อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ซานไห่ เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ผลัดใบ (13)

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com

วันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1933 ตำรวจกลุ่มหนึ่งได้บุกอาคารที่พักอาศัยแถวถนนคุนชานในซานไห่และจับนักเขียนหัวก้าวหน้านาม ถิง หลิง-Ding Ling รวมถึงสามีของเธอคือ เฟิง ดา-Feng Da และมิตรสหายชาวคอมมิวนิสต์คนหนึ่ง

หลังจากวันนั้นบุคคลทั้งหมดก็หายสาบสูญไป

การลักพาตัวเช่นนี้ได้รับการประท้วงจากเลขาธิการของสหพันธ์สิทธิมนุษยชนนาม หยาง ซิงโฝ-Yang Xingfo

หากแต่หยางกลับเจอการข่มขู่จากตำรวจให้เงียบเสียงและในไม่ช้าเขาก็ถูกสังหารโดยมือสังหารคนหนึ่งภายใต้การบัญชาของ ไต้ ลี่

พยานคนหนึ่งที่แลเห็นการลักพาตัว ถิง หลิง จำเลขทะเบียนรถที่ลักพาตัวได้คือ 4223 ซึ่งเป็นรถที่ขึ้นอยู่กับหน่วยตำรวจนครบาลซานไห่ และผู้ที่เบิกรถคันนั้นไปใช้ในคืนนั้นเป็นนายตำรวจนาม หม่า เจ้าหวู่-Ma Shaowu

หนึ่งเดือนหลังการหายสาบสูญของ ถิง หลิง นายตำรวจ หม่า เจ้าหวู่ ปรากฏตัวขึ้นที่โรงเต้นรำนามหวานใจ-Sweetheart บนถนนฟูโจว และในขณะที่เขาลงจากรถนั้นเอง ชายกลุ่มหนึ่งก็โผล่ออกจากตรอกบริเวณนั้นและกระหน่ำยิงเขา

หม่า เจ้าหวู่ สิ้นใจก่อนที่เขาจะมีโอกาสใช้ปืนประจำตัวเสียอีก

ทุกคนร่ำลือกันว่านี่เป็นการแก้แค้นจากฝ่ายคอมมิวนิสต์

ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับประจำซานไห่ของ หม่า เจ้าหวู่ ได้รับการสืบทอดโดย หวัง ยงหวน-Wang Yonghuan ผู้ซึ่งยังคงมุ่งทำลายการพบปะของฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างต่อเนื่อง

แต่ทว่าคืนวันที่ 23 สิงหาคม 1933 ในขณะที่ หวัง กำลังโดยสารลิฟต์ลงมายังชั้นล่างหลังเยี่ยมเยือนเพื่อนสนิทของเขาที่โรงแรมซันซัน

เขาและนายตำรวจติดตามก็ถูกมือสังหารไม่ปรากฏนามสองคนยิงจนเสียชีวิต


ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องสิทธิมนุษยชนในซานไห่ต่อจาก หยาง ซิงโฝ คือ ฉี เหลี่ยงไจ๋-Shi Liangcai ผู้ที่นอกจากจะมีตำแหน่งในสหพันธ์สิทธิมนุษยชนแล้ว ฉียังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ชั้นนำในซานไห่คือ เฉินเป่า อีกด้วย

ฉีนั้นได้ใช้หนังสือพิมพ์ที่เขามีอยู่ในมือโจมตีกรณีความตายของ หยาง ซิงโฝ ว่าเกิดจากน้ำมือของฝ่ายรัฐบาลเจียง ไคเช็ก (ซึ่งเกิดจากน้ำมือของไต้ ลี่ และ ตู้ ยูเชิง เจ้าพ่อซานไห่ พี่น้องร่วมสาบานของ ไต้ ลี่)

บทบาทในการเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนและการออกตัวต่อต้านญี่ปุ่นอย่างแข็งขันของเขาทำให้ เจียง ไม่พอใจอย่างมาก เขาสั่งให้ ไต้ ลี่ จัดการสังหาร ฉี เสียแต่ว่างานครั้งนี้เป็นงานที่ยากเย็นที่สุดชิ้นหนึ่งของชายผู้มีนามว่า ไต้ ลี่

