ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีนแอนตี้โควิดในโลก (3)/การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ

เกษียร เตชะพีระ

การเมืองวัฒนธรรม

เกษียร เตชะพีระ

 

ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีนแอนตี้โควิดในโลก (3)

 

เพื่อให้สามารถบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่จากโรคระบาดโควิด-19 ได้ในขอบเขตทั่วโลก

คาดว่าต้องใช้วัคซีนแอนตี้โควิดประมาณ 10 ถึง 15 พันล้านโดส

ทว่ารอบปีที่ผ่านมาประมาณการณ์ว่าแหล่งผลิตวัคซีนแอนตี้โควิดทั่วโลกผลิตออกมารวมกันได้ราว 6 พันล้านโดสเท่านั้น (https://www.democracynow.org/2021/5/5/trips_waiver_covid_vaccines_wto)

ขณะที่กำลังการผลิตวัคซีนแอนตี้โควิดทั่วโลกอยู่ที่เดือนละราว 1.5 พันล้านโดส (http://www.ipsnews.net/2021/10/better-late-never-act-now/)

นั่นหมายความว่า กว่าจะมีวัคซีนเพียงพอที่จะบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่จากโควิด-19 ทั่วโลกก็ตกราวกลางปีนี้เป็นอย่างช้า โดยที่มีความไม่แน่นอนจากการคลี่คลายขยายตัวใหม่ของโรคระบาดโควิด-19 ที่เราไม่รู้เท่าทัน และไม่อาจคาดเดาได้อีกหลายประการ อาทิ การกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาเป็นสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน การต้องใช้วัคซีนเพิ่มขึ้นอีกเพื่อฉีดเข็มเสริมรองรับสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่างที่หลายประเทศรวมทั้งไทยกำลังฉีดเข็มสามเข็มสี่กันอยู่ รวมไปถึงการกระจายวัคซีนที่มีไปในหมู่ประชากรโลกอย่างไม่ทั่วถึงเท่าเทียม หากแตกต่างเหลื่อมล้ำกันอย่างยิ่งดังแผนภูมิด้านบนบ่งชี้

ข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกที่ว่า “ไม่มีใครปลอดภัยจากโควิด-19 จนกว่าทุกคนจะปลอดภัย” (No one is safe from COVID-19 until everyone is safe. https://www.who.int/news-room/photo-story/photo-story-detail/No-one-is-safe-from-COVID19-until-everyone-is-safe) จึงไม่ใช่แค่คำขวัญสวยหรูกินใจ หากเป็นข้อความจริงเชิงปฏิบัติ

เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้ประเทศยากไร้ที่ขาดแคลนวัคซีนกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อฟักตัวกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้เสมอ ซึ่งในที่สุดก็จะเกิด “โรคยาภิวัตน์” (pandemicization https://bipartisanpolicy.org/blog/opinion-pandemicization-the-new-securitization-in-cross-border-and-travel-governance/) แผ่เชื้อกระจายกว้างกลับไปในโลกรวมทั้งในเหล่าประเทศร่ำรวยที่อุดมวัคซีนด้วย

ยังมิพักต้องพูดถึงมิติเศรษฐกิจที่มีการประเมินว่าในฉากทัศน์ปีที่แล้วซึ่งประเทศร่ำรวยได้รับวัคซีนทั่วถึง ทว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้รับวัคซีนนั้น เศรษฐกิจโลกน่าจะเสียหายถึง 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกึ่งหนึ่งเป็นความเสียหายที่ตกแก่เหล่าประเทศร่ำรวยนั่นเอง

(https://www.democracynow.org/2021/5/5/trips_waiver_covid_vaccines_wto)

ประชากรโลก 14% ถือครองอุปทานวัคซีนในโลกไว้ถึง 53% ของทั้งหมด แหล่งข้อมูล Oxfam อ้างจากสำนักข่าว CBS, 2 มกราคม 2565, https://www.cbsnews.com/video/vaccine-doses-unevenly-distributed-among-rich-and-poor-nations/

