สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง/เทรนด์ใหม่ หมอพื้นบ้านปลูกและอนุรักษ์สมุนไพร ในที่ดินตนเองและชุมชน

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

เทรนด์ใหม่

หมอพื้นบ้านปลูกและอนุรักษ์สมุนไพร

ในที่ดินตนเองและชุมชน

 

หมอพื้นบ้านมาก่อนกาล หรือพูดได้ว่าก่อน “การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ COP 26” ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ณ เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ มีผู้นำจาก 100 ประเทศทั่วโลกให้คำมั่นและข้อตกลงว่าจะร่วมกันทำงานเพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกินกว่า 1.5-2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยระงับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดโลกร้อน คือ การลดการตัดไม้ทำลายป่าและช่วยกันปลูกป่าเพิ่มหรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุด

หมอพื้นบ้านคือกลุ่มคนหนึ่งที่สืบสายธารภูมิปัญญาท้องถิ่นจากอดีตสู่ปัจจุบัน ที่เป็นนักปลูกและอนุรักษ์พันธุ์พืช

แม้ว่าหมอพื้นบ้านต้องออกหาตัวยาสมุนไพร ทั้งตัดใบ กิ่ง แก่น หรือขุดเหง้าหัวเพื่อมาปรุงยาแต่ก็ไม่ใช่นักล่าล้างเผ่าพันธุ์พืช

หมอพื้นบ้านจะนำเอาตัวยามาใช้เท่าที่จำเป็น

และที่สำคัญยังปลูกเพิ่มทั้งในที่ตนเองและป่าในหมู่บ้านหรือพื้นที่สาธารณะในชุมชนด้วย

 

จากรายงานการศึกษา “ป่าชุมชนกับภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ” ของพยอม ดีน้อย ที่นำเสนอในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 พบว่า หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นคณะกรรมป่าชุมชน และเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนด้านสมุนไพรเพื่อดูแลรักษาสุขภาพของคนทั้งในและนอกชุมชน

ตำรับยาสมุนไพรที่พบว่ายังมีการรักษาอยู่ในปัจจุบัน คือ (1) ตำรับยารักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (2) ตำรับยาบำรุง (ร่างกาย/เลือดและลม/น้ำนม) (3) ตำรับยาดูแลสตรีหลังการคลอดบุตร (4) ตำรับยาลม (5) ตำรับยารักษาเบาหวาน (6) ตำรับยารักษาความดัน เป็นต้น

นอกจากนี้ หมอพื้นบ้านจะมีตำรับยาสมุนไพรประจำตระกูล แต่ละตำรับมีจำนวนสมุนไพร 5-10 ชนิด ปริมาณการใช้สมุนไพรนั้น หมอหนึ่งคนจะเก็บสมุนไพรแต่ละชนิดไว้ในคลังยาของหมอประมาณ 20-50 กิโลกรัมต่อปี และดูแลรักษาคนไข้ประมาณ 5-10 คนต่อเดือน

หมอบางคนดูรักษาคนไข้มากกว่า 50 คนต่อเดือน หมอพื้นบ้านในแต่ละชุมชนมีประมาณ 5-10 คน

 

จากการสำรวจของมูลนิธิสุขภาพไทย ในคราวการจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562 ก็พบเช่นกันว่าในพื้นที่ป่าชุมชน 8 แห่ง ในเขตภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ หมอพื้นบ้านยังคงมีบทบาทในการดูแลสุขภาพคนในชุมชน

และต่อมาได้ร่วมขับเคลื่อนงานกับสมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การทำงานขับเคลื่อนและลงพื้นที่ 5 จังหวัดมาตั้งแต่ปลายปี 2563 กับเครือข่ายหมอพื้นบ้าน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แพร่ อุดรธานี บุรีรัมย์ และพัทลุง

ผลการดำเนินงานเบื้องต้นกับการค้นหาหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์รักษานานเกิน 10 ปี (หลายคนมากกว่า 20 ปี) ซึ่งคัดกรองหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์จังหวัดละ 30 คน