ในขณะที่แผนสังหาร ฉี ดำเนินไป วันที่ 12 สิงหาคม 1933 หนังสือพิมพ์อีกฉบับอันได้แก่ เซียว กงเป่า ก็เปิดเผยแผนสังหารบุคคลต่างๆ ของขบวนการเสื้อสีน้ำเงิน-Blueshirt Society ที่เป็นหน่วยงานใต้ดินอีกหน่วยหนึ่งที่ทำงานภายใต้การดูแลของ ไต้ ลี่ และเจียง ไคเช็ก

ในข่าวเผยตัวบุคคลที่ทำงานลับๆ ให้หน่วยงานนี้ถึง 57 คน โดยแบ่งออกเป็นสิบสี่หน่วยภายใต้การนำของ ไต้ ลี่ และ เจ้า หยงซิง-Zhao Yongxing

หกหน่วยนั้นรับผิดชอบในเขตเช่าของฝรั่งเศส ห้าหน่วยอยู่ในเขตปกครองของตะวันตก และอีกสามหน่วยอยู่ในเขตของจีน

ผู้คนในหน่วยเหล่านี้ล้วนมีอาวุธครบครัน และมักแฝงตัวในรูปของกรรมกรก่อสร้างบ้าง คนลากรถบ้าง หมอดูบ้าง หรือไม่ก็เป็นคนขายอาหารตามท้องถนน

สภาวะการปกปิดตนเองเช่นนี้เพื่อง่ายสำหรับการติดตามบุคคลที่ต้องการหรือหมายหัวและลงมือสังหารบุคคลเหล่านั้นเมื่อมีโอกาส

แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันในข้อเท็จจริง แต่ข่าวนี้ก็ทำความเสียหายให้กับ เจียง ไคเช็ก และ ไต้ ลี่ มากทีเดียว มีความหวาดกลัวว่าจะมีการเปิดโปงมากขึ้นอีกจากสื่อมวลชน

การเร่งรัดให้สังหารฉีจาก เจียง ไคเช็ก เพื่อกำราบเหล่าสื่อมวลชนจึงมีขึ้น

ทว่า ฉีนั้นอาศัยอยู่ในเขตปกครองของตะวันตกซึ่งมีการดูแลจากกองกำลังต่างชาติและทำให้การลงมือสังหารเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก

พวกมือสังหารต้องเฝ้ารอเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี เมื่อฉีเริ่มวางใจว่าภยันตรายต่อตัวเขาน่าจะเบาบางแล้วและตัดสินใจออกจากที่พักในเขตปกครองของตะวันตกไปพักผ่อนพร้อมครอบครัวที่ทะเลสาบหางโจวในเดือนตุลาคม ปี 1934

ทันทีที่ทราบข่าว ไต้ ลี่ สั่งการให้ส่งมือสังหารหกคนภายใต้การนำของ เจ้า หลี่จุน-Zhao Lijun และ หวัง กีฉวน-Wang Kequan ให้เดินทางไปหางโจวโดยด่วน

รถลิมูซีนสีดำคันหนึ่งมุ่งหน้าจากสำนักงานใหญ่ของหน่วยสืบราชการลับหรือจูนถงในนานกิงไปหางโจวพร้อมกับแผ่นป้ายทะเบียนปลอมของธนาคารแห่งหนึ่ง

 

วันที่ 14 พฤศจิกายน 1934 ฉีและครอบครัว อันได้แก่ ภรรยาของเขา เฉิน จิ้วสุย -Shen Qiushui ลูกชายของเขา ฉี หยงเกิ้ง -Shi Yonggeng หลานของเขา เฉิน หลี่จวน-Shen Lijuan และเพื่อนของลูกชายคือ เติ้ง สู้ซุน-Deng Zuxun ได้เดินทางกลับซานไห่ผ่านทางถนนหลวงสายฮูอัง

เมื่อรถยนต์ของ ฉี มาถึง บอยเซิน ซึ่งไม่ไกลจากท่าเรือเหวินเจี๋ยในเมืองไฮหนิง รถของฉีก็ถูกขวางด้วยรถยนต์คันหนึ่ง และขณะที่คนขับรถของฉีเบาเครื่องยนต์ลง ประตูรถของรถคันนั้นก็เปิดขึ้น มือสังหารทั้งหมดลงจากรถพร้อมปืนกลมือที่กระหน่ำยิงอย่างไม่ยั้ง

คนขับรถและเพื่อนนักเรียนของลูกชายสิ้นใจทันที ส่วนบุคคลที่เหลือเปิดประตูลงจากรถแล้วพยายามวิ่งหนี