ในสภาพเช่นนี้ การเร่งผลิตวัคซีนแอนตี้โควิดให้ได้ปริมาณมากที่สุดโดยเฉพาะเพื่อสนองตอบความจำเป็นฉุกเฉินในการรักษาชีวิตสุขภาพและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมได้อย่างปกติต่อเนื่องของประชากรในภูมิภาครายได้ต่ำของโลกอย่างทวีปแอฟริกาและเอเชียใต้จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนสูงสุดอันดับแรก

โดยมีข้อเสนอให้ยกเว้นสิทธิบัตรวัคซีนแอนตี้โควิด (COVID vaccine patent waiver) จากข้อตกลงการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือข้อตกลงทริปส์ (TRIPS : Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) กับองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นการชั่วคราวในระหว่างภาวะฉุกเฉินด้านสุขอนามัยของโลก

ข้อยกเว้นดังกล่าวถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกต่อองค์การการค้าโลกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ.2020 โดยประเทศอินเดียกับแอฟริกาใต้ เนื่องจากทั้งสองประเทศคาดการณ์ว่าเหล่าประเทศซีกโลกใต้ (รายได้ต่ำ) น่าจะประสบความยากลำบากในการจัดหาวัคซีนและการเยียวยารักษาโรคระบาดโควิด-19 มาใช้ได้เพียงพอและทันท่วงทีต่อไปข้างหน้า

ทั้งคู่จึงขอให้ยกเว้นข้อความ 4 ตอนในข้อตกลงทริปส์ซึ่งครอบคลุมทรัพย์สินทางปัญญา 4 ประเภทอย่างเฉพาะเจาะจง อันเป็นบทตอนที่ส่งผลกีดกันให้ไม่อาจผลิตวัคซีนแอนตี้โควิดในปริมาณมากขึ้นได้ รวมทั้งปิดกั้นการผลิตยารักษาและชุดตรวจวินิจฉัยด้วย

ทั้งนี้ก็เพื่อให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคมีช่องทางออกใบอนุญาตให้เปิดการผลิตวัคซีนแก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นของตัวเองอย่างเสรีโดยมิพักต้องขอความเห็นชอบจากบริษัทผู้ถือสิทธิบัตรวัคซีนก่อน อันจะส่งผลเพิ่มพูนแหล่งผลิตโดสวัคซีนแอนตี้โควิดเป็นทวีตรีคูณจนมากพอให้ทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนในทางเป็นจริงเพื่อเผชิญหน้าภาวะฉุกเฉินทางสุขอนามัยที่เกิดจากโควิดระบาด

ปรากฏว่าข้อเสนอยกเว้นสิทธิบัตรวัคซีนแอนตี้โควิดที่ริเริ่มจากสองประเทศดังกล่าว มีประเทศภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกเข้าร่วมสปอนเซอร์รวม 64 ประเทศ และยังมีประเทศภาคีสมาชิกอื่นซึ่งเห็นชอบยินดีสนับสนุนอีก นับรวมกันแล้วเป็นร้อยประเทศ

 

ทว่านั่นไม่เพียงพอที่จะผ่านออกมาเป็นมติเพราะองค์การการค้าโลกดำเนินงานผ่านฉันทามติของภาคีสมาชิกทั้ง 164 ประเทศ และในจำนวนนี้มีหลายประเทศคัดค้านข้อเสนอดังกล่าวหัวชนฝา ที่สำคัญได้แก่ สหภาพยุโรป เยอรมนี นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา รวมทั้งสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งไม่เพียงแต่ค้านข้อเสนอนี้ หากกระทั่งยังไม่ยอมแม้แต่ปล่อยให้ถกอภิปรายตัวบทเนื้อหาของข้อเสนอนี้กันในที่ประชุมองค์การการค้าโลกด้วยซ้ำไป (https://www.aljazeera.com/opinions/2021/11/30/rich-countries-must-stop-blocking-the-covid-vaccine-patent-waiver & https://www.lemonde.fr/planete/article/2021/12/17/vaccins-contre-le-covid-19-le-debat-sur-la-levee-des-brevets-dans-l-impasse_6106439_3244.html)