โดยเกณฑ์สำคัญคือหมอพื้นบ้านทั้งหมดนี้ยังทำงานให้บริการดูและสุขภาพคนในชุมชนเสมอมา

ขณะนี้พบตำรับยาทั้งหมด 343 ตำรับ ซึ่งใช้สมุนไพรถึง 556 ชนิด ซึ่งพบสมุนไพรที่ใช้ในตำรับยาบ่อยๆ ร่วมกันของทั้ง 5 จังหวัดใน 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝาง ไพล กำแพงเจ็ดชั้น พริกไทย หญ้าคา ขมิ้นชัน เปล้าใหญ่ ฮ่อสะพายควาย ข้าวเย็นเหนือ

นอกจากนี้ แต่ละจังหวัดก็มีสมุนไพรที่หายากที่ต้องเร่งอนุรักษ์หรือปลูกเพิ่ม

เช่น จังหวัดเชียงรายควรเพิ่มต้นกำแพงเจ็ดชั้น กำลังเสือโคร่ง ฯลฯ จังหวัดแพร่หายากแล้วคือ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ฯลฯ จังหวัดอุดรธานีหายากคือต้น ตากวง ตาไก้ ฯลฯ จังหวัดบุรีรัมย์ควรเพิ่ม ต้นนมสาว(มะไฟแรด) สบู่เลือด ฯลฯ จังหวัดพัทลุงที่ส่งเสริมให้ปลูกประดงเลือด ประดงข้อ ฯลฯ และมีการสำรวจสมุนไพรที่มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจอีกด้วย

ตัวอย่างน่าสนใจของหมอสวาท จันทร์แดง หมอพื้นบ้านจังหวัดพัทุลง ได้มีการปลูกสมุนไพรในพื้นที่ของตนเอง โดยปลูกร่วมกับยางพารา เมื่อเดินเข้าไปในสวนยางของหมอสวาท จะพบต้นปลาไหลเผือกปลูกเรียงกัน 2 ข้างทางเดิน และมีสมุนไพรอื่นๆ อีกหลายสิบชนิด เป็นพื้นที่เรียนรู้สมุนไพรของนักศึกษาแพทย์แผนไทยในพื้นที่

สำหรับเครือข่ายหมอพื้นบ้านจังหวัดแพร่กำลังส่งเสริมให้มีการปลูกฮ่อม เพราะเป็นทั้งสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจ เนื่องจากปริมาณต้นฮ่อมลดลงมาก เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ฮ่อมไม่ใช่แค่ใช้ย้อมผ้าเท่านั้น ในภูมิปัญญาท้องถิ่นใช้ฮ่อมมาตำและพอกฝ่ามือ ฝ่าเท้า เพื่อลดไข้ด้วย

นอกจากนี้ มีตัวอย่าง ตำรับยาบำรุงกำลัง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของหมอชาญณรงค์ เต๋จะปิก จ.แพร่ ประกอบด้วย ม้ากระทืบโรง กำแพงเจ็ดชั้น ปลาไหลเผือก ฮ่อสะพายควาย เจ็ดกำลังช้างสาร ฝางเสน หัวยาข้าวเย็นเหนือ นำมาต้มกินน้ำบำรุงร่างกายดีนัก

 

การอนุรักษ์และปลูกสมุนไพรในพื้นที่ควรเรียนรู้จากหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่หมอพื้นบ้านทุกคนมีจิตวิญญาณในการเก็บรักษาต้นไม้เพราะกลัวสูญพันธุ์

ในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มูลนิสุขภาพไทยและสมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไท

จัดเวที “ปล่อยของ” ผลงานหมอพื้นบ้าน 5 จังหวัดกับวิถีชีวิตและการอนุรักษ์การปลูกพืชสมุนไพรในที่ดินของตนเองและชุมชน

ซึ่งเป็นงานระดับชาติในการประชุมวิชาการประจำปี การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ในวันที่ 24 ธันวาคม 2564 เวลา 15.30-17.30 น. ถ่ายทอดสดระบบออนไลน์

ติดตามชมที่เพจมูลนิธิสุขภาพไทย