ภรรยาของฉีและหลานถูกยิงบาดเจ็บล้มลงข้างทาง

ส่วนลูกชายของเขาวิ่งหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่ฉีถูกยิงเสียชีวิตหลังออกจากรถและร่างของเขาถูกโยนทิ้งลงข้างทาง

ทุกอย่างถูกเตรียมการมาอย่างดี ในวันนั้นหัวหน้าตำรวจท้องที่คือ เจ้า หลงเหวิน-Zhao Longwen เรียกประชุมตำรวจทุกหน่วยและทำให้มือสังหารขับรถกลับฐานที่มั่นในเกียงสูได้อย่างราบรื่น

ไต้ ลี่ ได้รับข่าวความสำเร็จนี้แทบจะทันที เมื่อเจ้า หลงเหวิน ส่งรหัสมอร์สถึงน้องเขยของ ไต้ ลี่ ว่า สินค้าที่ฮางโจวถูกขายไปแล้ว

ความตายของ ฉี เหลียงไจ๋ ซึ่งตามติดมาจากความตายของ หยาง ซิงโฝ ถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากกรมการบริหารเมืองซานไห่ซึ่งฉีเป็นหนึ่งในกรรมการนั้นด้วย

ทุกคนพากันยื่นใบลาออกทำให้รัฐบาลของ เจียง ไคเช็ก ที่นานกิงต้องแสดงท่าทีด้วยการส่งจดหมายแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของ ฉี และสั่งการให้ตำรวจในท้องที่เร่งรัดคดีนี้

เจ้า หลงเหวิน หัวหน้าตำรวจ รับลูกด้วยการติดประกาศให้รางวัลถึงหนึ่งหมื่นหยวนสำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสของมือสังหารได้

ตู้ ยูเชิง เจ้าพ่อซานไห่และพี่น้องร่วมสาบานของ ไต้ ลี่ ไม่ปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้หลุดลอยไป เขาสมัครเข้าเป็นกรรมการบริหารเมืองซานไห่ ในตอนนั้น ตู้ ดำรงตำแหน่งทั้งผู้ช่วยประธานกรรมการกาชาดจีนในซานไห่ และยังเป็นประธานองค์กรต่อต้านการเสพฝิ่นอีกด้วย

อันเป็นสิ่งที่น่าขันที่เจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ที่สุดของเมืองทำหน้าที่ต่อต้านการเสพยาในเวลาเดียวกัน

ความลักลั่นและขัดแย้งเช่นนี้จะเข้าใจได้เมื่อเราล่วงรู้ว่านโยบายปราบปรามฝิ่นของ เจียง ไคเช็ก นั้นมีขึ้นเพื่อที่เขาจะทำหน้าที่ผูกขาดการจำหน่ายฝิ่นแต่เพียงผู้เดียว

 

ตู้ยูเชิง เจ้าพ่อซานไห่นั้น เกิดที่ผูตงหรือทางตะวันออกของแม่น้ำฮวงผู แม่น้ำสายหลักในซานไห่ บ้านเกิดของเขานั้นสร้างจากดินเหนียวอันเป็นบ้านที่พบเห็นทั่วไปในผูตงยามนั้น

คนผูตงมีฐานะยากจนและอาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตามากที่สุดคือการเป็นขอทาน

ว่ากันว่า เมื่อใดก็ตามที่จำนวนขอทานในซานไห่มากเกินไป ตำรวจจะออกกวาดจับพวกขอทานเหล่านี้และจับพวกเขามัดโยงเป็นกลุ่มเอาขึ้นเรือข้ามแม่น้ำฮวงผูแล้วนำไปปล่อยที่ผูตง ทว่าขอทานเหล่านั้นเมื่อสะสมเงินได้มากพอจะว่าจ้างเรือนำพวกเขากลับมาที่ซานไห่อีกครั้ง

เด็กชายตู้ เกิดในปี 1887 ตอนปลายของราชวงศ์เช็ง แม่ของเขาเสียชีวิตหลังจากคลอดน้องสาวของเขาได้ไม่นาน

ส่วนน้องสาวของเขานั้นเมื่อปราศจากแม่ที่จะให้นมได้ พ่อของตู้จึงตัดสินใจยกเธอให้กับคนอื่น

