื่ออิง กล่าวว่า “มันเป็นความเหงาจากก้นบึ้งนั่นเอง”

ภาพของตัวละครเคลื่อนไปรอบๆ พร้อมกับหมู่เมฆ กลิ่นดอกไม้ที่วางอยู่เหนือหลุมฝังศพ ราวกับมีใครสักคนนำกล้องออกถ่ายทำตัวละครเหล่านั้นแบบไม่ให้คลาดสายตา


อิทธิพลของงานเขียนแบบนี้ถูกนำมาจากประเทศญี่ปุ่นในกลุ่มนักเขียนที่นิยมบรรยายให้เห็นถึงความเศร้าและไม่จีรังของชีวิตที่มีชื่อเรียกกลุ่มว่า Shinkankakuha -ชินคันคากูฮะ

ซึ่งแปลว่ากลุ่มที่เน้นงานเขียนเชิงสะเทือนใจ (นักเขียนที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้คือ ยาสึนาริ คาวาบาตะ เป็นต้น)

การที่ มูซื่ออิง ได้รับอิทธิพลจากนักเขียนญี่ปุ่นก็ตาม

การที่เขาคลุกคลีอยู่ในไนต์คลับและโรงเต้นรำที่มีชาวญี่ปุ่นสังสรรค์อยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม

นำไปสู่การสังหารเขาอย่างลึกลับในข้อหาสายลับแห่งกองทัพกวางต่ง

ไม่มีบทพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในความตายของมู่ซื่ออิง

เรารู้เพียงคำร่ำลือที่ว่า กลุ่มที่ลงมืออาจเป็นขนวนการใต้ดินภายใต้การดูแลของท่านนายพล เจียงไคเช็ก และสายลับ นามไต้ลี่ -Dai Li

บทความก่อนหน้านี้California Dreaming : การฟื้นคืนของมนุษย์ดอกไม้ : *คำให้การของ Old Hippie
บทความถัดไปสุรชาติ บำรุงสุข : สยามในกระแสสากล! จากบางกอกสู่เจนีวา