ระหว่างข้อเสนอนี้ติดหล่มจมปลักเป็นแรมปีอยู่ในองค์การการค้าโลก คู่เห็นแย้งก็ต่างฝ่ายต่างระดมพลังหาพันธมิตรเป็นกระบอกเสียงป่าวร้องผลักดันและโต้แย้งฝ่ายตรงข้าม

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการยกเว้นสิทธิบัตรวัคซีนแอนตี้โควิดชั่วคราวมีตั้งแต่ประธานาธิบดีอเมริกันคนปัจจุบัน โจ ไบเดน, ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส, เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ อันโตนิอู กุแตเรช, บรรดาผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาต่างๆ มากหลาย, อดีตประมุขรัฐนานาประเทศ, แพทย์และนักวิทยาศาสตร์, ปัญญาชนสาธารณะระดับสากลและภูมิภาค อาทิ

ดร.แอนโธนี เฟาชี หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของประธานาธิบดีไบเดน, โจเซฟ สติ๊กลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันรางวัลโนเบลปี 2001, โนม ชอมสกี้ นักภาษาศาสตร์และปัญญาชนอนาธิปัตย์อาวุโสชาวอเมริกัน, เบอร์นี แซนเดอส์ วุฒิสมาชิกหัวสังคมนิยมประชาธิปไตยชาวอเมริกัน, โจโม ควาเมซุนดาราม นักเศรษฐศาสตร์และปัญญาชนสาธารณะชาวมาเลเซียชื่อดัง อดีตผู้ช่วยเลขาธิการองค์การสหประชาชาติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

วอลเดน เบลโล นักวิชาการและนักเคลื่อนไหววิพากษ์โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรเอ็นจีโอ Focus on the Global South และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

 

ส่วนฝ่ายคัดค้านการยกเว้นสิทธิบัตรวัคซีนแอนตี้โควิดชั่วคราวสุดลิ่มทิ่มประตูได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตยาและเวชภัณฑ์ระดับโลก (Big Pharma ยายักษ์ใหญ่) ที่ทำรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการขายวัคซีน ยังไม่นับยอดเงินงบประมาณอุดหนุน 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่บริษัทยาทั้งหลายได้จากรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อเป็นทุนวิจัยและผลิตวัคซีนแอนตี้โควิด

พวกยายักษ์ใหญ่ใช้วิธีล็อบบี้สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลประเทศที่บริษัทตนตั้งอยู่อย่างหนัก ดังปรากฏว่าบรรดาทีมทำงานที่แวดล้อมใกล้ชิดประธานาธิบดีไบเดนอยู่อย่างน้อย 3 คนและวุฒิสมาชิกจากมลรัฐเดลาแวร์ของไบเดนเองมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนแอนตี้โควิด และบริษัทยาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ให้ช่วยวิ่งเต้นสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐให้คัดค้านการยกเว้นสิทธิบัตรวัคซีนในอัตราล็อบบี้ยิสต์ 1 คนดูแลรับผิดชอบวิ่งเต้นสมาชิกสภา 20 คน เป็นต้น

ขณะโพลบ่งชี้ว่าสาธารณชนอเมริกัน 60% เห็นด้วยกับการยกเว้นสิทธิบัตรวัคซีนแอนตี้โควิดและเป็นพลังกดดันให้ประธานาธิบดีไบเดนตกปากรับคำว่าจะไม่ปล่อยให้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทยามาแทรกแซงการที่โลกจะได้เข้าถึงวัคซีน

(ต่อสัปดาห์หน้า)