หลายปีผ่านมา เมื่อตู้ประสบความสำเร็จและมีฐานะมั่งคั่ง เขาพยายามตามหาตัวน้องสาวแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ พ่อของตู้ไม่ได้แต่งงานใหม่หากแต่รับหญิงคนหนึ่งเข้ามาอยู่ร่วมด้วยซึ่งเธอได้ทำหน้าที่แม่เลี้ยงให้กับเด็กชายตู้

แต่เมื่อเขาอายุได้ห้าขวบ เกิดอากาศแปรปรวนจนส่งผลให้พ่อของเขาล้มเจ็บลงและตายจากไป ตู้ต้องอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงเพียงลำพังจนเขามีอายุได้แปดขวบ

นครซานไห่ประสบปัญหาแผ่นดินไหวและโรคอหิวาต์ระบาด แม่เลี้ยงของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับอีกเช่นกัน และเด็กชายตู้ต้องอยู่ในโลกนี้เพียงลำพัง

เขาอาศัยการเลี้ยงชีพด้วยการทำทุกอย่างตั้งแต่รับจ้างเล็กน้อยจนเล่นการพนันขันต่อทุกรูปแบบเพื่อยาไส้

และแล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงการข้ามฝั่งแม่น้ำไปหาชีวิตที่ดีกว่า ญาติคนหนึ่งของเขาที่พอรู้จักแม่ค้าขายผลไม้ในซานไห่รับปากว่าจะฝากตู้เข้าไปทำงาน และเช้าวันหนึ่งของปี 1902 ที่ ตู้ ยูเชิง มีอายุได้สิบห้าปี เขาพร้อมกับห่อเสื้อผ้าติดกายก็จากผูตงไป

ตู้ ยูเชิง ทำงานอยู่ที่ร้านขายผลไม้นั้นเป็นเวลาราวสามถึงสี่ปี แต่ดูเหมือนจะไม่มีอนาคตใดๆ รอเขาอยู่เบื้องหน้า ทว่าวันหนึ่งขณะที่ ตู้ ยูเชิง กำลังชมการแสดงของพวกละครเร่บนท้องถนน เขาก็พบกับชายลูกจ้างคนก่อนของร้านที่ลาออกไปเปิดกิจการขายผลไม้ของตนเอง

ชายคนนั้นชวนตู้ไปทำงานด้วยโดยจะให้ทั้งที่พักและรายได้ที่มากขึ้น ตู้ตอบตกลงในทันที

และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขามีเงินพอจะสำรวจอนาคตของนครซานไห่ด้วยสายตาของตนเอง

 

ตู้พบว่าซานไห่เป็นดินแดนที่เชื่อมจีนเข้ากับโลกตะวันตก

นอกเหนือจากสมญานามที่ว่าปารีสตะวันออกแล้ว ซานไห่ยังเป็นเมืองที่ต้อนรับชาวตะวันตกอย่างไม่มีเมืองใดเทียบได้

ร้านขายผ้าไหมบนถนนนานกิง โรงเต้นรำบนถนนฟูโจว เหล่ากะลาสีเรือคลาคล่ำที่บลัดอัลลี่ย์ ทำให้โลกใต้ดินของซานไห่ที่ประกอบไปด้วยการพนัน โสเภณี และนักเลงหัวไม้แฝงตัวเจริญงอกงามไปพร้อมๆ กัน

Flower and Fume – ดอกไม้และไอควันคือสิ่งที่เป็นสมญานามของโลกใต้ดินในซานไห่

ดอกไม้นั้นหมายถึงเหล่าหญิงงามที่ทำงานบริการในนครแห่งนี้

ส่วนไอควันนั้นหมายถึงกลิ่นฝิ่นที่โชยชื่นมาจากโรงฝิ่นนานา

ตู้ที่เคยชินกับชีวิตเช่นนั้นมาแต่ผูตงไม่รอช้าที่จะเรียนรู้โลกที่ว่าและเมื่อเขาได้พบกับชายคนหนึ่งในบ่อนที่เป็นสมาชิกอั้งยี่กลุ่มหนึ่งที่มีนามว่าแก๊งสีเขียวหรือ ชิง ปัง

ตู้ ยูเชิง ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใต้ดินนั้นในที่สุด

บทความก่อนหน้านี้เปลี่ยนผ่าน : “ทุกข์” ที่ไม่อาจแก้ เมื่อ “ชาวหอ” ต้องก้มหน้ารับชะตากรรม อัตรา “ค่าน้ำ-ไฟ” ไร้เพดานควบคุม
บทความถัดไปนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ : บุกให้แหลก แหกตาดูโลก (ตอนแรก)